สถาปนิกไร้เงา ปะทะ จิตแพทย์ไร้ใจ•ตอนที่ 14

พันธมิตรที่ไม่ได้ร้องขอ

ผลงานโดย คนมองเมือง
เสียงโลหะกระทบกันเบาหวิวจากระเบียงด้านนอก มากพอที่จะทำให้เส้นประสาทใต้ผิวหนังของรวิศตื่นตัวขึ้นพร้อมกัน เขาก้าวเท้าขยับเข้าหาพิมพ์มาดาราวกับเงาทอดซ้อน สัญชาตญาณความเป็นสถาปนิกที่มักคำนวณน้ำหนักและการรับแรงของโครงสร้าง แปลงสภาพเป็นความตื่นตัวในยามคับขัน เขารู้ดีว่าจุดอ่อนที่สุดของห้องชุดบนชั้นยี่สิบห้านี้คือบานกระจกนิรภัยที่กว้างเกินไป ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้มองเห็นวิวเมืองหลวงยามค่ำคืนได้อย่างไร้รอยต่อ แต่มันก็กลายเป็นจุดอับสายตาเมื่อความมืดเข้าปกคลุม พิมพ์มาดายังคงนิ่งงัน มือเรียวยังคงแตะอยู่บนสันปกสมุดไดอารี่หนังแท้สีดำเล่มนั้น ดวงตาคู่คมไหววับชั่วขณะก่อนจะกลับมาเรียบเฉย เธอมองหน้าเขาด้วยสายตาที่ไม่ได้แสดงความตื่นตระหนก แต่เต็มไปด้วยการประเมินสถานการณ์ เธอรู้ว่าพวกเขากำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความลับที่ยังถูกฝังกลบ กับความตายที่กำลังเคาะประตู "เสียงมาจากคอยล์ร้อนแอร์ด้านนอก..." รวิศกระซิบ เสียงของเขาต่ำและนิ่งสนิท ริมฝีปากแทบไม่ขยับ "หรือมีใครกำลังปีนไต่ระเบียงข้ามมาจากห้องมุมตึกฝั่งทิศตะวันตก" "ตึกนี้ออกแบบระบบความปลอดภัยโดยบริษัทของคุณเองไม่ใช่หรือครับ คุณรวิศ" พิมพ์มาดาเอ่ยสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้รอยสั่นเครือ แม้สถานการณ์ตรงหน้าจะบีบคั้นเพียงใด เธอยังคงรักษาจังหวะการหายใจได้อย่างน่าทึ่ง "ช่องว่างระหว่างระเบียงแคบเกินกว่าที่คนปกติจะข้ามมาได้... เว้นแต่ว่าคนๆ นั้นจะรู้โครงสร้างของอาคารนี้ดีเสียยิ่งกว่าตัวผู้อออกแบบเอง" รวิศไม่ตอบคำดึงดันนั้น สายตาคมกริบกวาดมองไปตามเงาสลัวภายในห้อง แสงไฟนีออนนีออนจากตึกระฟ้าฝั่งตรงข้ามที่สาดส่องเข้ามาผ่านกระจกเงา ทำหน้าที่เป็นสปอตไลท์ชั้นดีที่แบ่งแยกมิติความลึกตื้นของห้องรับแขก เขาเอื้อมมือไปควعيข้อมือเรียวของเธอเบาๆ ดึงให้ถอยหลังเข้าไปในมุมอับของเสาคอนกรีตเปลือย—สถาปัตยกรรมแบบ Brutalism ที่เขาจงใจคงความดิบกระด้างไว้เมื่อครั้งรีโนเวตห้องนี้ ความเย็นจากผิวเนื้อของพิมพ์มาดาผ่านทะลุเสื้อสูทเนื้อดีของเธอมาปะทะปลายนิ้วของเขา รวิศสัมผัสได้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่แม้จะเร็วขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังอยู่ในความควบคุม เธอมองมือของเขาที่กุมข้อมือเธอไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าสบตาเขา ความใกล้ชิดในระยะประชิดท่ามกลางกลิ่นอายอันตราย ทำให้ช่องว่างระหว่าง "สถาปัตยกรรม" และ "จิตวิทยา" หลอมรวมเข้าหากันอย่างเลี่ยงไม่ได้ "คุณเกลียดความไม่จริงใจใช่ไหมครับ คุณหมอ" รวิศกระซิบชิดใบหูของเธอ เสียงของเขานุ่มทุ้มแต่จริงจัง "ถ้าคืนนี้เราไม่อยากกลายเป็นแค่หัวข้อข่าวหน้าหนึ่งในฐานะศพปริศนา