แฟ้มเอกสารปกหนังสีน้ำตาลเข้มถูกโยนลงบนโต๊ะทำงานกระจกใส เสียงกระทบหนักหน่วงสะท้อนก้องในห้องประชุมชั้นสี่สิบที่เงียบสงัดราวกับหลุมศพ ความกดอากาศในห้องลดต่ำลงทันทีราวกับพายุฤดูร้อนที่กำลังก่อตัว
“คุณพิมพ์มาดา... ผมคิดว่าเราคุยกันเข้าใจแล้ว” เสียงทุ้มต่ำของผู้ทรงอิทธิพลระดับประเทศดังขึ้น น้ำเสียงนั้นเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยอาณัติแห่งอำนาจที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางทาง “คดีนี้ควรจะจบลงที่การสรุปสำนวนว่าเป็นอุบัติเหตุ ความพยายามของคุณในการรื้อฟื้นมันขึ้นมา ไม่เพียงแต่มันจะสูเปล่า แต่มันกำลังทำให้ตึกทั้งหลังนี้สั่นคลอน”
พิมพ์มาดานั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน แว่นตากรอบทองสะท้อนแสงไฟนีออนสีขาวโพลน เธอไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อย ดวงตาคู่คมกวาดมองเอกสารคำสั่งระงับคดีที่เพิ่งถูกส่งตรงมาจากอัยการสูงสุด เอกสารที่ใช้เวลาเพียงชั่วข้ามคืนในการพลิกผันความจริงให้กลายเป็นความเท็จอย่างถูกกฎหมาย
เธอยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา ปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงความเยียบเย็นของทนายความผู้ผ่านคดีสีเทามานับไม่ถ้วน
“อำนาจทางกฎหมายไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องคนผิดหรอครับ ท่านรัฐมนตรี... อ๊ะ ขออภัย ผมหมายถึง... ในมุมมองของท่าน กฎหมายคงเป็นเพียงกระดาษชำระแผ่นหนึ่งที่ใช้แล้วทิ้งเมื่อหมดประโยชน์สินะครับ” พิมพ์มาดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่คมกริบดุจใบมีดโกนที่อาบยาพิษ
ชายวัยกลางคนผู้มีตำแหน่งใหญ่โตหรี่ตาลง รอยย่นบนใบหน้าขยับตามแรงอารมณ์ “คุณกำลังเล่นกับไฟ พิมพ์มาดา ความยุติธรรมที่คุณโหยหานักในวัยเด็ก มันช่วยชีวิตพ่อแม่คุณไม่ได้ในอดีต และมันก็ช่วยคุณไม่ได้ในตอนนี้เช่นกัน จำใส่ใจไว้... คนตัวเล็กๆ อย่างคุณ ไม่มีวันชนะเงาที่ใหญ่กว่าแผ่นฟ้าหรอก”
คำพูดนั้นจี้เข้าที่แผลเป็นในใจของพิมพ์มาดาอย่างแม่นยำ ความทรงจำในวัยเด็กเกี่ยวกับความอยุติธรรมที่พรากครอบครัวเธอไปแล่นริ้วขึ้นมาอีกครั้ง กล้ามเนื้อกรามของเธอกระตุกเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคงรักษาอาการนิ่งสงบเอาไว้ได้ด้วยการสูดลมหายใจเข้าลึก
ในขณะเดียวกัน ที่มุมมืดของห้องประชุมใกล้บานหน้าต่างกระจก รวินท์ยืนกอดอกพิงผนัง ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกกลืนหายไปกับเงาของราตรี เขากำลังหมุนปากกาในมือเล่น ช้าๆ ทว่ามั่นคง สายตาคมกวาดมองการปะทะกันระหว่างอำนาจรัฐกับอุดมการณ์ของทนายสาว
“ท่านกำลังลืมไปอย่างหนึ่งนะครับ...” รวินท์เอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่ตึงเครียด น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่บาดลึก “เงาที่ใหญ่แค่ไหน ก็เกิดขึ้นได้เพราะมีแสงสว่างส่องกระทบ และยิ่งเงาทอดยาวเท่าไหร่ ใจกลางของมันก็ยิ่งมืดมิดและเปราะบางมากเท่านั้น คุณกำลังพยายามปิดบังความจริงด้วยกระดาษหนาๆ แผ่นเดียว แต่ลืมไปว่า... ไฟไหม้ป่าเริ่มต้นจากประกายไฟเล็กๆ เสมอ”
รัฐมนตรีหันขวับไปมองสถาปนิกหนุ่มด้วยสายตาคุกคาม “คุณเป็นใคร หน้าที่ของคุณคือออกแบบตึก ไม่ใช่มาสอนผมเรื่องปรัชญา!”
