กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและกระดาษเอกสารเก่าคร่ำครึคละคลุ้งอยู่ในห้องทำงานขนาดสิบห้าตารางเมตร แสงไฟสีส้มจากหลอดนีออนกะพริบถี่ทุกครั้งที่กระแสไฟฟ้าตกสะพานไฟ ธันวาไม่เคยสนใจความโรแมนติกของบรรยากาศยามวิกาล เขาให้ความสำคัญกับตัวเลข คราบเลือดจำลองบนแบบแปลนที่เกิดเหตุ และรอยยับของเอกสารสำนวนคดีที่กองพะเนินบนโต๊ะไม้สัก
"คุณธันวาคะ... เอ๊ย ไม่ใช่ครับ ผมหมายถึง... คุณธันวาครับ กาแฟเริ่มเย็นแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือแววประหม่าเล็กน้อยดังขึ้นจากมุมห้อง รินรดายืนกอดอกพิงชั้นหนังสือ สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตากำลังจดจ้องไปยังรอยเปื้อนสีดำจางๆ บนพื้นกระเบื้องยาง ซึ่งต่อให้ใช้น้ำยาเคมีเข้มข้นแค่ไหนก็ลบไม่ออก รอยคราบนั้นไม่ใช่รอยหมึกหรือคราบน้ำมัน แต่เป็นร่องรอยจากเหตุการณ์เมื่อสามเดือนก่อน—วันที่ลูกความคนสำคัญของเขาจบชีวิตลงอย่างปริศนาในห้องนี้เอง
ธันวาเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มคดี ปลายปากกาหมึกซึมราคาแพงในมือเคาะเบาๆ กับขอบโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แววตาของทนายความหนุ่มฉายความเหนื่อยล้า แต่ความดื้อรั้นในตรรกะยังคงชัดเจนไม่เสื่อมคลาย
"ผมบอกคุณกี่ครั้งแล้วครับรินรดา ว่าเราไม่จำเป็นต้องดื่มกาแฟเพื่อย้อมใจกับความล้มเหลว คดีนี้ไม่มีพยาน ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ กล้องวงจรปิดทุกมุมของตึกนี้เสียพร้อมกันในรัศมีสามสิบนาที นั่นไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรืออาถรรพ์อย่างที่พวกคุณชอบพูดกัน แต่มันคือ 'ความบกพร่องของระบบรักษาความปลอดภัย' และมีคนจงใจตัดวงจรไฟฟ้า"
รินรดาถอนหายใจเบาๆ เธอยับยั้งรอยยิ้มเยาะที่มุมปากไว้ได้อย่างทันท่วงที หญิงสาวขยับแว่นตาเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน กลิ่นจางๆ ของธูปหอมและดอกไม้สดลอยอบอวลเข้ามาแตะจมูกธันวา ซึ่งเป็นกลิ่นที่เขามักจะได้กลิ่นทุกครั้งที่ผู้หญิงคนนี้อยู่ใกล้ แม้ว่าเขาจะพยายามหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายกลิ่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ตาม
"คุณจะโทษกล้องวงจรปิดหรือกระแสไฟฟ้าไปถึงไหนกันล่ะครับ ธันวา" รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "คุณเป็นทนายความ หน้าที่ของคุณคือการหาความจริง ไม่ใช่การปฏิเสธความจริงในรูปแบบที่คุณไม่อาจคำนวณด้วยสูตรฟิสิกส์ มนุษย์เราชอบคิดว่าสิ่งที่มองไม่เห็นไม่มีอยู่จริง จนกระทั่งมันมายืนหายใจรดต้นคอในคืนที่ฝนตกหนัก"
"ผมเชื่อในหลักฐานครับ" ธันวาเน้นเสียงทีละคำ ดวงตาคมกริบมองสบตากับหญิงสาว "หลักฐานที่พิสูจน์ได้ ชั่งตวงวัดได้ และนำไปหักล้างในชั้นศาลได้ ไม่ใช่ความรู้สึกเพ้อเจ้อจากสัมผัสที่หกอะไรนั่น"
ก่อนที่รินรดาจะได้ทันโต้แย้ง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เป็นจังหวะที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่เสียงเคาะด้วยสนับมือหรือฝ่ามือ แต่เป็นเสียงเคาะที่เบาจนเกือบจะกลายเป็นเสียงขีดข่วน คล้ายกับเล็บมือที่พยายามตะกุยผ่านเนื้อไม้เข้ามา
ธันวานิ่วหน้าเล็กน้อย เขาเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง ซึ่งเข็มยาวชี้บอกเวลาเที่ยงคืนตรงพอดิบพอดี สำนักงานกฎหมายของเขาปิดทำการตั้งแต่สองทุ่ม และไม่มีลูกความคนไหนนัดหมายในเวลานี้ ยิ่งไปกว่านั้น ระบบรักษาความปลอดภัยหน้าตึกยังตั้งค่าล็อกอัตโนมัติไว้เรียบร้อยแล้ว
"เชิญครับ ประตูไม่ได้ล็อก" ธันวาเอ่ยอนุญาตโดยไม่ละสายตาจากกองเอกสาร