เราต้องเลิกเล่นเกมซ่อนหาแล้วตกลงกันให้ชัดเจน" พิมพ์มาดาไม่ดึงมือออก เธอยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อโชคชะตา "คุณคิดว่าฉันซ่อนอะไรอยู่หรือคะ รวิศ... สมุดเล่มนี้ไม่ได้บอกว่าฉันเป็นฆาตกร แต่มันบอกว่าผู้ชายที่คุณนับถือเหมือนพี่ชาย ต่างหากที่กำลังจะลากพวกเราลงไปในหลุมศพเดียวกัน" ยังไม่ทันที่รวิศจะได้เอ่ยปากซักถาม เสียงกระจกหน้าต่างด้านหลังเสาคอนกรีตก็ถูกเคาะเบาๆ สามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก ไม่ใช่เสียงทุบด้วยความรุนแรง แต่เป็นเสียงเคาะเป็นจังหวะ ราวกับแขกผู้มีมารยาทที่กำลังมาเยือนในยามวิกาล ทว่าในความสูงระดับนี้ มันคือความน่าขนลุกที่เด่นชัดที่สุด รวิศส่งสัญญาณห้ามด้วยสายตา เขาค่อยๆ ปล่อยมือจากข้อมือของเธอ แล้วหยิบมีดพับอเนกประสงค์สำหรับงานสถาปัตยกรรมที่พกติดตัวเสมอออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ใบมีดคมกริบถูกดีดออกด้วยความเงียบเชียบ เขาก้าวเข้าไปชิดบานกระจก ขณะที่พิมพ์มาดาก้าวถอยหลังไปตั้งหลักใกล้โต๊ะทำงาน พร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบที่เปิดจดหมายโลหะหนักอึ้งขึ้นมาถือไว้ในมือ เมื่อรวิศหันกลับไปมองผ่านกระจกเงาสะท้อน แสงไฟสลัวเผยให้เห็นเงาร่างของชายคนหนึ่งยืนเกาะราวระเบียงอยู่ด้านนอก สวมเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวสีเข้มฮู้ดดึงต่ำปิดบังใบหน้าครึ่งบน ทว่าดวงตาที่มองลอดผ่านความมืดเข้ามานั้น กลับจ้องตรงมาที่รวิศด้วยความคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด รวิศขมวดคิ้วแน่น เขารู้จักสายตานั้น... สายตาของคนที่เคยนั่งร่วมโต๊ะประชุมแบบแปลนอาคารมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน เขากดล็อกกลอนหน้าต่าง แล้วเลื่อนกระจกออกช้าๆ ลมหนาวติดกลิ่นฝนและควันพิษของเมืองหลวงทะลักเข้ามาปะทะใบหน้าทันที "ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ ถ้าคุณอยากคุยเรื่องโครงสร้างฐานรากของตึกนี้ ทำไมไม่ใช้ประตูปรกติล่ะครับ... สารวัตรภาคภูมิ" รวิศเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบสนทนา ทว่าแฝงความเฉียบคมไว้ทุกอณู ชายหนุ่มในเงาถอดฮู้ดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นจางๆ บริเวณขมับ ภาคภูมิกวาดสายตามองรวิศแวบหนึ่ง ก่อนจะเหลือบไปเห็นพิมพ์มาดาที่ยืนถือโลหะเตรียมพร้อมอยู่ในมุมมืด นายตำรวจมือปราบถอนหายใจยาวนานราวกับเหนื่อยล้าเต็มที "ฉันไม่ได้มาเพื่อจับพวกเธอ" ภาคภูมิเอ่ยเสียงแหบพร่า ปีนข้ามธรณีหน้าต่างเข้ามาในห้องอย่างระมัดระวัง รองเท้าหนังส่งเสียงกระทบพื้นปาร์เกต์เบาหวิว "และถ้าพวกเธอยังฉลาดพอที่จะฟัง ฉันแนะนำให้วางอาวุธแล้วนั่งลง เพราะสิ่งที่พวกเธอเจอในห้องนี้ มันกำลังทำให้หน่วยงานรัฐบางหน่วยต้องการเก็บกวาดพวกเราทุกคน... ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น" บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัว พิมพ์มาดาลดที่เปิดจดหมายลงช้าๆ สายตาของเธอหันไปสบตากับรวิศ ทั้งคู่ต่างอ่านความคิดของกันและกันได้ในเสี้ยววินาที—เกมกระดานนี้ไม่ได้มีแค่พวกเขาเล่นกันสองคนอีกต่อไปแล้ว "เชิญครับ สารวัตร" รวิศผายมือไปยังโซฟาหนังสีชา กิริยาสุภาพแต่ดุดันราวกับเจ้าบ้านที่พร้อมจะเปิดฉากพิพากษา "เรามีเรื่องต้องคุยกันยาว... เกี่ยวกับตึกที่ถล่มลงมาเมื่อห้าปีก่อน และรายชื่อในสมุดไดอารี่เล่มนี้" ภาคภูมิเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างอ่อนแรง เขาดึงซองเอกสารสีน้ำตาลยับยู่ยี่ออกจากกระเป๋าเสื้อ วางกระแทกเบาๆ บนโต๊ะกระจกตรงหน้า "ก่อนที่พวกเธอจะซักไซ้ฉัน..." ภาคภูมิเงยหน้าขึ้นมองทั้งสองคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงอย่างที่รวิศไม่เคยเห็นมาก่อน "ฉันขอเตือนสติพวกเธอไว้ก่อนเลยว่า... ศัตรูที่เรากำลังสู้ด้วย ไม่ใช่นักการเมืองท้องถิ่น หรือผู้รับเหมาหน้าเลือดธรรมดา แต่เป็นระบบโครงสร้างทั้งหมดของเมืองนี้ที่ถูกสร้างขึ้นบนซากศพ... และพวกมันรู้แล้วว่าพวกเธอกำลังขุดคุ้ยอะไรอยู่" พิมพ์มาดาก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะ เธอวางสมุดไดอารี่ลงคู่กับซองเอกสารของภาคภูมิ สายตาคมกริบราวกับแพทย์กำลังวินิจฉัยโรคระยะสุดท้าย เธอมองหน้าตำรวจหนุ่มนิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ห้องทั้งห้องเย็นเยียบลงถนัดตา "ถ้าอย่างนั้น... พวกเราก็คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเป็นพันธมิตรกัน... เพื่อรื้อถอนตึกหลังนี้ทิ้งเสียใหม่ ตั้งแต่ฐานราก" รวิศยืนกอดอกพิงเสาคอนกรีต มองภาพคนทั้งสองที่นั่งอยู่เบื้องหน้า เขารู้ดีว่าการตัดสินใจครั้งนี้เทียบเท่ากับการเดินเข้าสู่ลานประหาร แต่มันก็เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เขาได้รู้ความจริงเบื้องหลังการตายของครอบครัว ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยคำพูดใดเพิ่มเติม เสียงสัญญาณเตือนภัยเพลิงไหม้ของอาคารก็ดังสนั่นขึ้นลั่นตึก! ไฟสำรองฉุกเฉินสีแดงส้มกะพริบวาบเป็นจังหวะต่อเนื่องสลับมืด แสงเงาดังกล่าวสะท้อนบนผนังปูนเปลือยจนดูคล้ายคราบเลือดที่ละเลงไปทั่วบริเวณ ภาคภูมิผุดลุกขึ้นจากโซฟาทันที ใบหน้าซีดเผือด "เวรเอ๊ย... พวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจา... มันตัดระบบไฟทั้งตึก และกำลังปล่อยแก๊สคาร์บอนมอนำออกไซด์เข้ามาทางท่อระบายอากาศ!" รวิศพุ่งตัวไปที่ประตูห้องทันที มือหนาบิดลูกบิด แต่มันแน่นิ่งสนิท... ประตูถูกเชื่อมปิดตายจากด้านนอกด้วยความร้อนระดับอุตสาหกรรม! "คนมองเมือง" (ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านมุมมืดของเมืองใหญ่ไปด้วยกันนะครับ)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา ปะทะ จิตแพทย์ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%