“ผมเป็นคนที่สร้างโครงสร้างตึกนี้ครับ และผมก็รู้ดีว่าเสาต้นไหนกำลังจะรับน้ำหนักไม่ไหว...” รวินท์ก้าวเท้าออกจากเงาสู่แสงไฟ รอยยิ้มที่มุมปากของเขาชวนให้รู้สึกระแวงมากกว่าอุ่นใจ “คดีนี้ไม่ได้ถูกปิดตายเพราะมันไม่มีมูลความจริง แต่มันถูกปิดตายเพราะมีคนกลัวว่าความจริงจะหลุดรอดออกมาต่างหาก”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะใช้มือจับต้องได้ ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิว รัฐมนตรีกัดฟันกรอด รู้ตัวดีว่าไม่สามารถใช้จิตวิทยาขู่ขวัญคนทั้งสองได้อีกต่อไป
“พวกคุณเลือกทางเดินเองนะ...” ผู้ทรงอิทธิพลกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงอาฆาต ก่อนจะคว้ากระเป๋าเอกสารแล้วเดินกระแทកเท้าออกจากห้องไป เสียงปิดประตูดังปัง สะท้อนก้องไปทั่วชั้น
เมื่อลับร่างของผู้มีอิทธิพล พิมพ์มาดาก็ทรุดตัวลงพิงพนักเก้าอี้ เผลอผ่อนลมหายใจยาวออกมาอย่างลืมตัว มือเรียวบางยกขึ้นนวดขมับเพื่อบรรเทาอาการปวดหัวที่เริ่มก่อตัว
“คุณไม่น่าเอาตัวเข้ามาเสี่ยงด้วยเลย รวินท์” พิมพ์มาดาเอ่ยขึ้นโดยไม่มองหน้าเขา “นี่ไม่ใช่เกมของสถาปนิก แต่มันคือสนามรบของนักกฎหมายและโจรในคราบนักการเมือง”
รวินท์เดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับเธอ กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยมาแตะจมูก “ผมไม่ได้เอาตัวเข้ามาเสี่ยง... ผมแค่เลือกยืนอยู่ข้างถูกฝั่งของประวัติศาสตร์ คุณก็รู้ว่าเราต่างก็มีศัตรูคนเดียวกัน”
พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของทั้งคู่ประสานกันอย่างมีความหมาย ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในอดีตถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันด้วยความจำเป็นและแรงดึงดูดประหลาดที่พวกเขาต่างก็ปฏิเสธไม่ได้
“ศัตรูคนนั้นกำลังทำให้คดีนี้กลายเป็นอากาศธาตุ เอกสารทั้งหมดถูกดึงกลับ สำนวนถูกทำลาย แล้วเราจะเอาอะไรไปสู้ในชั้นศาลพรุ่งนี้เช้า?” พิมพ์มาดาถามด้วยน้ำเสียงที่เจือความเหนื่อยล้าเป็นครั้งแรก
รวินท์ไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขายื่นแฟ้มเอกสารบางเฉียบอีกแฟ้มหนึ่งที่ซ่อนไว้ใต้เสื้อโค้ทวางลงบนโต๊ะแทน แฟ้มที่ไม่มีตราประทับราชการ ไม่มีชื่อทนายความ แต่มีเพียงลายเซ็นยึกยือและรอยนิ้วมือเปื้อนหมึก
“พวกเขาคิดว่าทำลายสำนวนในระบบคอมพิวเตอร์แล้วจะจบ... แต่พวกเขาประเมินสถาปนิกต่ำไป” รวินท์กระซิบเสียงต่ำ ดวงตาเป็นประกายวับ “ผมไม่ได้ออกแบบแค่ตึก แต่ผมออกแบบระบบระบายอากาศ และในท่อระบายอากาศของสำนักงานอัยการสูงสุด มีอะไรบางอย่างที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่ามันจะรอดพ้นสายตาไปได้”
พิมพ์มาดาขมวดคิ้วด้วยความฉงน เธอค่อยๆ เปิดแฟ้มเอกสารนั้นออกช้าๆ
ภาพถ่ายฟิล์มกระจกและสำนวนคดีตัวจริงฉบับที่ไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ ปรากฏอยู่ตรงหน้า พร้อมกับจดหมายบันทึกข้อความลับที่ระบุชื่อผู้บงการตัวจริงอย่างชัดเจน—ชื่อที่อยู่สูงเกินกว่าที่ใครจะเอื้อมถึง แต่กลับถูกเปิดเปลือยด้วยลายมือสั่นๆ ของเหยื่อผู้ล่วงลับ
หัวใจของทนายความสาวกระตุกวูบ ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะหลักฐานชิ้นนี้ชี้ตรงไปยังบุคคลที่เธอกำลังตามหามาตลอดชีวิต
ก่อนที่พิมพ์มาดาจะทันได้กล่าวอะไร เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน เสียงกุญแจไขกระทบกัน และลูกบิดประตูก็เริ่มหมุนช้าๆ ทั้งๆที่เลยเวลาทำการของตึกไปนานแล้ว
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันมืดมิดและงดงามนี้ด้วยกันนะครับ
วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 23
เกมการเมืองที่สกปรก
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!