ประตูกระจกฝ้าค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ เสียงบานพับที่ขึ้นสนิมส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ทว่า ไม่มีร่างของคนไข้หรือลูกความเดินเข้ามา สิ่งที่ปรากฏมีเพียงสายลมเย็นยะเยือกที่พัดกรรโชกเข้ามาในห้องอย่างกะทันหัน จนกระดาษสำนวนคดีบนโต๊ะปลิวว่อนราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นปัดป่าย
รินรดาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย มือเรียวบางยกขึ้นแตะจี้หยกโบราณที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าโดยสัญชาตญาณ ริมฝีปากของเธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"ธันวา..." รินรดากระซิบเสียงเบาหวิว "กลิ่นอายแบบนี้... ไม่ใช่คนเป็นแน่"
ธันวาสูดหายใจเข้าลึกระงับความหงุดหงิด เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อสูทให้เข้ารูปอย่างใจEny เยือกเย็น ก่อนจะก้าวเท้าอ้อมโต๊ะทำงานไปเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าที่ประตูห้อง
"ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม ถ้าคุณมีธุระเรื่องคดีความ เชิญนั่งลงแล้วพูดคุยกันด้วยเหตุผลครับ ที่นี่คือสำนักงานทนายความ ไม่ใช่สถานที่..."
คำพูดของธันวาขาดห่วนไปในลำคอ เมื่อเงาสะท้อนบนกระจกหน้าต่างบานใหญ่เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลังเขา ชายคนนั้นสวมชุดสูทสีเทาเข้มยับยู่ยี่ ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด และที่สำคัญที่สุด—ตรงขมับด้านขวามีรูกระสุนขนาดใหญ่ที่ยังมีหยดเลือดสีดำไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย
ธันวาชะงักกึก สมองส่วนตรรกะประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางปฏิเสธภาพตรงหน้า แต่สัญชาตญาณดิบกลับบอกเขาว่า นี่คือของจริง
ชายในกระจกเอטיมริมฝีปากขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว ก่อนที่เสียงแหบพร่าราวกับมาจากก้นบึ้งของหลุมศพจะดังขึ้นก้องอยู่ในโสตประสาทของทนายความหนุ่ม
"คุณกำลังตามหาพยานในคดีของผมอยู่ใช่ไหมครับ... คุณทนาย"
ธันวาผงะถอยหลังหลังชนขอบโต๊ะทำงาน ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตะลึงงันเมื่อร่างของชายคนนั้นหันกลับมาประจันหน้ากับเขาตรงๆ โดยไม่มีเสียงฝีเท้าแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น หน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะที่ปิดอยู่ก็สว่างวาบขึ้นมาเองโดยไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ตัวอักษรสีแดงฉานนับร้อยบรรทัดวิ่งพล่านบนหน้าจออย่างรวดเร็วก่อนจะหยุดนิ่ง พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนระบบที่ปรากฏขึ้นกลางจอภาพด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่
**[ ตรวจพบเงื่อนไขพิเศษ: ยอมรับคำร้องจากพยานผู้ล่วงลับ ]**
**[ ปลดล็อกภารกิจระดับ SSS: "คดีฆาตกรรมไร้ศพ ณ ภูเขาหินอัคนี" ]**
**[ คำเตือน: หากปฏิเสธการทำคดีนี้ วิญญาณของท่านจะถูกผูกติดกับผู้ว่าจ้างไปชั่วนิรันดร์ ]**
ธันวากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ มือที่กำแฟ้มเอกสารสั่นเทาเล็กน้อย เขาหันไปมองรินรดาที่ตอนนี้ใบซีดเผือกไม่แพ้กัน ก่อนที่เสียงเคาะประตูด้านนอกจะดังขึ้นอีกครั้ง—แต่คราวนี้ มันดังมาจากทุกทิศทุกทางพร้อมกันราวกับมีคนนับร้อยกำลังยืนล้อมสำนักงานแห่งนี้ไว้
ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับตัวอักษรของผมในคันนี้ด้วยนะครับ
ทนายไล่ผีกับพยานปากเอกที่เป็นคนตาย•ตอนที่ 1
ทนายความผู้ปฏิเสธความตาย
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทนายไล่ผีกับพยานปากเอกที่เป็นคนตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!