ปริศนาศิลาโบราณกับนักโบราณคดีผู้เยືือกเย็น•ตอนที่ 2

การมาถึงของนักมานุษยวิทยา

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
รอยเท้านั้นยังคงประทับอยู่บนชั้นดินดานอายุกว่าสามพันปี มันไม่ใช่รอยเท้าของพศินอย่างแน่นอน รองเท้าบู๊ทหนังขัดมันของเขาเหยียบย่ำลงข้างรอยปริศนานั้น เพื่อวัดขนาดและมุมองศา ความลึกของร่องรอยบ่งบอกถึงน้ำหนักตัวและจังหวะการก้าวที่มั่นคง ผิดกับความตื่นตระหนกที่กำลังกัดกินสติของคนงานท้องถิ่นที่ยืนออกันอยู่ด้านหลัง เสียงกระซิบกระซาบด้วยความหวาดกลัวดังระงับในความมึนทึบของอุโมงค์ใต้ดินแห่งนี้ เหมือนเสียงแมลงหวี่ที่น่ารำคาญในหูของนักโบราณคดีหนุ่มผู้ยึดมั่นในตรรกะ "ถอยไปให้หมดครับ อย่าเพิ่งทำลายหลักฐานรอบๆ บริเวณนี้" พศินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเฉียบขาดจนทุกคนต้องถอยร่น เขาคุกเข่าลง ใช้ไฟฉายคาดหัวส่องกราดไปตามผิวพื้นหินปูนชื้นแฉะ แสงสีขาวนวลเผยให้เห็นรายละเอียดที่คมชัด รอยเท้านี้ไม่ได้เกิดจากการเดินทอดน่อง มันหยุดนิ่งราวกับยืนรอคอยอะไรบางอย่าง ณ จุดกึ่งกลางระหว่างเสาศิลาจำหลักรูปอสุรกาย ทว่าสิ่งที่ทำให้พศินต้องขมวดคิ้วมุ่นจนรอยย่นปรากฏบนหน้าผาก ไม่ใช่ความแปลกประหลาดของการมีอยู่ของรอยเท้านี้... แต่เป็นรูปแบบของดอกยางรองเท้า มันเป็นรองเท้าเดินป่าสมัยใหม่ ทรงที่ออกแบบมาเพื่อการสำรวจพื้นที่ทุรกันดารโดยเฉพาะ ไม่ใช่รองเท้าบู๊ทโบราณ หรือรองเท้าของคนงานขุดเจาะในแคมป์ของเขา ในสถานที่ปิดตาย ซึ่งถูกฝังกลบภายใต้แผ่นดินและชั้นหินมาตั้งแต่ยุคสำริด และทีมของเขาเพิ่งใช้ระเบิดไดนามายต์เปิดปากอุโมงค์ออกเมื่อไม่ถึงสี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้... จะมีมนุษย์คนอื่นก้าวเข้ามาล่วงหน้าได้อย่างไร หรือถ้ามี ใครกันที่มีความสามารถเหนือชั้นถึงขนาดเล็ดลอดสายตาและระบบรักษาความปลอดภัยของหน่วยสำรวจเข้ามาได้โดยไม่มีใครระแคะระคาย "ผมเกรงว่าคุณกำลังมองหาคำตอบผิดที่อยู่นะครับ, ด็อกเตอร์พศิน" เสียงทุ้มต่ำกังวานที่ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังเสาศิลาต้นที่สาม ทำให้พศินชะงักกริยา เขาดีดตัวลุกขึ้นยืนในเสี้ยววินาที พร้อมกับมือที่เอื้อมไปแตะด้ามไฟฉายทรงกระบอกหนักอึ้งที่เหน็บไว้ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ ดวงตาสคมกวาดมองไปยังมุมอับแสงทันที ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากเงาตะคุ่มของผนังถ้ำ แสงไฟฉายสาดกระทบเข้ากับเรือนผมสีดำสนิทที่รวบไว้ลวกๆ และเสื้อแจ็คเก็ตสนามสีเขียวขี้ม้าที่เปื้อนฝุ่นดิน ใบหน้าคมคายได้รูปปราศจากการแต่งแต้มใดๆ ทว่ากลับโดดเด่นด้วยนัยน์ตาสีสนิมเหล็กที่ฉายแววท้าทายและเป็นประกายของความฉลาดเฉลียว เธอยืนกอดอกพิงเสาศิลาเก่าแก่ราวกับกำลังรอคอยชมการแสดงชุดโปรด รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากไม่ได้บ่งบอกถึงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันคือรอยยิ้มของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าในสำรับ "รวินทร์" พศินเอמהชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยกระแสความประหลาดใจที่ถูกเก็บกดไว้อย่างมิดชิด "คุณมาทำอะไรที่นี่ และที่สำคัญกว่านั้น... คุณเข้ามาทางไหน" รวินทร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นกังวานสะท้อนไปตามผนังหินชื้นแลง เธอเดินเข้ามาใกล้โดยไม่เกรงกลัวรัศมีการคุกคามจากชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนขวางทางอยู่แม้แต่น้อย กลิ่นอายของความมั่นใจที่อบอวลอยู่รอบตัวเธอทำให้บรรยากาศรอบข้างยิ่งดูตึงเครียดขึ้นไปอีก "สวัสดีครับ, ด็อกเตอร์พศิน ดูเหมือนว่าการต้อนรับของ 'นักโบราณคดีผู้เยือกเย็น' แห่งสถาบันวิจัยประวัติศาสตร์ จะไม่ค่อยอบอุ่นอย่างที่ร่ำลือกันสักเท่าไหร่เลยนะครับ" รวินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลกเล็กน้อย ก่อนจะกวาดสายตามองไปที่รอยบนพื้นดิน "ส่วนคำถามที่ว่าฉันมาทางไหน... ตอบง่ายนิดเดียวค่ะ ฉันก็เดินตามรอยเท้าของพวกคุณเข้ามานั่นแหละ เพียงแต่ฝีเท้าของฉันเบากว่า และสมองของฉันทำงานเร็วกว่าคุณก้าวหนึ่งเสมอ" พศินหรี่ตาลงเล็กน้อย ประเมินผู้หญิงตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ รวินทร์คือศัตรูทางวิชาการที่เขาไม่อยากเผชิญหน้ามากที่สุด แม้ว่าเธอจะมีดีกรีเป็นถึงศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรโบราณระดับแถวหน้า แต่แนวทางในการทำงานของเธอกับเขานั้นอยู่คนละขั้วราวฟ้ากับเหว พศินเชื่อมั่นในชั้นดิน กระดูกสัตว์ และคาร์บอน 14 ขณะที่รวินทร์เชื่อในตำนานปรัมปรา พิธีกรรมไสยศาสตร์ และเสียงกระซิบของคนท้องถิ่น—ซึ่งสำหรับพศินแล้ว มันคือความงมงายที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ "ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นสำหรับนักมานุษยวิทยาที่ต้องการหาแรงบันดาลใจไปเขียนบทความลงวารสารนะครับ, ดวินทร์" พศินใช้สรรพนามและน้ำเสียงที่เยือกเย็นเข้าสกัดกั้น "นี่คือพื้นที่ปฏิบัติการทางโบราณคดีที่เปราะบางที่สุด ทุกตารางนิ้วที่ปนเปื้อนอาจหมายถึงประวัติศาสตร์สามพันปีที่ถูกทำลายลงเพราะความสะשלุของคุณ" "ความสะเพร่าหรือครับ?" รวินทร์ทวนคำ ดวงตาสีสนิมเหล็กหรี่ลงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ "สิ่งที่สถาบันของคุณเรียกว่า 'ความสะเพร่า' ในมุมมองของฉัน มันคือการเคารพเจตนารมณ์ของเจ้าของสถานที่แห่งนี้ต่างหาก ด็อกเตอร์... คุณคิดจริงๆ หรือว่ารอยเท้านี้เกิดขึ้นจากมนุษย์ที่เพิ่งเดินเข้ามาเมื่อวาน?" พศินชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที แต่ใบหน้ายังคงนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน "คุณหมายความว่าอย่างไร" "ฉันไม่ได้หมายความอะไรทั้งนั้นครับ" รวินทร์ก้าวเข้าไปใกล้จนเกือบจะประชิดตัว กลิ่นจางๆ ของชาสมุนไพรและฝุ่นดินลอยแตะจมูก "แต่ถ้าคุณลองใช้ตรรกะอันแข็งกระด้างของคุณ วิเคราะห์ลวดลายบนเสาศิลาต้นนี้ดูให้ดีๆ ไม่ใช่แค่การเอาตลับเมตรไปวัดความกว้าง หรือขูดเศษปูนไปเข้าห้องแล็ป คุณจะเห็นว่ารอยบากบนศิลาพวกนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อบันทึกปีรัชกาล หรือบัญชีรายชื่อทาสอย่างที่คุณพยายามจะโน้มน้าวคณะกรรมการงบประมาณหรอกครับ" เธอเอื้อมมือเรียวขาวแตะลงบนรอยสลักรูปอสุรกายบนเสาอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังสัมผัสผิวหนังของสิ่งมีชีวิต "แต่มมันคือ 'แผนผัง' ของพิธีกรรมสังเวย" รวินทร์กระซิบ น้ำเสียงของเธอลดต่ำลงจนกลายเป็นเสียงกระซิบที่ชวนให้ขนลุก "และพิธีกรรมนั้น... ไม่เคยหยุดทำงาน แม้ว่ากษัตริย์ที่สร้างมันจะสูญสลายกลายเป็นธุลีดินไปนานแล้วก็ตาม" ความเงียบงันเข้าปกคลุมอุโมงค์ชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำที่กระทบลงบนพื้นหินดังติ๋งๆ เป็นจังหวะ หัวใจของพศินกระตุกวูบอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อคำขู่ของเธอ แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณลึกๆ บางอย่างกำลังบอกเขาว่า ทฤษฎีบ้าบิ่นของรวินทร์ กำลังจะเข้าไปอธิบายสิ่งที่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ราคาแพงของเขาไม่เคยหาคำตอบได้ "ไร้สาระ" พศินเค้นเสียงพูดออกมาในที่สุด น้ำเสียงของเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาความมั่นคงเอาไว้ "วิทยาศาสตร์ไม่มีที่ว่างให้กับความงมงายทางมานุษยวิทยาของคุณหรอกครับ, ดวินทร์ ถ้าคุณไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ดีกว่านี้ ผมคงต้องเชิญคุณออกจากพื้นที่ขุดค้นของผมทันที" รวินทร์หัวเราะเบาๆ อีกครั้ง แต่คราวนี้แววตาของเธอกลับปรากฏความเยียบเย็นที่น่ากลัวขึ้นมาวูบหนึ่ง เธอถอนมือออกจากเสาศิลา แล้วหยิบวัตถุลักษณะประหลาดชิ้นหนึ่งออกจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต โยนมันลงบนฝ่ามือของพศินที่แบรับไว้อย่างเสียไม่ได้ พศินก้มลงมองสิ่งที่อยู่ในมือ แสงจากไฟฉายคาดหัวสาดส่องลงไปชัดๆ จนเขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างไม่รู้ตัว มันคือแผ่นโลหะทองคำสำริดรูปทรงสามเหลี่ยม หน้าตาคุ้นตาอย่างยิ่ง มันคือชิ้นส่วนที่ขาดหายไปจาก 'ศิลาจารึกหลักที่ศูนย์' ที่เขาเพิ่งค้นพบเมื่อวานนี้... ชิ้นส่วนที่ระบบคอมพิวเตอร์ยืนยันว่า ถูกฝังอยู่ใต้ชั้นหินความลึกสิบเมตรในจุดที่ยังไม่มีใครเคยเข้าถึง "หลักฐานเชิงประจักษ์พอหรือยังครับ, ด็อกเตอร์?" รวินทร์ยิ้มเยาะ ดวงตาสีสนิมเหล็กประกายระยับในความมืด "และถ้าคุณยังสงสัยว่าฉันได้มันมาจากไหน... ลองหันไปมองข้างหลังคุณสิครับ" พศินขมวดคิ้วแน่นด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจ เขากลืนน้ำเหนียวลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะค่อยๆ หันขวับกลับไปมองตามคำบอกของหญิงสาว ช้าๆ... และระมัดระวังที่สุด ที่ปลายสุดของอุโมงค์มืดทึบ ซึ่งควรจะเป็นทางตันที่ถูกปิดตายด้วยผนังหินแกรนิตหนาเตอะ ปรากฏเงาดำมหึมาของร่างมนุษย์หลายสิบร่างยืนเรียงรายนิ่งสนิท ดวงตาสีแดงฉานนับคู่ไม่ถ้วนกำลังส่องประกายเรืองรองอยู่ในความมืดมิด พุ่งตรงมายังพวกเขา พร้อมกับเสียงฝีเท้าจำนวนนับไม่ถ้วนที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ด้วยจังหวะที่พร้อมเพรียงกันอย่างน่าขนลุก ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางครั้งนี้ร่วมกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาศิลาโบราณกับนักโบราณคดีผู้เยືือกเย็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%