ดาราสวรรค์ดับแสง สยบพยัคฆ์เงาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 1

จิตวิญญาณในร่างสวะ

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
“เศษสวะอย่างเจ้า คิดจะปีนป่ายขึ้นไปเทียบรัศมีศิษย์สายในงั้นรึ? ความริษยาบังตาจนไม่ดูสภาพตัวเองหรืออย่างไร!” เสียงตะคอกแหบพร่าปนความเหยียดหยามดังสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาท ความเจ็บปวดที่ประหนึ่งถูกค้อนเหล็กนับพันกระหน่ำทุบลงบนร่างผุกร่อนแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย กลิ่นคาวเลือดคลุ้งกระจายปนกับกลิ่นดินโคลนที่ถูกเหยียบย่ำ ฉินเหยียนสัมผัสได้ถึงความหนืดเหนียวของของเหลวอุ่นจัดที่ไหลอาบใบหน้า บดบังทัศนวิสัยจนเหลือเพียงความมืดมิดและแสงสลัวจากคบเพลิงที่วูบไหว เขาคือมหาเทพผู้สยบฟ้าดิน ผู้มีอายุขัยยืนยาวกว่าดาราจักร แต่บัดนี้... จิตวิญญาณอันเกรียงไกรกลับต้องกักขังอยู่ในร่างเนื้อที่ไร้ซึ่งลมปราณ เป็นเพียงศิษย์ก้นครัวต่ำต้อยที่ถูกรุมทุบตีราวกับสัตว์เดรัจฉาน "หยุดมือเถอะพี่ชาย... ข้า... ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำลายโอสถนั่น" เสียงของร่างนี้สั่นเครือ แผ่วเบาจนแทบขาดใจ *โครม!* รองเท้าบูทหนังหนาตอกเข้าที่สีข้างอย่างจัง ร่างที่สะบักสะบอมกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงหินเย็นเฉียบ เลือดคำโตพุ่งออกจากปาก ฉินเหยียนขมวดคิ้วแน่น ความทรงจำที่สับสนปนเปไหลบ่าเข้ามาดั่งสายน้ำเชี่ยวกราก ‘ฉินเหยียน’ ศิษย์ก้นครัวผู้โง่เขลาที่เพิ่งถูกใส่ร้ายว่าขโมยโอสถวิญญาณระดับต่ำ ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสามคนยืนค้ำหัวเขาอยู่ แววตาพวกมันเปี่ยมด้วยความสะใจ ราวกับกำลังพิพากษาเหยื่อที่ไร้ทางสู้ “สารภาพมาเสียดีๆ ว่าเจ้าแอบเอาไปซ่อนไว้ที่ใด หากไม่อยากกลายเป็นศพเฝ้าโรงครัว!” ชายที่ดูจะเป็นหัวหน้าเอ่ยพลางยกเท้าขึ้นหมายจะเหยียบซ้ำลงบนอกของเขา ในวินาทีที่ฝ่าเท้าหยาบกร้านพุ่งลงมา จิตวิญญาณมหาเทพที่เคยดับสูญกลับตื่นตัวขึ้นอย่างรุนแรง ดวงตาที่เคยไร้แววฉายประกายสีครามดุจดั่งห้วงสมุทรลึกซึ้ง พลังปราณที่ไร้ลักษณ์และเย็นเยือกดุจน้ำแข็งหมื่นปีเริ่มหมุนวนอยู่ภายในจุดตันเถียนที่ดูเหมือนจะแตกสลาย ฉินเหยียนยื่นมือที่สั่นเทาขึ้นคว้าข้อเท้าของมันไว้ด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ! “เจ้า...” ชายร่างกำยำชะงักงัน สีหน้าแปรเปลี่ยนจากความดูแคลนเป็นความงุนงง “แรงมดปลวกเช่นเจ้า... เอาแรงมาจากไหน?” ฉินเหยียนค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น แม้ร่างนี้จะเต็มไปด้วยรอยแผล แต่ท่วงท่าและแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างผอมโซกลับน่าเกรงขามดั่งมังกรที่ตื่นจากการจำศีล สายตาของเขากวาดมองคนทั้งสามด้วยความนิ่งเฉยอันน่าขนลุก มันเป็นสายตาที่มองทุกสรรพสิ่งเป็นเพียงฝุ่นผงใต้เท้า “พวกเจ้ามีเวลาอีกเพียงสามลมหายใจ” เสียงของเขาแหบแห้ง ทว่ากังวานด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธ “วางมือลง และกราบขอขมาเสีย แล้วข้าจะเมตตาให้พวกเจ้าได้มีลมหายใจกลับไป” “ฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าหูฝาดไปหรือเปล่า? สวะเช่นเจ้าเนี่ยนะจะไว้ชีวิตพวกข้า?” ทั้งสามระเบิดหัวเราะร่า แต่ทว่าในใจกลับรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ฉินเหยียนไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เขาไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาใดๆ เพียงแค่ใช้นิ้วดัชนีสะบัดเบาๆ ในอากาศ พลังปราณที่รวบรวมได้เพียงหยิบมือพุ่งทะลวงอากาศจนเกิดเสียงแหลมกรีดหู มันปะทะเข้าที่จุดชีพจรของชายทั้งสามโดยตรง! คนทั้งสามทรุดฮวบลงกับพื้น ร่างกายแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว ราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ความเจ็บปวดดุจเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นชีพจรของพวกมันจนส่งเสียงร้องโหยหวนไม่เป็นภาษา “นี่... นี่มันวิชาอะไรกัน!” ชายหัวหน้าแผดเสียงด้วยความหวาดสุดขีด “เจ้าไม่ใช่ไอ้ขี้ข้าฉินเหยียน! เจ้าเป็นใครกันแน่!” ฉินเหยียนก้าวเดินผ่านพวกมันไปอย่างเชื่องช้า ในใจเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่คุ้นเคย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ที่ลอยมากับสายลมในยามค่ำคืน มันเป็นกลิ่นที่เตือนให้เขาระลึกถึงความหลังอันแสนไกล ทว่า ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขาอย่างแผ่วเบา ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะ เส้นผมยาวสลวยปลิวไสวอยู่กลางอากาศ นางคือ ‘ไป๋หลินหลาน’ เซียนสาวผู้คุมหอตำรา ดวงตาคู่สวยที่เรียบเฉยดุจผืนน้ำนิ่งจ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย “เจ้าตื่นขึ้นมาแล้วสินะ... ฉินเหยียน” นางเอ่ยเพียงเบาๆ ทว่าน้ำเสียงนั้นสั่นไหวอย่างยากจะระงับ “ทว่าเจ้าควรรู้ไว้ สิ่งที่เจ้าเพิ่งกระทำไปนั้น มิใช่การเริ่มชีวิตใหม่ แต่เป็นการปลุกมัจจุราชให้ก้าวเข้ามาหาตัวเจ้าต่างหาก” นางยื่นมือเรียวงามออกมา แสงสีทองจางๆ ห่อหุ้มฝ่ามือของนางไว้ ก่อนจะยื่นจดหมายลับที่ประทับตราสีเลือดส่งให้เขา “คนจากสำนักทัณฑ์สวรรค์กำลังเดินทางมาที่นี่ พวกเขารู้แล้วว่าจิตวิญญาณของ ‘ท่าน’ ได้กลับมาอยู่ในร่างนี้... เจ้าไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว” ฉินเหยียนรับจดหมายนั้นมา หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยจังหวะที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง เซียนสาวผู้ยอมทรยศต่อกฎสวรรค์เพื่อเฝ้ารอการกลับมาของเขา “หากข้าต้องกลับไปเป็นมหาเทพอีกครั้ง... เจ้าจะยังเคียงข้างข้าอยู่หรือไม่?” ฉินเหยียนถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ลุ่มลึก ไป๋หลินหลานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาเพียงแผ่วเบา ยิ้มที่ทำให้ดวงดาราบนฟ้าดูหมองหม่นลงทันใด “ข้าทำผิดต่อลิขิตฟ้ามามากพอแล้ว ต่อให้ต้องล่มสลายไปพร้อมกับท่าน ข้าก็ไร้ซึ่งความเสียดาย” *ตูม!* เสียงระเบิดดังสนั่นจากประตูใหญ่ของโรงครัว ร่างของศิษย์สำนักทัณฑ์สวรรค์หลายสิบคนพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ พลังปราณอันดุดันกดทับลงมาจนพื้นหินแตกร้าว ฉินเหยียนหันกลับไปเผชิญหน้ากับศัตรู แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจกระบี่เทพที่เพิ่งถอดฝัก เขาหยิบไม้พายเก่าๆ ที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา กระแสลมปราณมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่ไม้พายไม้ธรรมดาจนมันเปลี่ยนสภาพเป็นกระบี่ไร้ลักษณ์ที่แผ่ไอสังหารรุนแรงออกมา “ในเมื่อสวรรค์ต้องการจะเล่นงานข้า...” ฉินเหยียนกล่าวพลางเหยียดยิ้ม “ข้าก็จะฝืนกฎมันให้ดู!” ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "มังกรครามท่องภพ" ในมหากาพย์ครั้งนี้ครับ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับแสง สยบพยัคฆ์เงาไร้ลักษณ์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%