รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ•ตอนที่ 44

บันทึกในกระแสลม

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงคำรามของเกลียวคลื่นซัดสาดเข้าใส่แนวหินปะการังเบื้องล่าง ราวกับเสียงปรบมืออันเยียบเย็นจากอดีตที่ยังคงตามหลอกหลอน ทว่าสำหรับอคินแล้ว เสียงนั้นกลับแปรเปลี่ยนเป็นบทเพลงแห่งการหลุดพ้น "นายพลเอ่ยว่าเราคือทายาทผู้สาบสูญ... แต่เขาคงลืมไปว่า สายลมไม่เคยมีเจ้าของ และอักษรบนหน้ากระดาษย่อมเป็นอิสระจากผู้สร้างเสมอ" อคินกล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องโดยสารรถไฟโบราณที่กำลังมุ่งหน้าสู่ดินแดนปลายขอบฟ้า ปลายปากกาหมึกซึมในมือของเขายังคงเปียกชื้น ร่องรอยของหยดหมึกสีดำสนิทซึมลงบนกระดาษสาเนื้อหยาบ คล้ายรอยแผลเป็นที่เพิ่งตกสะเก็ดแต่มิได้สร้างความเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว รินรดาซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เงยหน้าขึ้นจากสมุดบันทึกเล่มเก่า เธอมองตามสายตาของชายหนุ่มออกไปนอกหน้าต่างกระจกที่เต็มไปด้วยคราบละอองฝน ทัศนียภาพเบื้องนอกค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากตึกรามบ้านช่องอันอึกครึกครื้นของเมืองหลวง กลายเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลและแนวป่าสนทึบทอดยาวสุดสายตา ไร้ซึ่งเงาติดตาม ไร้ซึ่งเสียงก้องกังวานจากคำพิพากษาของอำนาจมืด "เราหนีพ้นจากเงื้อมมือของเขามาได้ไกลเท่าไหร่แล้วล่ะครับ อคิน" น้ำเสียงของหญิงสาวนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความอ่อนล้าจากการเดินทางข้ามคืน เธอยกมือขึ้นทัดปอยผมที่หลุดลุ่ยลงมาเคลียข้างแก้ม ดวงตาคู่สวยคู่นั้นสะท้อนประกายไฟจากตะเกียงน้ำมันดวงเล็กที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ อคินวางปากกาลง เขาเอื้อมมือไปกุมมือเรียอบางของเธอไว้ ความอบอุ่นจากฝ่ามือที่ส่งผ่านหากันคือเครื่องยืนยันว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่ และที่สำคัญที่สุด... พวกเขาเป็นอิสระแล้ว "ไกลพอที่เราจะเริ่มต้นเขียนบทกวีบทใหม่ด้วยกัน... บทกวีที่ไม่มีคำสั่งห้าม ไม่มีรอยเลือด และไม่มีความลับของตระกูลใดๆ ทั้งสิ้นครับ ริน" อคินตอบด้วยรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่ทำให้ดวงหน้าของกวีหนุ่มผู้ผ่านความบอบช้ำมาอย่างยาวนานดูสว่างไสวขึ้นมาถนัดตา การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การหลบหนีอย่างไร้จุดหมาย หากแต่เป็นการแสวงหาดินแดนอันสงบเงียบตามที่เคยสัญญาไว้ในบันทึกโบราณ บ้านหลังเล็กๆ บนเนินเขาเตี้ยๆ ที่มองเห็นทะเลสาบกว้างใหญ่ สถานที่ที่อักษรทุกตัวจะไม่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธห้ำหั่นกันอีกต่อไป รถไฟเคลื่อนตัวช้าลงเมื่อเข้าสู่สถานีปลายทาง ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ กลิ่นอายของเกลือสมุทรและไอหมอกยามสายลอยอบอวลเข้ามาทางหน้าต่าง อคินและรินรดาก้าวเท้าลงสู่ชานชาลาไม้เก่าๆ ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่มีน้ำหนักกดทับ ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน มีเพียงเสียงนกนางนวลที่บินวนเวียนอยู่เหนือผืนน้ำและเสียงใบไม้ไหวตามแรงลม ทั้งสองช่วยกันหิ้วกระเป๋าเดินทางใบย่อมเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ที่ปูด้วยก้อนกรวด