กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอับชื้นของซากอิฐปูนที่ผุกร่อนในความมืดมิด
สำหรับหลินหว่านเอ๋อร์แล้ว ประสาทสัมผัสแรกที่ตื่นรับมิใช่เสียงนกร้องยามรุ่งสาง หากแต่เป็นความเจ็บแปลบรา과ถูกเหล็กเผาไฟกรีดลึกลงบนผิวเนื้อบริเวณลำคอ และรสชาติเค็มปร่าของเลือดตนเองที่ไหลย้อนขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำห้วย
ความทรงจำสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบลงคือภาพของตำหนักหลงเฟิ่งที่เพลิงพิโรธลุกโชน เสียงกรีดร้องโหยหวนของนางกำนัล และรอยยิ้มเยือกเย็นของสนธิสัญญาแห่งความตายที่พระสนมเอกมอบให้ในจอกสุราอาบยาพิษ ทว่า... บัดนี้ลมหายใจที่ควรจะขาดห่วงกลับถูกกระชากให้กลับคืนมาด้วยความเจ็บปวดอันแสนสาหัส
*นางยังไม่ตาย*
นี่คือข้อเท็จจริงประการแรกที่สมองอันเฉียบคมของแพทย์อัจฉริยะประเมินได้ในเสี้ยววินาที นางกวาดสายตาผ่านม่านความมืดที่พร่ามัว สภาพแวดล้อมรอบกายคือตำหนักเย็น ‘ฉางโส่ว’ สถานที่กัก
ขังนักโทษการเมืองและสนมผู้ตกอยาก ซึ่งถูกลืมเลือนจากความทรงจำของราชสำนัก หยาดน้ำค้างผสมฝุ่นผงร่วงหล่นจากหลังคารั่วลงกระทบพื้นไม้กระดานที่ผุพัง
ทว่า ยังไม่ทันที่นางจะได้ทบทวนเรื่องราวความแค้นในอดีต เสียงฝีเท้าฝ่าความเงียบยามวิกาลก็ดังขึ้นที่หน้าประตูกรอบไม้ผุ ๆ
*แอ๊ด...*
บานประตูเก่าคร่ำคร่าถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า แสงจันทร์สีนวลสาดส่องร่างของขันทีผู้หนึ่งในชุดสีเทาเข้ม ใบหน้าของมันซีดเซียวไร้เลือดฝาด ดวงตาเรียวเล็กฉายแววเหี้ยมเกรียมและหวาดระแวงในเวลาเดียวกัน มือข้างหนึ่งถือถาดกระเบื้องเคลือบสีหม่น บนนั้นมีกาน้ำชาและจอกกระเบื้องที่ส่งกลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์... กลิ่นของ ‘ดอกอวี้หลันราตรี’ พิษโบราณที่ออกฤทธิ์กัดกร่อนอวัยวะภายในภายในชั่วก้านธูปเดียว
“สนมหลิน... ดึกปานนี้แล้ว เหตุใดยังไม่นอนอีกเล่าพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของขันทีผู้นั้นแหบพร่าและเย็นเยียบรา과ภูตผี
หลินหว่านเอ๋อร์นอนนิ่งสนิทอยู่บนตั่งไม้แข็ง นางซ่อนแววตาที่เต็มไปด้วยประกายแห่งความเฉลียวฉลาดไว้ภายใต้เปลือกตาที่หรี่ลงครึ่งหนึ่ง สัญชาตญาณของหมอผู้กุมความลับสมุนไพรทั่วหล้าบอกนางทันทีว่า บาดแผลที่ลำคอของร่างนี้ถูกกรีดโดยคมกริชเพื่อจัดฉากให้เป็นการปลิดชีพตนเอง แต่โชคดีที่คมมีดพลาดเส้นเลือดใหญ่ไปเพียงนิดเดียว การไหลของเลือดจึงยังพอประทังชีวิตรอดได้ หากแต่นางปล่อยให้เวลาผ่านไปอีกเค่อเดียว (สิบห้านาที) เลือดคงหมดตัวก่อนที่พิษในถาดนั้นจะเดินทางมาถึงริมฝีปาก
สมองของนางหมุนวนรวดเร็วดั่งกงจักรน้ำ
*ในสถานการณ์ที่ไร้ซึ่งยารักษา... ข้าจะทำอย่างไรดี?*
สายตาของนางกวาดมองไปรอบห้อง มืดสนิท ไร้สิ่งอำนวยความสะดวก มีเพียงเศษผ้าคาดเอวเก่า ๆ และคราบเขม่าดินปืนที่ติดอยู่บริเวณมุมห้อง—*ดินประสิว!*
“หม่อมฉัน... ยังนอนไม่หลับ” หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงแหบแห้งรา과กระดาษทรายเสียดสีกัน แต่ทว่ากลับแฝงความเยือกเย็นอย่างประหลาดจนขันทีชราถึงกับชะงักฝีเท้าที่ก้าวเข้ามา
“ในเมื่อพระองค์ทรงตื่นอยู่ ก็ทรงดื่มสุราส่งสระนี้เสียเถิดพ่ะย่ะค่ะ พระราชโองการลับจากฝ่ายในสั่งมาแล้ว ว่าให้สนมหลินไปสู่สุคติโดยไร้มลทิล” ขันทีผู้1นั้นกล่าวเสียงเรียบ พร้อมกับยกจอกชาขึ้นรินน้ำพิษสีใสจนเต็มจอก กลิ่นหอมหวานปะปนกับกลิ่นคาวเลือดโชยเข้าจมูกยิ่งขึ้น
“เจ้ามั่นใจนักหรือ... ว่าคนที่ถือถาดนี้มา จะได้เดินออกไปจากประตูบานนั้นทั้งเป็น?”
