เซียนแพทย์โอสถทะลุมิติ สู่ฉายาเศรษฐีนีทุ่งหญ้า•ตอนที่ 1

ตื่นขึ้นมาในร่างใหม่ท่ามกลางเสียงด่าทอ

ผลงานโดย ไป๋เป่าเปาของแม่
"ถ้าพวกแกกล้าขนข้าวสารกระสอบสุดท้ายไปวันนี้ ฉัน... มู่หว่านเอินคนนี้จะสาปส่งให้ตระกูลหลี่ของพวกแกไม่มีวันได้ผุดได้เกิด แม้แต่หมอผีที่เก่งที่สุดในมณฑลก็ช่วยชีวิตพวกแกไว้ไม่ได้!" เสียงกรีดร้องที่เต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธและอำนาจกดดันอันน่าสะพรึงกลัวดังสนั่นลั่นเรือนดินเหนียวเก่าๆ หลังเล็กๆ ท้ายหมู่บ้านหง싱 ปลายเสียงนั้นสั่นเครือด้วยความเจ็บป่วย แต่กลับแฝงไว้ด้วยรังสีอำมหิตชนิดที่ทำให้ผู้ฟังถึงกับขนลุกซู่โดยไม่รู้ตัว หลี่ชุ่ยฮวา ป้าสะใภ้ใหญ่ผู้มีใบหน้าอวบอ้วนและริมฝีปากบางเฉียบราวกับใบมีด ชะงักมือที่กำลังฉุดกระชากกระสอบข้าวสารน้ำหนักยี่สิบชั่ง นางหันขวับมามองหญิงสาวที่นอนซมอยู่บนเตียงไม้ไผ่ด้วยสายตาทั้งตกตะลึงและดูแคลน นั่น... มู่หว่านเอิน สะใภ้รองตระกูลลู่ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความอ่อนแอ ขี้ขลาดตาขาว และยอมให้คนอื่นโขกสับมาตลอดสามปีที่แต่งเข้าบ้านไม่ใช่หรือ? เหตุใดวันนี้แววตาของนางจึงคมกริบราวกับใบมีดอาบยาพิษ ดุจพญาอินทรีที่จ้องมองเหยื่อในกรงเล็บ ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างผอมแห้งนั้น ช่างน่ากลัวเสียจนหลี่ชุ่ยฮวาต้องถอยหลังกรูดโดยไม่รู้ตัว "นัง... นังเด็กเหลือขอ! แกกล้าดียังไงมาขึ้นเสียงใส่ฉัน!" หลี่ชุ่ยฮวาได้สติก็แผดเสียงแหลมสูงกลบเกลื่อนความกลัว มืออวบหนาทุบอกตัวเองป้าบๆ "สามีแกไปเป็นทหารในค่ายทหารแดนไกล ส่งเงินมาให้บ้านใหญ่นิดๆ หน่อยๆ มันจะสักเท่าไหร่กันเชียว! ข้าวสารแค่นี้ น้ำมันหมูแค่นี้ ฉันที่เป็นป้าสะใภ้มาขอแบ่งไปจุนเจือครอบครัวมันแปลกตรงไหนวะ? แกมันอกตัญญู ไร้ยางอาย! ระวังเถอะ ถ้าจ้านถิงกลับมาแล้วรู้ว่าแกทำตัวแล้งน้ำใจกับญาติผู้ใหญ่ เขาคงเตะแกออกจากบ้านไปเป็นทานตะวันข้างถนนแน่!" มู่หว่านเอินหรี่ตาลงเล็กน้อย ความทรงจำอันกระจัดกระจายของเจ้าของร่างเดิมกำลังหลั่งไหลเข้ามาในหัวสมองราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก นางคือ ‘มู่หว่านเอิน’ ปรมาจารย์โอสถแห่งดินแดนเซียน ผู้ปรุงยาทิพย์พลิกฟื้นความเป็นความตาย ทว่าในระหว่างการหลอมโอสถเก้าสวรรค์เพื่อทะลวงขีดจำกัด กลับถูกศิษย์น้องทรยศหักหลังและลอบวางเพลิงเผาเตาหลอม แรงระเบิดมหาศาลดึงวิญญาณของนางให้ร่วงหล่นข้ามภพข้ามชาติมาอยู่ในร่างของ ‘มู่หว่านเอิน’ หญิงสาววัยยี่สิบปีในยุค 1970 ยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพง