เปลวไฟสีส้มสั่นไหวในจอภาพความละเอียดสูง สะท้อนนัยน์ตาคู่คมของรวิศที่นิ่งค้างเป็นรูปปั้น สถาปนิกหนุ่มไม่ขยับเขยื้อน แม้ลมหายใจของตัวเองจะเป่ารดหน้าจอโทรศัพท์มือถือจนเกิดฝ้าบางๆ ภาพจากกล้องวงจรปิดแบบเรียลไทม์แสดงให้เห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขาในสำนักงานย่านใจกลางเมือง และสิ่งนั้นไม่ใช่แค่การบุกรุก แต่มันคือการประกาศสงคราม
แสงสีส้มจากประกายไฟแช็กสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของห้องทำงานที่ควรจะว่างเปล่า มันสาดส่องโครงร่างของเก้าอี้ตัวโปรด กองแบบร่างสถาปัตยกรรม และตู้เอกสารเหล็กที่เก็บรวบรวมประวัติอันเจ็บปวดในอดีตของเขา
มือที่ถือโทรศัพท์ของรวิศไม่ได้สั่นเทา ความเย็นชาที่เคยใช้เป็นเกราะป้องกันภัยมาตลอดชีวิตกลับทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในนาทีวิกฤตนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหัวใจข้างในจะไม่บีบตัว ความกลัวที่ฝังรากลึกที่สุด—ความกลัวที่จะสูญเสีย ควบคุมอะไรไม่ได้ และปล่อยให้ไฟแผดเผาทุกสิ่ง—กำลังไต่ระפוןขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตใต้สำนึก มันคือเงาเดียวกันกับเปลวเพลิงในตึกมรณะเมื่อหลายปีก่อน ตึกที่พรากครอบครัวของเขาไปต่อหน้าต่อตา
รวิศกดโทรศัพท์เพื่อโทรออกอย่างรวดเร็ว ปลายสายตอบรับในเวลาเพียงสองเสียงกริ่ง
"คุณกำลังดูอยู่ใช่ไหมครับ" เสียงนุ่มทุบทำลายความเงียบของพิมพ์มาดาผ่านลำโพงไร้สาย เธอไม่ได้แสดงความตกใจแม้แต่น้อย ราวกับคาดการณ์เหตุการณ์นี้ไว้แล้ว
"ครับ" รวิศตอบรับสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว "และผมคิดว่าคุณคงไม่ได้โทรมาแค่เพื่อให้ผมดูการแสดงมายากลโชว์ไฟแช็ก"
"มนุษย์เรามักจะกลัวในสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ รวิศ" เสียงของจิตแพทย์สาวลอยมาพร้อมกับเสียงกระดาษพลิกเบาๆ ราวกับเธอกำลังนั่งจิบกาแฟอ่านแฟ้มคดีอยู่ที่ไหนสักแห่ง "คนที่รักความสมบูรณ์แบบอย่างคุณ เกลียดที่สุดคือความไร้ระเบียบ และตอนนี้... มีคนกำลังจุดไฟเผาความเป็นระเบียบในพื้นที่ส่วนตัวของคุณ คุณจะเลือกวิ่งกลับไปเป็นฮีโร่ผู้พิทักษ์ซากปรักหักพัง หรือจะยอมรับความจริงว่า คุณเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ตั้งแต่แรก?"