คำพูดราบเรียบแต่เฉียบคมรา과ใบมีดโกน ทำให้ขันทีชะงักค้าง มันหรี่ตามองสตรีเบื้องหน้าอย่างพิจารณา บัดนี้สนมหลินผู้เคยอ่อนแอหวาดกลัว กลับลุกขึ้นนั่งพิงผนังไม้ด้วยท่าทีสงบนิ่ง รา과นางคือกุนซือผู้กุมชัยชนะในศึกใหญ่ มิใช่สนมตกอับผู้กำลังจะถูกประหาร
“ฮ่า ๆ ๆ สนมหลิน พระองค์คงเสียสติไปแล้วกระมัง บาดแผลที่คอสาหัสปานนั้น เลือดท่วมตัว ยังจะมาทำเป็นเก่งกล้าพูดจาข่มขู่ข้าผู้รับคำสั่งจากเจ้านายใหญ่ในวังหลวงอีกหรือ?” ขันทีหัวเราะเยาะในลำคอ มันก้าวเข้ามาใกล้ตั่งไม้เงื้อมือถือจอกยาพิษจ่อใกล้ริมฝีปากของนาง
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ขันทีโน้มตัวลงมานั้นเอง...
หลินหว่านเอ๋อร์ซึ่งซ่อนมือไว้ใต้ชายแขนเสื้อ อาศัยจังหวะที่เลือดบริเวณลำคอของนางเองไหลซึมลงที่ปลายนิ้ว ป้ายเข้ากับเศษดินประสิวและผงถ่านจากมุมห้องที่นางกวาดรวบรวมไว้อย่างรวดเร็วราวกับเล่นกล นางสะบัดมือซัดผงยาสมุนไพรเฉพาะกิจเข้าใส่ดวงตาทั้งสองข้างของขันทีผู้รุกรานอย่างแม่นยำ!
“อ๊ากกก! แสบตา! นี่มันอะไรกัน!”
ขันทีร้องลั่นด้วยความตกใจ มันทิ้งถาดกระเบื้องในมือหล่นแตกกระจาย เสียงกาน้ำชาและจอกกระเบื้องแตกละเอียดดังสนั่นก้องตำหนักเย็น กลิ่นฉุนของดินประสิวผสมผงถ่านและเลือดสด ๆ กระจายคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ดวงตาทั้งสองข้างของขันทีแดงก่ำจนลืมไม่ขึ้น มันกุมใบหน้าดิ้นรนทุรนทุราย
หลินหว่านเอ๋อร์ไม่รอช้า นางใช้แรงเฮือกสุดท้ายพยุงร่างอันบอบบางลงจากตั่ง เท้าเปลือยเปล่ายเหยียบลงบนพื้นเศษกระเบื้องที่เย็นเฉียบ แม้ความเจ็บปวดจะแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กายนางก็ไม่ยอมส่งเสียงร้องเล็ดลอดออกมาแม้แต่น้อย นางพุ่งเข้าประชิดร่างของขันที มือเรียวยาวดึงเข็มเงินเล่มบางที่ซ่อนอยู่มวยผมปักลงที่จุดชีพจรใต้กกหูของขันทีอย่างแม่นยำไร้ที่ติ
ขันทีชราเบิกตากว้าง ร่างกายกระตุกเกร็งก่อนจะล้มฟุบหมดสติลงไปกองกับพื้นในทันที โดยไร้ซึ่งเสียงร้องขอชีวิต
หว่านเอ๋อร์หอบหายใจถี่กระชั้น เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก นางใช้มือข้างหนึ่งกดบาดแผลที่ลำคอไว้เพื่อห้ามเลือด ดวงตาสุกใสในความมืดทอประกายเด็ดเดี่ยว นางก้มลงมองร่างที่นอนแน่นิ่งของขันที ก่อนจะเหลือบมองคราบพิษที่นองบนพื้น
นี่เป็นเพียงก้าวแรกของเกมการแก้แค้นอันยาวไกลในวังหลวงแห่งนี้ นางรอดตายมาได้ด้วยสติและวิชาแพทย์ แต่ศึกใหญ่เบื้องหน้านั้นเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ทว่า ในจังหวะที่ความเงียบสงบกำลังจะคืนกลับมาสู่ตำหนักเย็นอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดั่งเสียงกลองศึก พร้อมกับเสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินด้านนอกตำหนักก็ดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ... *ตึก ตึก ตึก*
ฝีเท้านั้นไม่ได้มาเพียงคนเดียว แต่เต็มไปด้วยจิตสังหารที่กดดันจนอากาศรอบตัวแทบหยุดนิ่ง
หลินหว่านเอ๋อร์หันขวับไปมองที่ประตูไม้ผุพัง เงาร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งทาบทับลงบนบานประตูที่เปิดแง้มไว้ แสงจันทร์ยามวิกาลขับเน้นให้เห็นโครงหน้าคมคายดุจรูปสลัก และแววตาคู่นั้น... แววตาที่เยือกเย็น ดุดัน และเต็มไปด้วยความแค้นฝังหุ่นของบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพครึ่งแผ่นดิน
*ฉินอ๋องหลงเหยียน* เสด็จมาเยือนตำหนักเย็นในยามวิกาลเช่นนี้... ด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่?
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกแผ่นดินไปกับตัวละครอันลุ่มลึกนี้นะครับ
หัตถ์โอสถพลิกราชันย์ กับดักรอยเลือดในวังวนอำนาจ•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนจากความตายใต้เงาจันทร์
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หัตถ์โอสถพลิกราชันย์ กับดักรอยเลือดในวังวนอำนาจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