มุ่งหน้าไปยังกระท่อมปลายทางที่พวกเขาได้ติดต่อเช่าไว้ล่วงหน้าผ่านจดหมายฉบับสุดท้ายที่รอดพ้นจากการทำลายล้าง กระท่อมหลังนั้นตั้งอยู่บนเนินเขาสูง ทาสีขาวสะอาดตา ตัดกับหลังคากระเบื้องสีเทาเข้ม รอบตัวบ้านรายล้อมไปด้วยดอกไม้ป่าสีม่วงอ่อนที่กำลังเบ่งบานรับแสงแรกของวัน เมื่ออคินผลักประตูไม้เก่าเข้าไป กลิ่นหอมของไม้สนและฝุ่นผงจางๆ ก็ลอยแตะจมูก มันไม่ใช่ความอ้างว้าง แต่เป็นความรู้สึกของการได้ "กลับบ้าน" อย่างแท้จริง รินรดากวาดสายตามองไปรอบห้องโถงที่มีเตาผิงหินและหน้าต่างบานใหญ่เปิดรับลมทะเล เธอยิ้มออกมาอย่างมีความสุขเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน "ที่นี่ช่างเงียบสงบเสียจริงค่ะอคิน ราวกับโลกทั้งใบถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง" "เพราะที่นี่ไม่มีใครรู้จักชื่อของเรา และไม่มีใครต้องการบทกวีที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตครับ" อคินเดินเข้ามาโอบกอดเธอจากด้านหลัง สายตาทอดมองออกไปเบื้องนอกหน้าต่างที่เห็นเส้นขอบฟ้าบรรจบกับผืนน้ำสีคราม "นับจากนี้ไป เราจะมีเพียงกันและกัน และรอยหมึกบนหน้ากระดาษที่บอกเล่าเรื่องราวความรักของเราเท่านั้น" พวกเขาร่วมกันจัดข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านอย่างเงียบเชียบ ทว่าเต็มไปด้วยความอบอุ่น ทุกๆ มุมของบ้านถูกเติมเต็มด้วยความใส่ใจ รินรดานำแจกันดอกไม้ป่ามาวางไว้บนโต๊ะทำงานไม้ทึบของอคิน ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจัดเรียงสมุดบันทึกและตำรากวีนิพนธ์เล่มโปรดเข้าชั้นหนังสือ ยามบ่ายคล้อย แสงอาทิตย์สีทองสาดส่องผ่านผืนน้ำระยิบระยับ อคินนั่งลงที่โต๊ะทำงานริมหน้าต่าง เขาหยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง บรรจงเขียนถ้อยคำแรกของชีวิตคู่ลงบนกระดาษขาวสะอาด *“ณ ปลายขอบฟ้าที่คลื่นซัดสาด... เราพบความหมายของการมีลมหายใจ หยดน้ำค้างบนกลีบดอกไม้ไม่เคยหวาดกลัวแสงแดดฉันใด ฉันก็ไม่เคยหวาดหวั่นต่อวันพรุ่งนี้ที่มีเธอเคียงข้างฉันฉันนั้น...”* รินรดายืนมองเขาอยู่เงียบๆ จากกรอบประตู เธอรู้สึกได้ถึงความสงบที่แผ่ซ่านอยู่ในหัวใจ ปมปัญหาและความแค้นเคืองจากอดีตถูกสายลมแห่งท้องทะเลพัดพาให้เลือนหายไปจนหมดสิ้นแล้ว ทุกอย่างกำลังเริ่มต้นใหม่ งดงาม และบริสุทธิ์ ทว่า... ในขณะที่อคินกำลังจะจรดปลายปากกาลงบนบรรทัดสุดท้ายของบทกวี เสียงเคาะประตูก็จู่โจมเข้ามาอย่างกะทันหัน สามครั้ง... หนักแน่น และเยือกเย็น ราวกับต้องการทำลายล้างความสงบสุขทั้งหมดที่เพิ่งสร้างขึ้นในพริบตา อคินชะงักมือ รินรดาสะดุ้งเฮือกหันขวับไปมองบานประตูไม้ที่ปิดสนิท ทั้งห้องกลับมาเงียบกริบอีกครั้ง มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ในอก ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนจะดังขึ้นที่ระเบียงด้านนอก พร้อมกับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่ถูกสอดเข้ามาใต้ช่องประตู... และเมื่ออคินก้มลงหยิบมันขึ้นมาอ่าน ลมหายใจของเขาก็แทบหยุดสะ khin เมื่อลายมือบนนั้นคือลายมือของคนที่ควรจะจมอยู่ใต้ก้นบึงแห่งความตายไปแล้วอย่างไรล่ะครับ ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่กับอคินและรินรดามาจนถึงบรรทัดนี้ด้วยนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกในหยาดน้ำค้าง: บันทึกกวีผู้สาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%