“คุณเอาสมองส่วนไหนมาคิดว่าเสาต้นนี้มันรับน้ำหนักคานเหล็กในดีไซน์แบบ Open Space ได้ครับคุณรินรดา? ถ้าฝืนทำตามแบบที่คุณวาดมา พรุ่งนี้เช้าผมคงต้องเตรียมรถแบ็คโฮมาเคลียร์ซากตึก ไม่ใช่เตรียมพิธีเปิดหน้างาน”
เสียงทุ้มต่ำติดจะเย็นชาดังขึ้นท่ามกลางเสียงเครื่องจักรหนักที่ครางกระหึ่มอยู่เบื้องหลัง ผม—ศิลา—ยืนกอดอกแน่น จ้องมองสถาปนิกสาวที่กำลังยืนกางแปลนบนโต๊ะพับไม้เก่าๆ กลางไซต์งานด้วยสายตาที่บอกบุญไม่รับ
รินรดาละสายตาจากแบบพิมพ์เขียว เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม นัยน์ตาคู่นั้นคมกริบราวกับใบมีด ไม่มีแววประหม่าหรือเกรงกลัวต่อตำแหน่งวิศวกรคุมงานอย่างผมแม้แต่น้อย
“สมองส่วนที่คิดว่างานสถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่การตั้งเสาให้ตรงตามหลักฟิสิกส์จืดชืดไงคะคุณวิศวกร” เธอเว้นจังหวะหนึ่ง ก่อนจะเดินนวยนาดเข้ามาใกล้จนกลิ่นน้ำหอมจางๆ ปะทะเข้ากับกลิ่นฝุ่นปูน “ความสวยงามมันต้องการโครงสร้างที่ซ่อนตัวอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่โชว์เสาเทอะทะมาขวางความสุนทรีย์ของพื้นที่ ถ้าคุณทำไม่ได้ ก็แค่บอกว่าคุณ ‘ไร้ความสามารถ’ ไม่ใช่มาโทษว่าแบบของฉันมันผิด”
ผมแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้าไปหาจนระยะห่างระหว่างเราลดลงเหลือเพียงไม่กี่คืบ “คำว่าไร้ความสามารถใช้กับคนที่ไม่รู้เรื่องโครงสร้างครับ ไม่ใช่กับคนที่พยายามช่วยไม่ให้คุณเอาชีวิตคนอื่นมาเสี่ยงกับความสุนทรีย์เฮงซวยของคุณ”
“นี่คุณ!” รินรดาตบโต๊ะเสียงดังปัง ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์ “อย่ามาดูถูกรสนิยมฉันด้วยตรรกะทื่อๆ ของพวกวิศวกรสมองตายนะ”
“ปากดีนักนะ” ผมเอ่ยพลางยื่นมือไปดึงแบบแปลนของเธอมาพิจารณา ปลายนิ้วสัมผัสกับกระดาษที่ยังอุ่นไอจากมือเธอ ผมกวาดสายตาผ่านโครงสร้างที่เธอออกแบบอย่างรวดเร็ว แม้จะปากร้าย แต่ลึกๆ ในใจผมต้องยอมรับว่า ลายเส้นของเธอมันสวยงามจนน่าประหลาดใจ เส้นโค้งเว้าที่ดูไร้น้ำหนักนั่น หากคำนวณดีๆ มันทำได้จริง... แต่มันยาก ยากจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการฆ่าตัวตายทางการงานหากวิศวกรไม่ยอมร่วมมือ
“ถ้าอยากจะเปลี่ยนโลกด้วยงานศิลปะ ก็หัดเปิดหูเปิดตารับฟังความจริงบ้าง” ผมใช้นิ้วชี้เคาะไปที่จุดรอยต่อเหล็กในแปลน “ตรงนี้... ถ้าคุณไม่ยอมเพิ่มเหล็กเสริมแรง ผมก็จะไม่เซ็นอนุมัติให้เริ่มงานในส่วนนี้”
“คุณจะขวางงานฉันเพราะอีโก้ส่วนตัวงั้นเหรอ?”
“ผมไม่ได้ขวางงาน แต่ผมกำลังป้องกันหายนะ” ผมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “จำไว้ให้ดีนะครับรินรดา ที่นี่คือไซต์งาน ไม่ใช่แกลเลอรีแสดงผลงานศิลปะ ถ้าคุณยังไม่รู้จักคำว่า ‘ประนีประนอม’ เราคงต้องเจอกันอีกยาวในฐานะศัตรู”
รินรดาจ้องกลับ ไม่มีการหลบสายตา เธอโน้มตัวลงมาจนลมหายใจอุ่นๆ ของเธอเป่ารดคางผม เธอหยิบปากกาเคมีจากกระเป๋าเสื้อผมไปดื้อๆ แล้วขีดเขียนลงบนแปลนของเธอเองอย่างรวดเร็ว
“ถ้างั้นก็ฟังไว้นะคะคุณวิศวกรผู้แสนจะเป๊ะ” เธอเขียนตัวเลขลงไปชุดหนึ่ง แล้วส่งปากกากลับมา “ถ้าคำนวณตามตัวเลขที่ฉันให้ใหม่นี่ คุณยังจะกล้าบอกว่ามันพังอยู่อีกไหม? ถ้ามันทำได้... คุณต้องเป็นคนจ่ายค่ากาแฟให้ฉันทุกเช้าจนกว่าโปรเจกต์นี้จะจบ กล้าพอไหมล่ะคะ?”
ผมมองตัวเลขบนกระดาษแล้วนิ่งไปชั่วครู่ ลมหายใจสะดุดเล็กน้อยเมื่อเห็นวิธีแก้ปัญหาของเธอ... มันฉลาด เป็นวิธีที่ผมเองก็นึกไม่ถึงว่าการปรับองศานิดเดียวจะช่วยกระจายแรงได้ขนาดนี้ เธอไม่ใช่แค่คนปากดี แต่เธอคืออัจฉริยะที่ซ่อนความดื้อรั้นไว้ใต้ใบหน้าที่สวยเฉี่ยวจนน่าหมั่นไส้
“ผมไม่ชอบดื่มกาแฟหวานๆ นะครับ” ผมเอ่ยเสียงเรียบ พยายามคุมจังหวะหัวใจที่เต้นผิดปกติให้คงที่
“ฉันไม่ได้บอกว่าจะสั่งหวาน...” รินรดาเหยียดยิ้มที่มุมปาก เธอกำลังสนุกที่ได้เห็นผมเริ่มไปไม่เป็น “ฉันจะสั่ง... กาแฟดำ ที่ขมจนคุณต้องเปลี่ยนนิสัยปากเสียของคุณไงคะ”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามาในบทสนทนาที่ตึงเครียดของเรา สถาปนิกหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทเนี้ยบกริบเดินเข้ามาหยุดข้างหลังรินรดา เขาคือ ‘คิน’ คู่ปรับตลอดกาลของเธอที่ผมเองก็ไม่เคยถูกชะตา
“รินครับ ผมว่าคุณเสียเวลากับวิศวกรที่มองไม่เห็นศิลปะพวกนี้มากไปหน่อยแล้วนะ” คินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง เขาพยายามเอื้อมมือไปจับไหล่รินรดา แต่เธอกลับขยับตัวหลบอย่างแนบเนียน
“เรากำลังคุยเรื่องงานกันอยู่ค่ะคุณคิน” รินรดาตอบเสียงแข็ง
คินหันมามองผมด้วยสายตาเหยียดหยาม “ผมได้ยินมาว่าคุณเป็นคนดื้อรั้นที่สุดในบริษัทนี้ ถ้าคุณไม่สามารถจัดการกับแบบของรินได้ ก็แค่เซ็นชื่อให้คนที่มีฝีมือมากกว่าผมทำเถอะ อย่าทำให้โปรเจกต์นี้ต้องล่าช้าไปมากกว่านี้เลย”
ผมกำหมัดแน่นข้างตัว กลิ่นของความพ่ายแพ้และแรงริษยาที่คินพยายามปั่นหัวเราสองคนทำให้บรรยากาศรอบข้างร้อนระอุขึ้นมาทันที ผมหันไปมองรินรดาที่ตอนนี้ดูจะหัวเสียกับท่าทางโอ้อวดของคินไม่แพ้กัน
ทว่า... ก่อนที่ผมจะได้โต้ตอบอะไร กลับมีเสียงตะโกนดังมาจากรถเครนทางทิศเหนือ
“หัวหน้าครับ! แผ่นเหล็กยึดโครงสร้างด้านบนมันมีรอยร้าว! มันเริ่มจะรับน้ำหนักไม่ไหวแล้วครับ!”
ทั้งผมและรินรดาเบิกตากว้างพร้อมกัน เมื่อเงยหน้าขึ้นมองตามนิ้วชี้ของคนงาน สิ่งที่เห็นคือคานเหล็กยักษ์ที่กำลังบิดเบี้ยวท่ามกลางเสียงลั่นเปรี๊ยะของโลหะ และเหนือคานนั้น... คือจุดที่คินยืนอยู่โดยไม่รู้ตัว
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ร่างของคินชะงักงันเมื่อเงยหน้าตามขึ้นไป ผมไม่รอช้า พุ่งตัวไปคว้าข้อมือของรินรดาไว้แน่น ก่อนจะกระชากเธอเข้ามาปะทะอกแล้วพาหมุนตัวหลบไปอีกทาง ขณะที่เศษเหล็กชิ้นใหญ่กำลังจะร่วงลงมาตรงจุดที่เธอยืนอยู่เมื่อครู่!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและเป็นกำลังใจให้กับงานเขียนของเมทริกซ์ซีโร่นะครับ
รอยร้าวใต้คานเหล็กกับเกมเดิมพันของคนปากร้าย•ตอนที่ 1
ศึกแรกของวิศวกรกับสถาปนิก
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวใต้คานเหล็กกับเกมเดิมพันของคนปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
