"ถ้าแปลนบ้าๆ นี่ผ่านการอนุมัติ ผมคงต้องลาออกไปบวชชีหนีความอนาถใจในโครงสร้างก่อนที่จะได้เปิดม่านการแสดงจริงๆ ซะอีก"
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือกระแสความหงุดหงิดอย่างชัดเจนดังขึ้นแทรกกลางความเงียบของห้องประชุมใหญ่ ชั้นสิบสองของอาคารศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติทันทีที่ประตูบานเลื่อนกระจกฝ้าเปิดอ้าออก พอล—ผู้กำกับเวทีสาวมือรางวัลผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเป๊ะระดับมิลลิเมตร กอดอกแน่น ใบหน้าคมคายเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นตาสายตาดีไซน์เฉียบกวาดมองแผ่นกระดาษแปลนพิมพ์เขียวขนาดมหึหาที่กางอยู่บนโต๊ะประชุมไม้โอ๊คด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างไม่คิดจะปิดบัง
ในห้องประชุมที่ควรจะเต็มไปด้วยบรรยากาศการทำงานอันราบรื่น บัดนี้กลับคุกรุ่นไปด้วยแรงปะทะทางความคิดที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ กรณ์ โปรดิวเซอร์หนุ่มเจ้าเสน่ห์ผู้รับหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ถอนหายใจยาวนาน พยายามส่งยิ้มแห้งๆ ให้กับสถานการณ์ที่อึดอัดนี้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจรอยยิ้มเจื่อนๆ ของเขาเลยสักคน
โดยเฉพาะชายหนุ่มเจ้าของผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกที่กำลังตกเป็นจำเลยสังคมตรงหน้า
ธรณ์—สถาปนิกหนุ่มฝีมือฉกาจผู้กวาดรางวัลระดับโลกมาแล้วแทบทุกสถาบัน นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้ามด้วยท่าทีนิ่งสนิท ใบหน้าของเขาเรียบเฉยราכרกับรูปปั้นหินอ่อนที่ไร้ความรู้สึก ดวงตาคมกราบกริบหลังเลนส์แว่นสายตาไม่ได้แสดงความโกรธเคืองแม้แต่น้อย มีเพียงความเย่อหยิ่งและความรั้นเงียบๆ ที่แผ่ออกมาจากตัวตนของเขาอย่างชัดเจน มือเรียวยาวข้างหนึ่งเคาะนิ้วลงกับโต๊ะเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังจับผิดความไร้รสนิยมของคนพูด
"แปลนที่ผมออกแบบ ถูกคำนวณด้วยหลักวิศวกรรมสถาปัตยกรรมที่แม่นยำที่สุดในรอบทศวรรษ..." ธรณ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเฉียบคมบาดลึก "ถ้าคุณจะกรุณาใช้สมองส่วนหน้าที่ประมวลผลเรื่องมิติและพื้นที่ได้มากกว่าอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวสักนิด คุณก็จะเข้าใจว่าเสาต้นนั้นไม่ได้เกะกะการเดินขบวนของนักแสดง แต่มันคือหัวใจหลักที่พยุงน้ำหนักโครงสร้างทั้งหมดของเวทีหมุน ไม่ให้มันพังครืนลงมาทับหัวคณะละครปัญญาอ่อนของคุณตายคาโรงละคร"
"นี่คุณ!" พอลตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ "คุณว่าใครปัญญาอ่อนยะ! สถาปนิกหน้าตายอย่างคุณรู้อะไรเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของนักแสดงบนเวทีบ้างไหม? คุณคิดแต่จะสร้างตึกเท่ๆ ให้ตัวเองได้ลงนิตยสารสถาปัตยกรรม แต่ไม่เคยสนเลยว่าเวลาฉากมันต้องเปลี่ยนภายในสามสิบวินาที นักแสดงของฉันจะต้องวิ่งหลบเสาบ้าๆ ของคุณหัวซุกหัวซุนขนาดไหน!"
