กลิ่นฉุนกึกของคราบน้ำมันเครื่องผสมผสานกับกลิ่นดินแห้งผาก รุกรานเข้าสู่โพรงจมูกของรินรดาจนเธอต้องสำลักออกมาเสียงดัง
*แคก... แคก!*
ความเจ็บแปลบแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง ราวกับมีใครเอาท่อนไม้ขนาดใหญ่ฟาดซ้ำ ๆ บริเวณซี่โครง สติที่เคยดับวูบไปจากการถูกศาลเตี้ยของตระกูลใหญ่พิพากษากลับคืนมาทีละน้อย พร้อมกับภาพความทรงจำอันน่าสมเพชของ "รินรดา" คนเดิม—คุณหนูตกอับผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นนางร้ายใจอสรพิษ หญิงสาวผู้ใช้เล่ห์เหลี่ยมแย่งชิงทุกอย่างมา จนกระทั่งตระกูลสามีทนไม่ไหว ถีบหัวส่งเธอมายัง "ตำบลหุบเขาไร้เงา" ดินแดนรกร้างที่แม้แต่สุนัขยังเมินหน้าหนี
"ฟื้นเร็วกว่าที่คิดนี่ นึกว่าจะตายคาเกวียนส่งตัวเสียแล้ว"
เสียงทุ้มห้วนต่ำกังวานขึ้นเหนือศีรษะ รินรดากัดฟันฝืนเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นมอง ภาพแรกที่ปรากฏคือร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดช่างสีมอซอ กางเกงยีนส์เซอร์ ๆ เกลอะกรังไปด้วยคราบฝุ่นดินและรอยเชื่อมเหล็ก เขากำลังใช้ประแจเลื่อนขันน็อตโครงสร้างเหล็กกล้าผุกร่อนของรถไถนาโบราณอย่างไม่ไยดี ใบหน้าคมเข้มนั้นฉาบไว้ด้วยความเหนื่อยล้าและแววตารังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
นั่นคือ "ศิลา"... สามีตามกฎหมายที่เธอไม่เคยชายตาแลในอดีต วิศวกรหนุ่มผู้ถูกเนรเทศมาคุมงานพัฒนาชนบทอันทุรกันดาร เพียงเพราะปฏิเสธที่จะก้มหัวให้ผู้มีอิทธิพล
รินรดายันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ความทรงจำในร่างเดิมบอกเธอว่า นี่คือจุดต่ำสุดของชีวิต บ้านที่ซุกหัวนอนมีเพียงกระท่อมไม้ไผ่ผุพังใกล้พัง ด้านหลังเป็นแปลงเกษตรกร้านแดดที่แห้งแล้งจนดินปริแตกเป็นรอยตีนกา ไม่มีแม้แต่น้ำสะอาดจะดื่มกิน อาหารประทังชีวิตมีเพียงมันสำปะหลังขึ้นราและเกลือป่นหนึ่งหยิบมือ
"มองหน้าฉันแบบนั้น มีปัญหาอะไรอีก หรืออยากจะเขียนจดหมายอุทธรณ์กลับไปร้องไห้ฟูมฟายที่เมืองหลวงอีกรอบ?" ศิลาโยนประแจลงบนพื้นเสียงดังสนั่น เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำแผ่ซ่านไอความดุดันราวกับพยัคฆ์หนุ่ม "บอกไว้ก่อนนะ ที่นี่ไม่มีคนรับใช้คอยปรนนิบัติ ไม่มีเสื้อผ้าแพรพรรณราคาแพง ถ้าเธอคิดจะอยู่ที่นี่ ก็ต้องกินอยู่อย่างคนจน และถ้าไม่อยากอดตายพรุ่งนี้เช้า ก็จงไสหัวไปขุดดินถางหญ้าที่แปลงหลังบ้านซะ"
คำพูดเชือดเฉือนนั้นคมกริบเสียยิ่งกว่าใบมีด รินรดาสูดหายใจเข้าลึก ๆ เธอไม่ใช่รินรดาคนเดิมที่เอาแต่กรีดร้องโวยวายและทุบตีข้าวของอีกต่อไปแล้ว วิญญาณที่อยู่ในร่างนี้คือนักสู้ผู้ผ่านสมรภูมิชีวิตอันโหดร้ายมาโชกโชนในชาติก่อน ในฐานะนักวิชาการเกษตรผู้เชี่ยวชาญการฟื้นฟูดินเค็ม เธอรู้ดีว่าความแห้งแล้งตรงหน้าไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือผืนผ้าใบชั้นดีที่จะเนรมิตอาณาจักรแห่งความมั่งคั่งขึ้นมาต่างหาก!
รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ น้ำเสียงแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทำให้ศิลาชะงักไปเล็กน้อย
"มองอะไร?" ศิลาขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจแววตาคู่คมที่เปลี่ยนจากความหวาดกลัวกลายเป็นประกายระยิบระยับราวกับเจอขุมทรัพย์ของหญิงสาวตรงหน้า
"ฉันไม่ได้จะเขียนจดหมายอุทธรณ์ไปร้องขอความเมตตาจากใครทั้งนั้นค่ะ..." รินรดาค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้เนื้อตัวจะมอมแมม แต่แผ่นหลังกลับตั้งตรงสง่างามอย่างไร้ที่ติ รอยยิ้มมุมปากของเธอทำเอาวิศวกรหนุ่มถึงกับขัดตา "แต่ที่ฉันกำลังคิดอยู่คือ คุณต่างหากล่ะคะศิลา... ที่กำลังจะทิ้งโอกาสทองในการเปลี่ยนหุบเขานรกนี่ให้กลายเป็นดินแดนเศรษฐี เพียงเพราะมัวแต่ก้มหน้าซ่อมเศษเหล็กเก่า ๆ ที่ไม่มีวันวิ่งได้อีกแล้ว"
ศิลาหรี่ตามองภรรยาของตนด้วยความประหลาดใจระคนฉุนเฉียว ผู้หญิงคนนี้มักจะมีลูกไม้แพรวพราวเสมอ แต่วันนี้... แววตาของเธอนั้นไม่มีร่องรอยของความเสแสร้งหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความมั่นใจที่เปี่ยมล้นจนน่าหมั่นไส้
"เธอว่ายังไงนะ?" ศิลาสาวเท้าเข้ามาประชิดตัว กลิ่นอายบุรุษเพศและคราบเหงื่อไคลโชยเข้าจมูก แต่รินรดาไม่มีทีท่าถอยหนีแม้แต่น้อย เธอกลับเงยหน้าสบตาเขาตรง ๆ อย่างไม่เกรงกลัว
"ฉันบอกว่า เศษเหล็กพวกนี้ ถ้าเอามาดัดแปลงเป็นโครงสร้างโรงเรือนเพาะชำอัจฉริยะ ร่วมกับการปรับปรุงดินด้วยวิธีที่ถูกต้อง เราจะสามารถปลูกพืชเศรษฐกิจที่โตเร็วและทำกำไรได้ภายในสามสิบวัน" รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉะฉาน ชัดเจนทุกถ้อยคำ "และถ้าคุณยังไม่อยากเชื่อ... พรุ่งนี้เช้า เรามาเดิมพันกันค่ะ ว่าฉันจะทำให้ผืนดินแห้งแล้งตรงนี้ งอกงามจนพวกตระกูลใหญ่ที่ถีบส่งเรามา ต้องวิ่งกลับมากราบขอซื้อผลผลิตของเราด้วยซ้ำ!"
บรรยากาศรอบตัวเงียบกริบลงทันที มีเพียงเสียงลมพัดผ่านซากกระท่อมเก่า ๆ ศิลานิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ เขาจ้องมองใบหน้าเรียวที่เปื้อนฝุ่นดินแต่กลับเปล่งประกายความเย่อหยิ่งทระนงตนออกมาอย่างชัดเจน หัวใจแกร่งที่ด้านชาต่อความสิ้นหวังมานานนับปี กลับกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ทว่า... ก่อนที่ศิลาจะได้เอ่ยปากตอบโต้สิ่งใด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าทางเข้ากระท่อม พร้อมกับเสียงตะโกนหยาบคายที่ทำให้ทั้งคู่ต้องหันไปมอง
"เฮ้ย! ไอ้ศิลา อีคุณหนูตกอับ! ถึงเวลาส่งส่วยค่าคุ้มครองที่ดินแล้วโว้ย! ถ้าไม่มีเงินสด ก็ส่งตัวเมียแกมาขัดดอกแทนซะดีๆ!"
เงาดำของชายฉกรรจ์สามคนในชุดนักเลงท้องถิ่นปรากฏขึ้นที่กรอบประตู พร้อมกับมีดปลายแหลมในมือที่สะท้อนแสงไฟฉายวับวาว รินรดากวาดตามองพวกมันด้วยแววตาเย็นเยียบ ขณะที่ศิลากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เตรียมพุ่งเข้าใส่
แต่รินรดากลับยกมือขึ้นขวางแขนสามีไว้เบา ๆ พร้อมกับกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลัง
"รอก่อนค่ะ... ให้ฉันต้อนรับแขกกลุ่มแรกของพวกเราด้วยตัวเอง"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากบทแรกไปพร้อมกับความเด็ดเดี่ยวและกลยุทธ์สุดเร้าใจนี้นะคะ
นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้คลั่งไคล้การดัดเหล็ก•ตอนที่ 1
ฟื้นจากความตายในที่ดินร้าง
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายเกษตรกับวิศวกรผู้คลั่งไคล้การดัดเหล็ก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
