หมึกสีน้ำเงินเข้มบนกระดาษปอนด์เนื้อหนาซึมซับความเงียบงันของห้องขังเดี่ยวได้อย่างดีเยี่ยม มันเป็นความเงียบที่หนักหน่วงราวกับก้อนตะกั่ว แต่กลับพรั่งพรูไปด้วยเสียงกระซิบจากความทรงจำ
"คุณยังเชื่อในเส้นตรงของกฎหมายอยู่หรือเปล่า... ทนายพิมพ์มาดา"
รวินท์ไม่ได้อยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้ ร่างกายของสถาปนิกหนุ่มถูกกักขังไว้หลังกำแพงคอนกรีตหนาเตอะในทัณฑสถานสูงสุด แต่ตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้นกลับมีชีวิตชีวาเสียยิ่งกว่ายามที่เขานั่งไขว่ห้างจิบกาแฟในร้านรวงหรูหรา ฝ่ายชายตวัดปลายปากกาด้วยลายเส้นคมกริบที่สะท้อนถึงความนิ่งสงบ ทว่าแฝงไว้ด้วยรอยร้าวลึกในจิตวิญญาณ
พิมพ์มาดานั่งอยู่บนเก้าอี้ทำงานไม้สักตัวเก่าในสำนักงานทนายความ ยามตีสองครึ่ง ไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดส่องลงบนซองจดหมายตราครุฑและกระดาษจดหมายที่ไร้หัวกระดาษ กลิ่นอายของกระดาษราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นหมึกซึมราคาแพง เป็นกลิ่นอายเฉพาะตัวที่เธอคุ้นเคย แต่ครั้งนี้มันกลับให้ความรู้สึกเหมือนกำลังถือระเบิดเวลาที่ถอดสลักออกแล้ว
นิ้วเรียวภายใต้ชุดสูทสีเทาเข้มขยับเปิดหน้ากระดาษแผ่นที่สาม ลายมือของรวินท์ไม่ได้เขียนถึงความหวาดกลัวต่อความตายหรือการอุทธรณ์คดี เขากลับเขียนบทกวีสั้น ๆ ที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
*‘ความยุติธรรมคือไม้บรรทัดที่พยายามวัดความเว้าโค้งของดวงดาว... คุณจะไม่มีวันลากเส้นตรงผ่านจักรวาลที่กำลังหมุนวนได้หรอกครับ พิมพ์มาดา’*
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก ๆ ความเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศแล่นริ้วผ่านผิวเนื้อ เธอยกมือขึ้นนวดขมับเบา ๆ เพื่อขับไล่ความอ่อนล้า ตรรกะและเหตุผลที่เธอใช้ยึดเหนี่ยวมาตลอดชีวิตการทำงานกำลังถูกท้าทายด้วยปรัชญาบิดเบี้ยวของฆาตกรอัจฉริยะผู้นี้
"คุณมันบ้า รวินท์" พิมพ์มาดาพึมพำกับความว่างเปล่า น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าดวงตากลับไหววูบด้วยคลื่นอารมณ์ที่ซับซ้อน เธอเกลียดชังความไม่สมเหตุสมผล เกลียดการใช้สัญลักษณ์มาบิดเบือนข้อเท็จจริงทางกฎหมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกตัวอักษรที่เขาส่งข้ามกำแพงคุกมานั้น กำลังรื้อถอนกำแพงตรรกะที่เธอสร้างขึ้นทีละบล็อก
ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน ในห้องเยี่ยมผู้ต้องขังที่มีกระจกหนากั้นกลาง บรรยากาศอึมครึมระหว่างพวกเขาทั้งสองคนยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ
รวินท์ในชุดนักโทษสีน้ำตาลสวมรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก ดวงตาคู่นั้นมองทะลุกระจกใสมายังเธอ ราวกับกำลังมองทะลุผ่านเสื้อผ้าและผิวหนังเข้าไปถึงก้นบึ้งของความรู้สึก
"คุณมาหาผมทำไม ทนายพิมพ์... หรือว่าความเงียบในห้องทำงานของคุณมันน่ากลัวเกินกว่าจะเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า คุณกำลังจะชนะคดีที่แพ้ทางจิตวิญญาณ?" รวินท์เอ่ยผ่านโทรศัพท์intercom เสียงทุ้มต่ำลอดผ่านลำโพงซ่า ๆ แฝงแววเย้ยหยันที่สุภาพจนน่าหมั่นไส้
"ฉันมาเพื่อทำหน้าที่ตามสัญญาจ้าง รวินท์ หลักฐานใหม่ที่ฉันเจอในห้องใต้ดินสำนักงานสถาปัตยกรรมของคุณ มันมากพอที่จะพลิกรูปคดีให้คุณรอดพ้นจากโทษประหารได้ ทำไมคุณถึงดูไม่ยินดียินร้ายเลยล่ะ?" พิมพ์มาดาถามกลับ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดึงดูดสายตาของคู่สนทนาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