ผู้คนต้องใช้คูปองแลกซื้อแม้กระทั่งน้ำมันหรือเกลือสักหยิบมือ! ส่วนครอบครัวของหลี่ชุ่ยฮวานั้นหรือ... ก็คือปลิงดูดเลือดชั้นดีที่เกาะกินตระกูลลู่มาโดยตลอด อาศัยช่วงที่ลู่จ้านถิงสามีหนุ่มผู้ทรงเกียรติไม่อยู่บ้าน ยกโขยงกันมาปล้นชิงเสบียงและเงินทองอ้างว่าเป็น "ค่าดูแล" แต่ความจริงคือเอาไปปรนเปรอสามีและลูกชายจอมเกียจคร้านที่บ้านใหญ่จนพุงกาง! "จุนเจือครอบครัว?" มู่หว่านเอินแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา และเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน ทว่ากลับทรงพลังจนทำให้หลี่ชุ่ยฮวาถึงกับสะท้านเฮือก "ป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านมีความละอายใจหลงเหลืออยู่บ้างไหม? ตั้งแต่สามีฉันเข้ากรมไป สามปีนี้บ้านใหญ่สูบเงินเบี้ยเลี้ยงทหารไปกว่าสามร้อยหยวน ข้าวสารไม่ต่ำกว่าห้ากระสอบ และไข่ไก่ที่ฉันเลี้ยงไว้บำรุงร่างกายอีกนับไม่ถ้วน นั่นคือเงินที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและเลือดเนื้อของสามีฉันบนชายแดน แต่พวกท่านกลับตอบแทนด้วยการปล่อยให้ฉันนอนป่วยปางตายบนเตียงโดยไม่แม้แต่จะชายตานาย!" มู่หว่านเอินพยุงร่างอันอ่อนล้าของตนเองลุกขึ้นนั่ง ช้าๆ แต่มั่นคง ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองไปรอบห้องครัวที่ว่างเปล่าราวกับถูกโจรสลัดปล้น ในมิติลับแห่งจิตวิญญาณของนาง ขณะนี้โอสถทิพย์และตำราแพทย์ร้อยสำนักกำลังเปล่งแสงเรืองรอง แม้ร่างกายนี้จะขาดสารอาหารและอ่อนแอ แต่วิชาแพทย์และกลยุทธ์การเอาตัวรอดที่นางสะสมมานับพันปีไม่ได้เสื่อมสลายหายไปไหน! คนอย่างหลี่ชุ่ยฮวา หากไม่จัดการให้เด็ดขาดตั้งแต่วันนี้ วันหน้าพวกมันคงขนเอาบ้านหลังนี้ไปขายทิ้งทั้งหลังเป็นแน่ "นัง... นังสารเลว! แกกล้าว่าฉันรึ!" หลี่ชุ่ยฮวาหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัด นางหมดความอดทนที่จะเสแสร้งแล้ว จึงพยักหน้าให้ลูกชายคนโตที่ยืนสมรู้ร่วมคิดอยู่ด้านหลัง "ไอ้ต้าหลิน! แกยืนบื้ออะไรอยู่ฟะ? ไป! ยกกระสอบข้าวสารนั่นขึ้นเกวียน แล้วรื้อตู้เก็บของในครัวให้หมด นังนี่มันคงแอบซ่อนเงินไว้ที่ไหนสักแห่งแน่ วันนี้ถ้าฉันไม่ได้เงินกลับไป ฉันจะรื้อบ้านหลังนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง!" หลี่ต้าหลิน ลูกชายร่างหนาวัยยี่สิบเศษทำหน้าเหี้ยมเกรียม เขาพยักหน้ารับแล้วพุ่งตรงไปยังกระสอบข้าวสารทันทีด้วยความโลภบังตา มู่หว่านเอินหรี่ตาลง รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปาก เรียวปากอิ่มเม้มเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานที่เจือไปด้วยจิตสังหารอันบางเบา "ถ้าพวกแกก้าวเท้าพ้นธรณีประตูห้องนี้พร้อมกับข้าวสารแม้แต่เมล็ดเดียว... จงจำคำของฉันไว้ให้ดี" นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ร่างกายจะยังเซเล็กน้อย แต่รัศมีกดดันกลับแผ่ซ่านออกมาจนน่าเกรงขาม "ตระกูลหลี่จะต้องมีอันเป็นไป ภายในสามวัน ใบหน้าของพวกแกจะเริ่มเน่าเฟะ มีตุ่มหนองขึ้นตามเนื้อตัว และเจ็บปวดทรมานราวกับถูกไฟแผดเผาจนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย ไม่มีหมอคนไหนในมณฑลนี้รักษาหาย เพราะมันคือ ‘พิษเก้าอัคคี’ ที่ฉันเป็นคนปรุงขึ้นมาเองกับมือ!" คำพูดนั้นไม่ได้ดังระเบิดเถิงเทิง แต่กลับเย็นเยียบราวกับสายลมจากขุมนรก หลี่ชุ่ยฮวาและลูกชายถึงกับชะงักกึก ความหวาดกลัววิ่งพล่านไปทั่วสันหลังจนขนลุกชัน แม้จะคิดว่านังนี่คงสติหลอนพูดจาเพ้อเจ้อ แต่แววตาที่เด็ดเดี่ยวและไร้ความหวาดกลัวของมู่หว่านเอิน กลับทำให้สองแม่ลูกไม่กล้าขยับเขยื้อนราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน บรรยากาศในห้องครัวตกอยู่ในความเงียบงันอันน่าอึดอัด มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของหลี่ชุ่ยฮวาที่เริ่มหวาดหวั่น ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากนอกรั้วบ้าน ปัง! ประตูไม้ไผ่หน้าบ้านถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความปรานี ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวเข้มที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและร่องรอยการเดินทางไกลก้าวเข้ามาในลานบ้าน รัศมีอันเยือกเย็นและดุดันของชายหนุ่มผู้ผ่านสนามรบมาโชกโชนแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ทำให้ผู้คนในรัศมีสิบเมตรแทบไม่กล้าหายใจแรง ลู่จ้านถิงกวาดสายตาคมกริบดั่งเหยี่ยวมาหยุดอยู่ที่หลี่ชุ่ยฮวาและลูกชาย ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงวูบหนึ่งเมื่อมองเห็นภรรยาตัวน้อยยืนอยู่หน้าประตูลานบ้านด้วยสภาพซูบผอม "พวกคุณ... กำลังทำอะไรภรรยาผม?" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย ทว่ากลับสร้างความหนาวเหน็บไปถึงกระดูกดำให้กับผู้บุกรุกทั้งสอง หลี่ชุ่ยฮวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางอ้าปากค้าง สมองขาวโพลนเมื่อตระหนักได้ว่า... สามีตัวอันตรายของนังสารเลวคนนี้ กลับมาจากค่ายทหารเร็วกว่ากำหนดถึงครึ่งเดือน! --- *ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางข้ามมิติมาเปิดฉากความฟินและความสะใจไปด้วยกันนะคะ*
สารจากนักเขียน (ไป๋เป่าเปาของแม่)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนแพทย์โอสถทะลุมิติ สู่ฉายาเศรษฐีนีทุ่งหญ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%