บรรยากาศในห้องประชุมลดฮวบลงจนแทบติดลบ กรณ์รีบยกมือขึ้นห้ามศึก "ใจเย็นๆ ครับคุณพอล ใจเย็นๆ ครับคุณธรณ์ เรามาคุยกันดีๆ ในฐานะมืออาชีพนะคร้าบ งานนี้เป็นโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่แห่งปี งบประมาณมหาศาล ถ้าเราทะเลาะกันตั้งแต่แปลนแรกแบบนี้ ละครเวทีเรื่อง *'เงามายา'* คงได้เปิดแสดงบนกองขยะแทนที่จะเป็นโรงละครแห่งชาตินะครับ"
ธรณ์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งและเย็นชา "ผมเป็นมืออาชีพพอที่จะไม่เอาผลงานศิลปะไปประนีประนอมกับความมักง่ายของใคร ถ้าคุณพอลคิดว่าตัวเองมีความสามารถพอที่จะออกแบบเวทีเองได้ เชิญไปเรียนสถาปัตย์หกปีแล้วค่อยมาคุยกับผม แต่ถ้าไม่มีปัญญา... ก็กรุณาหุบปากแล้วเดินตามแปลนที่ผมวางไว้ซะ"
คำพูดนั้นเหยียดหยามและตรงไปตรงมาเสียจนพอลหน้าชา แววตาของเธอวาวโรจน์ขึ้นด้วยโทสะที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด หญิงสาวก้าวเท้าฉับๆ เข้าไปประชิดโต๊ะฝั่งตรงข้าม ร่างเพรียวบางโน้มตัวลงไปใกล้ชายหนุ่มจนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงคืบเดียว ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของเขาอย่างไม่เกรงกลัว
"จำไว้เลยนะคุณธรณ์ สถาปนิกปากเสียอย่างคุณน่ะ เก่งได้แค่บนกระดาษนั่นแหละ พอถึงเวลาซ้อมจริง ฉันนี่แหละจะทำให้คุณเห็นว่าแปลนที่สมบูรณ์แบบจนน่าหมั่นไส้ของคุณ มันไม่มีค่าอะไรเลยถ้าไร้ซึ่งจิตวิญญาณของการแสดง!"
ธรณ์นิ่งค้างไปชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อคำขู่ของหญิงสาวตรงหน้า แต่เป็นเพราะกลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกไม้จางๆ ที่ลอยมาจากตัวเธอ ประกอบกับระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเขาสามารถนับเส้นขนตาของเธอได้ หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของสถาปนิกหนุ่มกลับกระตุกวูบอย่างไม่มีสาเหตุ ปลายจมูกของเขาเกือบจะชนกับกรอบแว่นของเธออยู่รอมรอม หากแต่ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งสนิทและแววตาเย็นชา ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าภายในอกข้างซ้ายของเขากำลังปั่นป่วนและเต้นระรัวราวกับกลองเพล
เขารู้จักเธอ... รู้จักดีมาตลอดตั้งแต่ก่อนจะมารับโปรเจกต์นี้เสียอีก พอลคือผู้กำกับเวทีที่เขาแอบเฝ้ามองผลงานผ่านจอแก้วและขอบเวทีมานานนับปี รอยยิ้มมั่นใจและแววตาดื้อรั้นคู่นั้นคือสิ่งที่เขาลอบบันทึกไว้ในความทรงจำเสมอ เพียงแต่ปากเจ้ากรรมมักจะสวนทางกับความคลั่งไคล้ในใจทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากัน
"ถ้าทำไม่ได้อย่างที่ปากพูด..." ธรณ์ขยับใบเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดริมหูของเธอจนพอลชะงัก ชายหนุ่มเหยียดยิ้มเย็นชาที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไหววับด้วยประกายบางอย่างที่ร้อนแรงเกินกว่าจะเรียกว่าความโกรธ "ผมยินดีจะยกเลิกสัญญา แล้วเขียนป้ายชื่อคุณไว้บนเสาต้นนั้น... ในฐานะ 'ผู้กำกับจอมโวยวายที่ทำโปรเจกต์พัง' ให้คนรุ่นหลังได้ดูต่างหน้า"
พอลสูดหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์เดือดดาลที่กำลังแผดเผา เธอกำลังจะอ้าปากสวนกลับด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบยิ่งกว่าเดิม ทว่ายังไม่ทันที่เสียงหวานจะหลุดออกจากริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันแน่น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างสุภาพ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
ประธานกรรมการบริหารอาวุโสของศูนย์วัฒนธรรมก้าวเท้าเข้ามาในห้องประชุมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ตามด้วยร่างสูงโปรดปรานของชายหนุ่มอีกคนในชุดสูทสากลเนี๊ยบกริบ รอยยิ้มมีเสน่ห์ที่มุมปากของแขกผู้มาใหม่ทำให้ทุกคนในห้องต้องหันไปมอง
"ขอโทษที่มาขัดจังหวะการประชุมนะครับทุกท่าน พอดีผมพา 'ที่ปรึกษาพิเศษ' คนใหม่ของโปรเจกต์นี้มาแนะนำให้รู้จัก..."
ธรณ์ชะงัก เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของแขกผู้มาใหม่ชัดเจน ดวงตาคมกริบหรี่ลงทันทีด้วยความไม่พอใจ ขณะที่พอลเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจระคนโล่งอก
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "ฟีนิกซ์สีทอง" ครับ
สถาปนิกหน้าตายกับผู้กำกับเวทีจอมเฮี้ยบ•ตอนที่ 1
แปลนแรกที่ไม่เคยลงตัว
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหน้าตายกับผู้กำกับเวทีจอมเฮี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