รวินท์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าแต่น่าฟัง "รอดพ้น? จากอะไรเหรอครับ... จากการลงทัณฑ์ของกฎหมาย หรือจากการถูกจองจำในกรงขังที่เรียกว่าความผิดบาป? คุณมองเห็นแค่กระดาษแผ่นที่มีลายเซ็น แต่คุณไม่เคยเห็นโครงสร้างที่ผมตั้งใจสร้างมันขึ้นมาเลย... ความตายของเขามันไม่ใช่ฆาตกรรม พิมพ์มาดา มันคือบทกวีบทสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบต่างหาก"
"อย่าใช้คำว่าศิลปะมากลบเกลื่อนความเหี้ยมโหดเลยค่ะ" พิมพ์มาดากล่าวแก้ทันควันโดยสัญชาตญาณ "ฆ่าก็คือฆ่า กฎหมายไม่ได้ตัดสินคุณด้วยบทกวี แต่มันตัดสินด้วยพยานหลักฐานและเจตนา"
"งั้นเหรอครับ..." รวินท์โน้มตัวเข้าไปใกล้กระจก ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในนัยน์ตาของเธอ "ถ้าอย่างนั้น... ทำไมจดหมายทุกฉบับที่ผมส่งให้คุณ คุณถึงต้องอ่านมันซ้ำมากกว่าสามรอบก่อนนอนล่ะครับ?"
คำถามนั้นทำให้พิมพ์มาดาชะงักไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกึก ความจริงที่ถูกจี้จุดทำให้เธอเลือกที่จะจบการสนทนาในวันนั้นด้วยการวางหูโทรศัพท์แล้วเดินหนีออกมาทันที
ปัจจุบัน ในยามวิกาลที่เงียบสงบ พิมพ์มาดากลับมาเปิดจดหมายฉบับเดิมอ่านซ้ำเป็นรอบที่สี่ ดวงตาของเธอไล่สายตาไปตามลายมือบรรจง จนกระทั่งสะดุดเข้ากับประโยคสุดท้ายที่เขียนไว้ด้วยหมึกที่จางกว่าปกติเล็กน้อย ราวกับผู้เขียนลังเลที่จะจรดปลายปากกา
*‘หากคุณคิดว่าตัวอักษรเหล่านี้คือเครื่องพันธนาการ ลองพลิกแผ่นกระดาษกลับด้านดูสิครับ... บางที ความจริงที่คุณตามหา อาจไม่ได้ซ่อนอยู่ข้างหน้า แต่ซ่อนอยู่ในรอยต่อของความเงียบงันที่เราต่างพยายามหลบ ี’*
คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย พิมพ์มาดารีบพลิกแผ่นกระดาษหนาขึ้นมาทันที ที่ด้านหลังของกระดาษ ไม่ได้มีข้อความยาวเหยียดอย่างที่ผ่านมา แต่มีตัวเลขชุดหนึ่งถูกเขียนด้วยดินสอจาง ๆ พร้อมกับแผนผังย่อส่วนของอาคารเก่าแก่แห่งหนึ่ง—ตึกร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญ
หัวใจของเธอกระตุกวูบ ทันใดนั้น เสียงกริ่งโทรศัพท์บ้านบนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้นแหลมสูง ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามตีสามครึ่ง เสียงนั้นกรีดแทงโสตประสาทจนพิมพ์มาดาต้องสะดุ้งสุดตัว
เธอนิ่งงิ่งมองเครื่องโทรศัพท์ที่ส่งเสียงแผดก้องอยู่บนโต๊ะ ราวกับมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่กำลังรอคอยการตัดสินใจครั้งสำคัญ พิมพ์มาดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอื้อมมือไปหยอดหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหู
"ฮัลโหล..." เธอเอ่ยเสียงเรียบ แต่ปลายสายกลับมีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบา และเสียงเพลงบรรเลงเปียโนเศร้าสร้อยที่เธอคุ้นเคยดี—มันคือเพลงเดียวกับที่บรรเลงอยู่ในห้องทำงานของรวินท์ในวันที่ตำรวจบุกเข้าจับกุม
"คุณได้รับจดหมายแล้วสินะครับ..." เสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วเบาผ่านคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ "น่าเสียดายจัง... ที่ตอนนี้ มีคนอื่นกำลังเดินสำรวจห้องใต้ดินอาคารหลังนั้นก่อนที่คุณจะไปถึงเสียแล้ว"
พิมพ์มาดาเบิกตากว้าง ความหนาแน่นของอากาศรอบตัวราวกับถูกสูบออกจนหมดสิ้น เธอลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนมันล้มคว่ำลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเปียกปอนด้วยกันนะครับ
วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 33
จดหมายถึงคนแปลกหน้า
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาระสุดท้ายของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!