คำพูดของเธอคมกริบราวกับใบมีดผ่าตัดที่กรีดลงบนแผลเป็นเก่าๆ รวิศกัดกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามปูดนูน เขาไม่ได้โกรธพิมพ์มาดา เขารู้ว่าเธอกำลังใช้จิตวิทยากระตุ้นให้เขาก้าวข้ามกำแพงความกลัว แต่ความจริงที่ว่า "มีใครบางคนอยู่ในพื้นที่ของเขา" มันรบกวนสัญชาตญาณดิบของความเป็นมนุษย์มากกว่าทฤษฎีทางจิตวิทยาใดๆ ทั้งสิ้น
"ผมไม่ได้กลัวไฟ พิมพ์มาดา" รวิศเอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาคมกวาดมองรายละเอียดอื่นๆ ในจอภาพ "ผมแค่กำลังคิดว่า... หมอนั่นเลือกยืนตรงจุดที่เสาเข็มรับน้ำหนักพอดี มันไม่ใช่การสุ่มเผา แต่เป็นการส่งสาส์นว่าโครงสร้างนี้เปราะบางแค่ไหนต่างหาก"
พิมพ์มาดาเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงถอนหายใจเบาๆ จะลอดผ่านไมโครโฟน "คุณนี่มัน... มองทุกอย่างเป็นสถาปัตยกรรมไปหมด แม้กระทั่งความตายและการคุกคาม ระวังเถอะ รวิศ วันหนึ่งคุณอาจจะพบว่าหัวใจตัวเองถูกออกแบบมาให้พังทลายได้ง่ายกว่าตึกที่คุณสร้างเสียอีก"
สายถูกตัดไปอย่างไร้เยื่อใย รวิศโยนโทรศัพท์ลงบนเบาะข้างคนขับ ล้อรถสปอร์ตคันหรูทะยานออกไปจากลานจอดรถด้วยความเร็วสูง ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ที่เริ่มโปรยปรายลงมาทัศนวิสัยของเมืองใหญ่ยามค่ำคืน
ภายในเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที รวิศก็มายืนอยู่หน้าประตูเหล็กดัดของอาคารสำนักงานของตนเอง บรรยากาศรอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝนกระทบหลังคาและไฟถนนสีส้มที่ส่องสว่างสะท้อนกับพื้นเปียกชื้น กุญแจสำรองถูกไขเปิดออกอย่างเงียบเชียบที่สุด สถาปนิกหนุ่มก้าวเท้าเข้าไปในความมืด กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นจางๆ ของน้ำมันรอนสันเตะเข้าจมูกทันที
ความเงียบภายในสำนักงานน่าอึดอัดยิ่งกว่าห้องสอบสวน รวิศเดินย่างสามขุมไปตามทางเดินที่คุ้นเคย ทุกย่างก้าวระมัดระวังราวกับเสือดาวที่กำลังล่าเหยื่อ แสงไฟจากภายนอกที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ทอดเงายาวเป็นทาง เผยให้เห็นกองเอกสารที่ถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย
และที่หน้าโต๊ะทำงานของเขา... เงาร่างหนึ่งกำลังยืนหันหลังให้อยู่
ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้ม รูปร่างสูงโปร่ง กำลังถือกรอบรูปใบหนึ่งในมือ กรอบรูปที่เป็นภาพถ่ายใบเดียวของครอบครัวเขาที่เหลืออยู่
"ผมคิดว่าคุณจะมาเร็กว่านี้เสียอีก รวิศ" เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาเอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องหันกลับมามอง "สถาปนิกผู้เย่อหยิ่งผู้เชื่อมั่นในเส้นสายและโครงสร้าง แต่กลับปล่อยให้รอยร้าวในใจขยายใหญ่จนมองไม่เห็นความจริง"
รวิศหยุดยืนห่างจากร่างนั้นราวสามเมตร มือทั้งสองข้างกำแน่นอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ท แววตาสะท้อนความเย็นชาที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า "แกเป็นใคร และต้องการอะไรจากโต๊ะทำงานของฉัน"
ร่างนั้นค่อยๆ หันกลับมา ช้าๆ ราวกับจงใจยืดเวลาให้ความกดดันกัดกินจิตใจของสถาปนิกหนุ่ม แสงไฟจากภายนอกสาดส่องใบหน้าของเขาให้เห็นเพียงเสี้ยวหนึ่ง รอยยิ้มเยาะหยันมุมปากที่คุ้นตาอย่างประหลาดทำให้รวิศต้องชะงัก
มันไม่ใช่คนแปลกหน้า...
รวิศเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้านั้นชัดเจนขึ้น ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะโยนกรอบรูปในมือลงบนพื้นกระจกเสียงดังสนั่น เศษกระจกแตกกระจายไม่เป็นชิ้นดี พร้อมกับที่ชายปริศนาก้าวถอยหลังไปชิดหน้าต่างบานใหญ่ที่ถูกงัดจนเปิดอ้า
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ รวิศ" ชายคนนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มอันตราย "เกมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น... และคนที่คุณควรระวังที่สุด ไม่ใช่ผม แต่คือคนที่กำลังนั่งรอคุณอยู่ที่รถของคุณต่างหาก"
รวิศหันขวับมองกลับไปที่ประตูทางเข้าสำนักงานทันที หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยความระแวงขีดสุด แต่เมื่อเขากลับหันมามองที่หน้าต่างอีกครั้ง ร่างของชายปริศนาก็หายลับไปในความมืดของค่ำคืน พร้อมกับเสียงสัญญาณกันขโมยรถของเขาเองที่ดังสนั่นขึ้นจากลานจอดรถด้านล่าง!
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในความมืดนี้ด้วยกันนะครับ
สถาปนิกไร้เงา ปะทะ จิตแพทย์ไร้ใจ•ตอนที่ 17
บททดสอบความอดทน
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา ปะทะ จิตแพทย์ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!