"เจ้าจะเก็บซากเหล็กสนิมเขรอะนี้ไว้ไปทำไมกัน หลี่เฟยหลง? ในเมื่อสวรรค์ยังไม่มอบทางรอดให้ แล้วเหตุใดเจ้าจึงยังดึงดันจะเดินบนเส้นทางแห่งความตาย?"
เสียงเยาะเย้ยของบุรุษชุดดำที่ยืนตระหง่านอยู่บนยอดหินผาดังสะท้อนก้องทั่วหุบเขาแห่งแดนร้าง เสียงนั้นมิใช่เพียงคำถาม แต่มันคือมีดที่กรีดลงบนความพ่ายแพ้ที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณของชายหนุ่มเบื้องล่าง
หลี่เฟยหลงไม่ตอบโต้ เขาเพียงแต่นั่งพับเพียบอยู่กลางลานหินที่แตกระแหง มือกร้านโลกของเขาประคองเศษเหล็กที่บิดเบี้ยว รอยบากบนใบกระบี่นั้นลึกซึ้งพอๆ กับรอยแผลเป็นที่พาดผ่านกลางหน้าอกของเขา ความเย็นเยียบของไอปีศาจรอบกายยังคงตอกย้ำถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น คืนที่กระบี่ของเขาหักสะบั้นและหัวใจของเขาถูกทิ้งไว้ในกองเลือดของสหายร่วมรบ
"ข้าไม่ได้ถือมันเพราะความหวัง..." หลี่เฟยหลงพึมพำ น้ำเสียงเรียบเฉยแต่ทว่ากลับมีพลังกดดันบางอย่างที่ทำให้บุรุษชุดดำต้องชะงักฝีเท้า "ข้าถือมันเพื่อเตือนใจตนเองว่า ในโลกที่ไร้ความยุติธรรมเช่นนี้... กระบี่ที่หักก็ยังมีค่ามากกว่าลิ้นของคนทรยศที่พ่นคำลวงออกมาจากปาก"
เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างกายกำยำที่เต็มไปด้วยบาดแผลดูราวกับรูปปั้นสลักจากหินผาที่ผ่านการกัดกร่อนของกาลเวลา ดวงตาของเขาคมกริบดุจยอดกระบี่ที่ฝังอยู่ในน้ำแข็ง ทะนงตนและเย็นชาเกินกว่าจะสั่นคลอนด้วยคำสบประมาทใดๆ
ท่ามกลางแดนร้างที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต เสียงลมหายใจของเขาดูเหมือนจะประสานเข้ากับจังหวะของแผ่นดิน พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเบาๆ มิใช่เพราะภัยพิบัติ แต่เพราะการโคจรของปราณกระบี่ที่หลี่เฟยหลงกำลังรวบรวมภายในกาย แม้กระบี่จะหัก แม้ปราณจะปั่นป่วน แต่เจตจำนงของเขายังคงแน่วแน่ราวกับภูเขาไท่ซาน
"ช่างเป็นคำพูดที่สูงส่งนัก!" บุรุษชุดดำหัวเราะร่า ก่อนจะชักกระบี่สีเลือดออกมาจากฝัก แสงสีแดงฉานสาดส่องไปทั่วทิศทาง "งั้นข้าจะส่งเจ้าไปพิสูจน์คำพูดนั้นในปรโลกเสียเดี๋ยวนี้!"
การปะทะเริ่มต้นขึ้นอย่างฉับพลัน!
บุรุษชุดดำพุ่งทะยานเข้ามาดุจเงาปีศาจ กระบี่สีเลือดกรีดอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวดังระงม หลี่เฟยหลงเพียงแค่นิ่งค้างอยู่กับที่ สายตาจับจ้องไปที่จุดบอดของกระแสลมที่ฝ่ายตรงข้ามสร้างขึ้น ในชั่วพริบตาที่คมกระบี่สีเลือดใกล้จะเข้าถึงคอหอย เขาเพียงแค่เอียงกายหลบเสี้ยววินาทีเดียว ส้นเท้าของเขาหมุนวน ปราณกระบี่ที่ตกค้างในเศษเหล็กหักแผ่พุ่งออกมาราวกับมังกรที่ตื่นจากหลับไหล
*เคร้ง!*
เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องจนหินผาโดยรอบร้าวราน แรงกระแทกจากการโคจรปราณทำให้พื้นดินรอบตัวหลี่เฟยหลงยุบลงไปเป็นวงกลม ฝุ่นควันตลบอบอวล แต่ร่างของหลี่เฟยหลงกลับไม่ขยับแม้เพียงครึ่งก้าว เศษกระบี่หักในมือของเขาต้านรับกระบี่วิเศษไว้ได้อย่างทนงตน
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบเข้าปกคลุม ห้วงมิติรอบตัวเขากลับบิดเบี้ยว ท้องฟ้าเหนือแดนร้างที่ควรจะว่างเปล่ากลับปรากฏกลิ่นอายหิมะโปรยปราย แม้จะเป็นฤดูร้อนที่แห้งแล้งที่สุดในรอบร้อยปี
"นั่นคือ..." บุรุษชุดดำผงะถอยหลัง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว
ร่างเงาสีขาวบริสุทธิ์ปรากฏขึ้นท่ามกลางพายุหิมะที่หอบพัดมาจากความว่างเปล่า นางงดงามและเย็นชาดุจเทพเซียนที่มองลงมาจากยอดเขาหิมะศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นอายของนางกดข่มทุกสรรพสิ่งให้ต้องสยบลง แม้แต่บุรุษชุดดำยังต้องคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความจำนนต่อแรงกดดันจากจิตวิญญาณ
เย่ซิงเยว่... นางเซียนผู้ที่ไม่เคยหันมองใคร กลับมายืนอยู่เบื้องหน้าหลี่เฟยหลง นางไม่ได้มองเขาด้วยความเวทนา แต่ในดวงตาคู่นั้นกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่หลี่เฟยหลงเองก็ไม่อาจเข้าใจ มันเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งยิ่งกว่ามหาสมุทร และดุเดือดดั่งเพลิงที่แอบซ่อนอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง
นางก้าวเข้ามาใกล้ แตะปลายนิ้วที่เรียวสวยลงบนเศษกระบี่หักของเขา เพียงชั่วพริบตา เศษเหล็กสนิมเขรอะนั้นกลับเรืองรองด้วยแสงสีน้ำเงินจัดจ้าน หิมะรอบตัวหมุนวนกลายเป็นพายุที่พร้อมจะฉีกกระชากวิญญาณของผู้ที่คิดร้าย
"เจ้าไม่ได้ถือมันไว้เพื่อเตือนใจอย่างเดียวหรอก... หลี่เฟยหลง" เสียงของนางแผ่วเบาดุจสายลม แต่กลับหนักแน่นในใจชายหนุ่ม "เจ้าถือมันไว้เพื่อรอวันที่ข้าจะกลับมาหลอมรวมกระบี่เล่มนี้ให้เจ้าอีกครั้งด้วยจิตวิญญาณของข้า"
หลี่เฟยหลงจ้องมองนาง สายตาที่เคยทะนงตนกลับสั่นไหวเพียงชั่ววูบ ก่อนจะกลับมาดุดันกว่าเดิม เขารู้ดีว่าการกระทำของนางจะนำมาซึ่งทัณฑ์สวรรค์ที่รุนแรงที่สุด และนั่นหมายถึงการที่นางเลือกที่จะละทิ้งเส้นทางเซียนเพื่อเดินเคียงข้างเขาในเส้นทางที่เต็มไปด้วยหยาดเลือด
ทันใดนั้น ท้องฟ้าก็คำรามลั่น เสียงอสนีบาตฟาดลงมากลางแดนร้าง รอยแยกของมิติเปิดออก เผยให้เห็นกองทัพเทวทูตที่มาพร้อมกับโซ่ตรวนแห่งกฎสวรรค์ที่ต้องการจะล่าตัวนางเซียนผู้ทรยศผู้นี้
หลี่เฟยหลงกระชับเศษกระบี่หักในมือแน่น แรงปราณที่ล้นทะลักออกมาเปลี่ยนสีเศษเหล็กให้กลายเป็นประกายดาบที่คมกริบราวกับจะตัดผ่านสวรรค์ได้ด้วยการตวัดเพียงครั้งเดียว
"เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?" เขาถามด้วยเสียงที่กดต่ำ
เย่ซิงเยว่ไม่ตอบ นางเพียงแค่ขยับกายไปยืนเคียงข้างเขา แล้วชักกระบี่หิมะออกจากฝักที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดขาว เสียงกระบี่สั่นระฆังดังกังวานไปทั่วผืนปฐพี เป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นสงครามกับสวรรค์ที่ไม่มีวันหวนกลับ
"กระบี่ข้าและกระบี่เจ้า... คือเส้นทางเดียวที่จะเปิดม่านเมฆานี้ได้" นางกล่าว พลางส่งรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งให้แก่เขา
ในวินาทีที่โซ่ตรวนแห่งสวรรค์พุ่งลงมาเพื่อหมายจะพันธนาการทั้งคู่ หลี่เฟยหลงก็กระโดดขึ้นไปบนอากาศ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกมหาศาลจนพื้นที่โดยรอบกลายเป็นหลุมลึก เขารู้ดีว่าหากพลาดแม้เพียงนิดเดียว ทั้งเขและนางจะต้องแหลกสลายเป็นธุลี แต่ในยามนี้ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าการปกป้องนางเซียนที่ยอมมอบหัวใจให้แก่จอมยุทธ์ผู้โดดเดี่ยวเช่นเขาอีกแล้ว
มังกรครามท่องภพขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในย่างก้าวแรกนี้ครับ
กระบี่เดียวดายพิชิตเซียน จ้าววิถีเหนือเมฆา•ตอนที่ 1
กระบี่หักในแดนร้าง
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายพิชิตเซียน จ้าววิถีเหนือเมฆา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
