ในวันที่ไออุ่นโอบกอดใจ•ตอนที่ 1

หยดแรกแห่งการพบกัน

ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
"ถ้าคุณยังยืนกรานว่าจะวาดภาพความพังทลายนี้ต่อไป ชีวิตของคุณก็คงมีค่าไม่ต่างอะไรกับกระดาษเปียกน้ำหรอกนะริน" น้ำเสียงของเมธาเจือไปด้วยความห่วงใยที่คมกริบเสียจนบาดลึกเข้าไปในขั้วหัวใจ รินรดากำดินสอในมือแน่นจนข้อปลายนิ้วขาวซีด เธอมองร่างภาพสเกตช์บนกระดาษวาดเขียนที่ถูกหยดน้ำฝนสาดกระเซ็นเข้ามาผ่านกระจกหน้ารถจนเปียกชื้น ความพยายามตลอดสามเดือนเต็มกำลังละลายหายไปต่อหน้าต่อตา ท่ามกลางเสียงคำรามของฟ้าผ่าที่ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเยาะเย้ยความไร้เดียงสาของเธอ รถเก๋งคันสีดำจอดนิ่งสนิทอยู่ริมถนนใหญ่ เมธาหันมามองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังดี... ความหวังดีที่หนักอึ้งจนรินรดาแทบหายใจไม่ออก เขากำลังพยายามดึงเธอกลับสู่เส้นทางที่มั่นคง เส้นทางที่เขาขีดเอาไว้ให้โดยอ้างว่ามันคือความปลอดภัย แต่สำหรับเธอแล้ว มันคือการเดินเข้าสู่กรงขังที่ไร้ซึ่งสีสันและอิสรภาพ "แต่นั่นคือตัวตนของฉันนะเมธา..." รินรดาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ริมฝีปากสั่นระริก ดวงตากลมโตคลหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไม่ให้ไหลริน "ถ้าฉันไม่เหลือภาพวาดพวกนี้ ฉันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองยังหายใจอยู่เพื่ออะไร" "เพราะความฝันกินไม่ได้ไงริน!" เมธาขึ้นเสียงเล็กน้อยด้วยความอัดอั้น เขาเอื้อมมือจะมาแตะไหล่บางเพื่อปลอบประโลม แต่รินรดากลับเบี่ยงตัวหนีอย่างอัตโนมัติ สัญชาตญาณการปกป้องตัวเองจากปมในวัยเด็กกรีดร้องเตือนภัยว่า การพึ่งพาคนอื่นมักจบลงด้วยการถูกทอดทิ้งเสมอ ความเงียบงันเข้าปกคลุมภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงเม็ดฝนที่โหมกระหน่ำซัดสาดลงบนหลังคาเหล็กดังระรัว รินรดารวบรวมเศษเสี้ยวความกล้าที่เหลืออยู่ทั้งหมดผลักประตูรถเปิดออก แรงลมกรรโชกพัดกระโปรงยาวสีครีมของเธอให้พลิ้วไหว เธอก้าวลงไปในสายฝนโดยไม่สนคำทักท้วงหรือเสียงเรียกชื่อของเมธาที่ดังไล่หลังมาอีก ร่างบางวิ่งฝ่าสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วง รองเท้าผ้าใบชุ่มน้ำจนหนักอึ้ง หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวและเคว้งคว้าง เธอกำลังวิ่งหนี... หนีจากความจริง หนีจากความคาดหวัง และหนีจากความรู้สึกไร้ค่าที่เกาะกินใจมาเนิ่นนาน ท่ามกลางม่านหมอกสีเทาของสายฝนที่พรำลงมาไม่ขาดสาย ป้ายไฟนีออนดวงเล็กดวงหนึ่งส่องประกายอุ่นเรืองรองลอดผ่านกระจกใสหน้าร้านหนังสือเก่าแก่ที่เธอไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน *‘The Page of Us’* คือชื่อที่สลักไว้บนป้ายไม้สักสีเข้ม รินรดาดันบานประตูไม้เข้ามาอย่างทุลักทุเล เสียงกระดิ่งทองเหลืองเหนือกรอบประตูดังกรุ๊งกริ๊งแผ่วเบา ราวกับเสียงดนตรีขับกล่อมให้โลกภายนอกที่โหดร้ายหยุดหมุนลงชั่วขณะ กลิ่นอายเฉพาะตัวของกระดาษเก่า กระดาษพิมพ์ใหม่ และกลิ่นหอมจาง ๆ ของเมล็ดกาแฟคั่วคละคลุ้งผสมผสานกันอย่างละมุนละไม อบอวลจนทำให้หัวใจที่สั่นเทาของเธอบรรเทาความหนתเหน็บลงได้บ้าง เธอยืนหอบหายใจอยู่ตรงธรณีประตู หยดน้ำฝนไหลย้อยจากปลายผมหยักศกหยดลงกระทบพื้นไม้ปาเกต์ขัดมัน เสียงฝีเท้าสม่ำเสมอดังขึ้นจากมุมลึกของร้าน ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพับแขนขึ้นถึงข้อศอกกำลังเดินถือผ้าขนหนูผืนสะอาดตรงเข้ามา ใบหน้าคมคายนั้นประดับด้วยรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมไปด้วยความสุภาพและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง "ยินดีต้อนรับครับ... ดูท่าทางคุณจะเปียกมาไม่น้อยเลยนะ" เสียงทุ้มนุ่มนวลกังวานก้องในความเงียบ กวินทร์หยุดยืนห่างจากเธอในระยะที่ให้เกียรติพอดี ไม่คุกคาม แต่ก็อบอุ่นพอที่จะทำให้คนมองรู้สึกปลอดภัย เขาไม่ได้ถามคำถามเซ้าซี้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือทำไมเธอถึงสภาพดูไม่ได้เช่นนี้ ดวงตาสีนิลคู่นั้นมองมาที่เธอด้วยความอ่อนโยน ราวกับเขารู้ดีว่าบางครั้งมนุษย์เราก็เพียงต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการหลบซ่อนจากโลกอันพายุโหมกระหน่ำ รินรดารับผ้าขนหนูเนื้อนุ่มมาจากมือของเขาโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วเรียวเผลอสัมผัสโดนฝ่ามืออุ่นของชายหนุ่มโดยบังเอิญ กระแสความรู้สึกประหลาดบางอย่างวิ่งพล่านผ่านผิวสัมผัสราวกับกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ชวนให้ใจเต้นผิดจังหวะ เธอย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเครือ "ขอบคุณ... และขอโทษด้วยนะคะที่ฉันทำพื้นร้านคุณเลอะเทอะ" "ร้านหนังสือของผมยินดีต้อนรับผู้หลงทางจากสายฝนเสมอครับ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ดูเหมือนกำลังแบกโลกไว้ทั้งใบแบบคุณ" กวินทร์เอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ บรรยากาศรอบตัวเขาช่างเงียบสงบและหนักแน่น ราวกับต้นไม้ใหญ่ที่พร้อมกางกิ่งก้านสาขาให้พิงพัก เขากวาดสายตามองไปที่กระดาษวาดเขียนเปียกน้ำในอ้อมแขนของเธอที่เธอยังคงกอดแนบอกไว้แน่นเพื่อปกป้องมันจากความเสียหาย แม้ว่ามันจะสายเกินไปแล้วก็ตาม กวินทร์ไม่ได้พูดวิจารณ์ผลงานที่เสียหายนั้น เขาเพียงแต่ผายมือเชิญชวนไปยังชุดโซฟาผ้ากำมะหยี่สีเขียวมะกอกตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่างบานกระจก ซึ่งสามารถมองเห็นวิวถนนสายฝนโปรยได้อย่างชัดเจน "เชิญนั่งตรงนั้นก่อนเดี๋ยวผมไปชงชาร้อนๆ มาให้นะครับ ชาคาโมมายล์อุ่นๆ น่าจะช่วยให้คุณใจเย็นลงได้บ้าง" รินรดานั่งลงบนโซฟานุ่ม เธอมองตามแผ่นหลังของชายหนุ่มที่เดินหายเข้าไปหลังเคาน์เตอร์ไม้ เปลวไฟในเตาผิงจำลองส่งเสียงปะทุเบาๆ พร้อมไออุ่นที่แผ่ซ่านมาปะทะผิวแก้ว เธอก้มลงมองผลงานภาพสเกตช์ที่เปียกปอน น้ำตาที่เหือดแห้งไปชั่วขณะเริ่มเอ่อคลอขึ้นมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง ทว่า ในวินาทีที่เธอกำลังจะยอมแพ้ให้กับหยาดน้ำตาและปล่อยให้ความโดดเดี่ยวเข้าครอบงำ กวินทร์ก็เดินกลับมาพร้อมถ้วยเซรามิกควันฉุยในมือ เขาวางมันลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าอย่างเบามือ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นพรมตรงหน้าเธอ เพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกัน "บางครั้ง... ภาพที่ถูกสายฝนชำระล้างจนเลอะเลือน อาจไม่ใช่ภาพที่พังทลายหรอกนะครับรินรดา" หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบอย่างแรง ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น เธอยังไม่เคยบอกชื่อของตัวเองให้เขารู้เลยแม้แต่คำเดียว แต่ชายหนุ่มแปลกหน้าคนนี้กลับเอמהนามของเธอออกมาได้อย่างแม่นยำ ราวกับเขาไม่ได้เพิ่งพบเธอเป็นครั้งแรก กวินทร์ยิ้มรับสายตาสับสนของเธอ ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบกระดาษวาดเขียนเปียกชื้นแผ่นนั้นขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยรอยสีน้ำที่ไหลเยิ้มเข้าหากันอย่างงดงามบนแผ่นกระดาษ ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง และเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึก "ยินดีที่ได้พบกันเสียทีนะริน... คนที่ผมรอคอยมาตลอดเจ็ดปีเต็ม" *** น้ำผึ้งหยดแรกขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดหน้ากระดาษแห่งความทรงจำบทแรกนี้ไปพร้อมกันนะคะ
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ไออุ่นโอบกอดใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%