วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 31

รอยแผลที่เริ่มจางหาย

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
"คำพิพากษาไม่ได้แปลว่าความบริสุทธิ์ คุณก็รู้ดีแก่ใจ พิมพ์มาดา" เสียงทุ้มต่ำที่เจือความแห่ผากดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องพิจารณาคดีที่ว่างเปล่า เอกสารนับร้อยหน้าที่เคยถูกใช้เป็นอาวุธหักล้างในชั้นศาล บัดนี้ถูกกองสุมไว้ราวกับเศษกระดาษไร้ค่าบนโต๊ะไม้โอ๊กสีเข้ม รวินท์ในชุดสูทสีชาโคลที่ยับย่นเล็กน้อยตรงข้อศอก นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พนักพิงสูง ดวงตาคมปลาบหลังกรอบแว่นโลหะมองตรงไปยังหญิงสาวที่ยืนอยู่อีกฟากของห้อง เธอไม่ได้สวมสูททนายความเต็มยศแล้ว เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกและกางเกงสลิดสีดำทะมัดทะแมง พิมพ์มาดาลดแฟ้มเอกสารในมือลงช้าๆ เสียงกระดาษกระทบกันเบาๆ ดังก้องในโสตประสาท ความเหนื่อยล้าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาสะท้อนอยู่ใต้รوبตาคล้ำจางๆ เธอมองหน้าชายผู้เป็นทั้งคู่คิด คู่ขัดแย้ง และตัวแปรสำคัญที่ทำให้ชีวิตของเธอบิดเบี้ยวไปจากเส้นบรรทัดที่เคยขีดไว้ "ศาลตัดสินแล้ว รวินท์ คดีสิ้นสุดลงตามกระบวนการยุติธรรม" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พยายามควบคุมความสั่นไหวเล็กๆ ที่ปลายเสียงไม่ให้เล็ดลอดออกไป "คุณพ้นผิดจากข้อหาสมรู้ร่วมคิด... แต่ในแง่ของความรู้สึก คุณคิดว่ารอยแผลเป็นบนตึกร้างแห่งนั้น หรือรอยร้าวในใจของครอบครัวเหยื่อ มันจะถูกลบเลือนหายไปพร้อมกับตราประทับของศาลอย่างนั้นหรือครับ—เอ้ย อย่างนั้นหรือคะ?" เธอชะงักกอดอกนิ่ง แก้คำพูดในใจทันทีเมื่อเผลอใช้สรรพนามผิดเพี้ยนไปชั่วขณะ รวินท์หัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยนัยยะลึกซึ้ง เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่เคยผึ่งผายดูซูบผอมลงถนัดตา ราวกับสถาปนิกผู้สร้างสรรค์โครงสร้างอันยิ่งใหญ่ แต่กลับปล่อยให้รากฐานภายในของตนเองผุกร่อนทีละน้อย "ความยุติธรรมของพวกคุณก็เป็นแค่กรอบสี่เหลี่ยมที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อกักขังความรู้สึกผิด" รวินท์ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว ฝ่าเท้ากระทบพื้นหินขัดเกิดเสียงก้องกังวาน "คุณชนะคดี พิมพ์มาดา คุณปกป้องความถูกต้องตามกฎหมายได้สำเร็จ แต่คุณก็รู้ว่าคุณกำลังปกป้องความว่างเปล่า... เพราะตัวผมเอง ในฐานะสถาปนิกผู้ออกแบบโครงสร้างทั้งหมด ได้รับโทษทัณฑ์จากสิ่งที่ทำลงไปเรียบร้อยแล้ว" พิมพ์มาดายืนนิ่ง ไม่ถอยหลังหนีแม้รวินท์จะยืนประชิดตัวจนได้กลิ่นจางๆ ของฝุ่นปูนและกาแฟดำคั่วเข้มที่เขามักดื่มเสมอ เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น ดวงตาที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยประกายแห่งจินตนาการ บัดนี้กลับเหลือเพียงความเวิ้งว้าง "โทษทัณฑ์ที่คุณว่า คือการต้องมีชีวิตอยู่ต่อพร้อมกับความทรงจำที่บิดเบี้ยวสินะครับ" เธอกล่าวทวนคำ ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "การที่คุณหลุดพ้นจากเรือนจำ ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นอิสระ รวินท์... คุณรู้ดีว่ากรงขังที่แท้จริงไม่ได้สร้างจากเหล็กกล้า แต่มันสร้างจากสำนึกผิดที่คุณไม่มีวันหนีพ้น" รวินท์หยุดยืนห่างจากเธอเพียงแค่คืบ สายตาของเขากวาดมองใบหน้าของหญิงสาวอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับต้องการจดจำรายละเอียดทุกตารางนิ้วก่อนที่โลกของพวกเขาจะถูกแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่เศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่พิมพ์มาดาเคยเห็นมา "คุณนี่มันโหดร้ายเสียจริง พิมพ์มาดา" เขากระซิบเสียงแผ่วเบา ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับความเงียบงัน "คุณไม่เพียงแต่ชนะคดี แต่คุณยังตอกย้ำให้ผมเห็นว่า... บทกวีที่ผมพยายามแต่งขึ้นเพื่อไถ่3บาป มันช่างไร้ความหมายสิ้นดีเมื่อเทียบกับความจริงที่คุณถือครอง" เขายื่นมือขวาออกมา ช้าๆ และลังเล ราวกับไม่แน่ใจว่าสิทธิ์ในการแตะต้องตัวเธอยังคงหลงเหลืออยู่หรือไม่ นิ้วเรียวยาวสั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะหยุดค้างไว้กลางอากาศ พิมพ์มาดามองมือนั้น หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำในอกอย่างรุนแรง ขัดแย้งกับใบหน้าที่ยังคงนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินอ่อน ความรู้สึกดึงดูดทางจิตวิญญาณที่พวกเขามีต่อกันมาตลอด ไม่เคยจางหายไปไหน แม้ว่าคดีความจะปิดฉากลงแล้วก็ตาม มันคือความสัมพันธ์แบบสีเทาที่ไม่สามารถหาคำจำกัดความได้ในประมวลกฎหมายใดๆ เธอยื่นมือออกไปสัมผัสปลายนิ้วของเขา เป็นสัมผัสที่แผ่วเบาและสั่นไหวราวกับปีกผีเสื้อที่แตะลงบนกลีบดอกไม้ที่กำลังจะโรยรา "รอยแผลที่เริ่มจางหาย... ไม่ได้แปลว่ามันไม่เคยเจ็บปวดนะครับ รวินท์" พิมพ์มาดากล่าวเสียงพร่า "แต่มันแปลว่าเราต่างต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับรอยแผลนั้น เพื่อเติบโตต่อไปในแบบที่ควรจะเป็น" รวินท์พยักหน้ารับช้าๆ แววตาไหววับด้วยหยาดน้ำใสๆ ที่ถูกสะกดไว้ไม่ให้ไหลริน เขากำมือของเธอไว้แน่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ก่อนจะผละออกอย่างไร้เยื่อใย หันหลังให้แล้วเดินก้าวเท้าออกไปจากห้องพิจารณาคดี ทิ้งให้พิมพ์มาดายืนอยู่ท่ามกลางกองเอกสารและความเงียบงันตามลำพัง เสียงฝีเท้าของรวินท์ค่อยๆ ดังห่างออกไปทางทางเดินด้านนอกทีละน้อย พิมพ์มาดายืนหลับตาลงช้าๆ ซึมซับความว่างเปล่าที่แผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความตึงเครียดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทว่า ท่ามกลางความเงียบสงบที่ควรจะเกิดขึ้นหลังคดีสิ้นสุดลง เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งที่หนักแน่นและเร่งรีบ กลับดังสวนขึ้นมาจากบันไดหนีไฟฝั่งตรงข้าม—ไม่ใช่เสียงของรวินท์ และไม่ใช่เสียงของเจ้าหน้าที่ศาลคนใด พิมพ์มาดาลืมตาสโพลง หันขวับไปมองยังประตูทางเข้าห้องพิจารณาคดีที่ถูกปิดสนิท เสียงก๊อก... ก๊อก... เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งตามด้วยบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ร่างของเสมียนทนายความประจำสำนักงานของเธอวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด ในมือถือซองเอกสารสีน้ำตาลยับยี่ที่ผนึกตราครั่งสีแดงสด ซึ่งไม่ควรจะหลงเหลืออยู่ในยุคสมัยดิจิทัลนี้ "คุณพิมพ์มาดาครับ! แย่แล้วครับ..." เสียงหอบหายใจขาดช่วงของเสมียนหนุ่มดังแทรกความเงียบ "เราเพิ่งได้รับพัสดุด่วนส่งตรงถึงสำนักงาน... มันจ่าหน้าถึงคุณจากเรือนจำกลาง แต่... แต่คนที่ลงชื่อผู้ส่ง คือคนบอกว่าเขาเสียชีวิตในเหตุการณ์เพลิงไหม้ตึกร้างเมื่อห้าปีที่แล้วครับ!" พิมพ์มาดาชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายเย็นวาบตั้งแต่ปลายนิ้วเท้าขึ้นมาถึงสันหลัง สายตาของเธอมองจ้องไปยังซองเอกสารในมือของเสมียนหนุ่ม ซึ่งมีลายมือหวัดๆ คุ้นตาปรากฏหราอยู่บนหน้าซอง—ลายมือเดียวกับรวินท์... แต่เป็นรวินท์ที่เธอกเพิ่งเดินจากไปเมื่อครู่นี้เอง! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเปียกปอนด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%