“ข้าสั่งให้เจ้ากราบเท้าข้า แล้วคลานออกไปจากสำนักกระบี่เมฆาคล้อยเสีย มิเช่นนั้น... ศพของเจ้าจะเป็นได้เพียงปุ๋ยบำรุงต้นท้อหลังเขา!”
เสียงกระโชกโฮกฮากนั้นดังสะท้อนก้องในโสตประสาท ราวกับเสียงฟ้าร้องที่บาดลึกถึงกระดูกดำ หลินเฟิงสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดรวดร้าวที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความรู้สึกเหมือนถูกบดขยี้ด้วยแรงมหาศาลจากภายนอกทำให้เขารับรู้ได้ว่า ชีวิตก่อนหน้าที่เคยเป็นถึงปรมาจารย์กระบี่ผู้สยบใต้หล้า ได้ดับสูญลงพร้อมกับคมกระบี่เล่มสุดท้ายที่หักสะบั้นกลางสมรภูมิไร้ลักษณ์
ทว่า... ความเงียบงันแห่งความตายกลับไม่ใช่จุดจบ
หลินเฟิงลืมตาขึ้นช้าๆ ในสายตาที่พร่ามัวปรากฏภาพใบหน้าบิดเบี้ยวของชายฉกรรจ์สามคนในชุดศิษย์สำนักสายนอก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในโพรงจมูก ผสมปนเปไปกับกลิ่นดินโคลนและไอดินหลังฝนตก ร่างกายที่เขากำลังสถิตอยู่นี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน เส้นชีพจรทั่วร่างตีบตันราวกับถูกปิดตาย ปราณยุทธ์ในร่างเบาบางดั่งหมอกควันก่อนแสงอาทิตย์จะสาดส่อง
“ไอ้สวะ... ยังไม่ตายอีกรึ?” ชายคนหนึ่งที่ดูเป็นหัวโจกเงื้อมเท้าขึ้น หมายจะเหยียบซ้ำลงบนใบหน้าของหลินเฟิง
ทว่าวินาทีที่เท้าคู่นั้นกำลังจะกระทบ สัญชาตญาณแห่งยอดฝีมือที่สะสมมานับร้อยปีก็ตื่นขึ้น หลินเฟิงพลิกกายด้วยจังหวะที่เหนือชั้นกว่าความเข้าใจของคนธรรมดา เขาคว้าข้อเท้าของมันไว้ด้วยมือที่สั่นเทาแต่หนักแน่นราวกับคีมเหล็กกล้า
“เจ้า... พึ่งใช้กำลังเท้าหนักเพียงห้าส่วน แรงส่งจากเอวไม่ถึงจุดศูนย์กลาง น้ำหนักฝ่าเท้าเอียงไปทางซ้ายครึ่งฉุ่น... สภาพเช่นนี้ยังคิดจะสังหารผู้อื่นงั้นหรือ?”
น้ำเสียงของหลินเฟิงแหบพร่า ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยอำนาจกดดันที่ไม่อาจต้านทาน ชายทั้งสามคนชะงักงันไปครู่หนึ่งด้วยความตกตะลึง พวกมันไม่เข้าใจว่าเหตุใดศิษย์สายนอกที่มันเพิ่งซ้อมจนปางตายเมื่อครู่ ถึงได้มีสายตาที่คมกล้าและเย็นชาประดุจใบมีดโกนเช่นนี้
“แก! ปากดีนักนะ!”
“หยุด!”
สุ้มเสียงกังวานใสเย็นเยือกราวกับเกล็ดน้ำแข็งที่กระทบกันดั่งขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด ชายทั้งสามคนสะดุ้งสุดตัว รีบถอยกรูดไปด้านหลังก่อนจะคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว
สตรีผู้หนึ่งก้าวเดินออกมาจากเงามืดของต้นสนใหญ่ นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ทิ้งตัวพริ้วไหวราวกับเทพธิดาจำแลง เส้นผมสีดำขลับประบ่า ผิวขาวจัดดุจหิมะแรกฤดู ทว่าดวงตาเรียวคมนั้นกลับดูห่างเหินและตัดขาดจากโลกมนุษย์ นี่คือ ‘เยี่ยจื่อซี’ ศิษย์พี่หญิงผู้ถือครองความเย็นชาที่สำนักสายนอกต่างหวาดเกรง
นางมองร่างของหลินเฟิงที่นอนจมกองเลือดด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่าลึกเข้าไปในแววตาคู่นั้น กลับมีความรู้สึกบางอย่างไหววูบขึ้นมา... ความอบอุ่นที่นางไม่ได้สัมผัสมานานปี ราวกับนางกำลังมองเห็นเงาร่างของใครบางคนที่เคยให้คำมั่นสัญญากับนางไว้ในอดีตชาติ
“ศิษย์พี่เยี่ย... พวกเราเพียงแค่สั่งสอนศิษย์ไร้ค่าที่ทำผิดกฎสำนักเท่านั้น ขอท่านโปรดอย่าได้ใส่ใจเลย!” หัวโจกพยายามแก้ตัวด้วยเสียงสั่นเครือ
เยี่ยจื่อซีไม่ตอบคำถามนั้น นางเดินตรงไปหยุดอยู่เบื้องหน้าหลินเฟิง ก่อนจะยื่นมือขาวผ่องออกมา ปลายนิ้วแตะที่ชีพจรข้อมือของเขาเบาๆ
หลินเฟิงจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ความทรงจำที่ไหลย้อนกลับมาเตือนเขาว่า หญิงสาวผู้นี้คือคนเดียวในสำนักที่เคยยื่นมือเข้าช่วยศิษย์สายนอกอย่างเขาในยามที่ถูกรังแก แต่นางทำเพียงเพื่อรักษาความถูกต้อง ไม่ใช่ความรัก... หรือนั่นคือสิ่งที่เขาเข้าใจมาตลอด?
“เจ้าชื่อหลินเฟิง...” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่แทบจะกลืนหายไปกับสายลม “ในร่างที่ไร้ซึ่งปราณนี้... ยังมีจิตวิญญาณที่กระหายการต่อสู้อยู่หรือ?”
หลินเฟิงขยับยิ้มที่มุมปากอย่างทะนงตน แม้ร่างกายจะพังทลาย แต่จิตวิญญาณของเขายังคงเป็นยอดฝีมือผู้ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของวิถีกระบี่
“จิตวิญญาณของข้า... ไม่เคยพึ่งพาปราณในการคงอยู่ แต่มันดำรงอยู่ได้ด้วยคมกระบี่ที่สลักไว้ในหัวใจ”
คำตอบนั้นทำให้เยี่ยจื่อซีชะงักไป ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางรับรู้ได้ทันทีว่าชายตรงหน้าไม่ใช่ ‘สวะ’ คนเดิมที่นางเคยรู้จัก หากแต่เป็นบางสิ่งที่ลึกลับและเปี่ยมด้วยอันตรายเกินกว่าคนในสำนักแห่งนี้จะหยั่งถึง
ทว่า ก่อนที่นางจะได้กล่าวสิ่งใด เสียงกระบี่สั่นสะเทือนดังมาจากทิศทางยอดเขาหลัก สัญญาณเตือนภัยของสำนักกระบี่เมฆาคล้อยดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ท้องฟ้าที่เคยเงียบสงบพลันเปลี่ยนเป็นสีเลือด อักขระเวทโบราณปรากฏขึ้นบนม่านฟ้าเหนือสำนัก ราวกับฟากฟ้ากำลังจะถล่มลงมา
หลินเฟิงยันกายลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยแววตาที่เยือกเย็น ความทรงจำระดับปรมาจารย์บอกเขาว่า นี่ไม่ใช่ภัยพิบัติจากธรรมชาติ แต่เป็น ‘ลิขิตฟ้า’ ที่กำลังพยายามกำจัดผู้ที่แอบอ้างสิทธิ์ในการจุติใหม่
“ศิษย์พี่เยี่ย... ดูเหมือนการล้างแค้นของข้า จะไม่ได้เริ่มจากศิษย์สายนอกพวกนี้เสียแล้ว” หลินเฟิงเอ่ยขึ้น พลางชักกระบี่หักเล่มหนึ่งที่ตกอยู่ข้างกายขึ้นมา
เงาร่างของชายชุดดำกลุ่มหนึ่งพุ่งลงมาจากฟ้า ราวกับฝูงอีกาที่ร่อนลงสู่เหยื่อ พวกมันมุ่งตรงมายังจุดที่เขายืนอยู่ และเป้าหมายของพวกมัน... ก็คือการตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้ ‘วิญญาณปรมาจารย์’ ในร่างนี้ได้เติบโตขึ้น
ความตายที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อครู่ กำลังจะหวนกลับมาทวงถามเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้... หลินเฟิงไม่ใช่เหยื่อผู้ไร้ทางสู้ เขากระชับกระบี่หักในมือแน่น แรงปราณที่ดับสูญพลันจุดติดขึ้นมาอีกครั้งในจุดตันเถียนที่ลึกที่สุด ราวกับเปลวไฟที่เผาผลาญทัณฑ์สวรรค์!
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางสายกระบี่นี้ หวังว่าท่านจะชื่นชอบในก้าวย่างแรกของหลินเฟิงนะครับ!
วิถีดาบไร้ลักษณ์ สลักรอยจารึกฟ้า•ตอนที่ 1
วิญญาณคืนชีพในร่างสวะ
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีดาบไร้ลักษณ์ สลักรอยจารึกฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
