เสียงกริ่งสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานที่กะพริบถี่เป็นจังหวะ 1.2 วินาทีต่อครั้ง ไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ภาคินเท่ากับเสียง "คลิก" แผ่วเบาของเบรกเกอร์ตัวแม่ที่ตัดกระแสไฟทั้งชั้นลงในทันที ความมืดมิดระดับสมบูรณ์แบบเข้าโอบล้อมพื้นที่สำนักงานชั้น 14 ทันทีราวกับสัตว์ประหลาดไร้ร่างที่อ้าปากกลืนกินแสงสว่าง
"ระบบจำายไฟฉุกเฉินระดับสามทำงานแล้วครับอาจารย์ ลูปวงจรฝั่งทิศตะวันออกถูกตัดขาดด้วยแรงดันไฟฟ้าเกินขนาด... ไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบแน่ มีบางอย่างจงใจลัดวงจรสาย Main Feeder เพื่อบังคับให้เราเปิดใช้งานระบบสำรอง"
เสียงของภาคินลอดผ่านความมืดด้วยความนิ่งสงบกว่าที่เจ้าตัวคาดคิด มือซ้ายของเขายกขึ้นจับประแจปากตายขนาด 12 นิ้วแน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาว ในขณะที่มือขวาถือคบเพลิงสารเคมีเรืองแสงที่เพิ่งหักกระเปาะใช้งาน แสงสีฟ้าอมเขียวสลัวๆ เผยให้เห็นโครงสร้างคานเหล็ก H-Beam และท่อร้อยสายไฟที่พาดผ่านเพดานฉาบปูนเปลือยอย่างเป็นระเบียบ
อาจารย์ลลินก้าวเท้าเข้ามาใกล้ในความมืด กลิ่นอายจางๆ ของกระดาษเก่าและน้ำหมึกโบราณลอยปะปนกับกลิ่นฉุนของฉนวนไฟฟ้าไหม้ เธอย่อตัวลงต่ำ ใช้ปลายนิ้วสัมผัสพื้นปูนขัดมันเพื่อตรวจสอบแรงสั่นสะเทือนระดับไมโคร
"คุณวิเคราะห์ไม่ผิดหรอกครับคุณภาคิน... นี่ไม่ใช่ปัญหาทางวิศวกรรมโครงสร้างธรรมดา แต่เป็น 'พิธีกรรม' ในรูปแบบของวงจรไฟฟ้า ระบบตึกนี้ถูกออกแบบโดยสถาปนิกยุค 90 ที่นำศาสตร์ฮวงจุ้ยผสานเข้ากับผังกริดไฟฟ้าแรงสูง ทุกจุดตัดของสายไฟคือจุดผนึกพลังงานอาฆาต เมื่อคุณซ่อมแซมสายไฟหลัก คุณไม่ได้กำลังเชื่อมต่อทองแดงเข้าด้วยกันเฉยๆ แต่คุณกำลังประกอบร่าง 'ยันต์' ที่ถูกตัดขาดออกจากกัน"
อาจารย์ลลินเงยหน้าขึ้น ดวงตาภายใต้กรอบแว่นสะท้อนแสงสีแดงวาววับจากไฟฉุกเฉิน
"และถ้าเราไม่ต่อสายไฟเส้นหลักภายในเจ็ดนาทีนี้ โครงสร้างอาคารชั้นนี้จะสูญเสียการทรงตัวทางพลังงาน และประตูกลั้นเขตอาคมจะเปิดออกโดยสมบูรณ์"
ภาคินสูดหายใจเข้าลึกๆ สมองส่วนหน้าทำงานอย่างรวดเร็วราวกับประมวลผลแปลนพิมพ์เขียวสามมิติในหัว เขาไม่ใช่นักไสยศาสตร์ เขาเป็นสถาปนิกโครงสร้างผู้เชื่อมั่นในน้ำหนัก แรงดึง และความต้านทาน แต่วันนี้ กฎฟิสิกส์เหล่านี้กำลังถูกบิดเบือนด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ความตาย"
"เข้าใจแล้วครับ... ถ้าจุดเชื่อมต่อสายไฟคือจุดหมุนของคาน งั้นผมต้องใช้หลักการกระจายน้ำหนักในการเชื่อมสายไฟ เพื่อไม่ให้กระแสไฟย้อนกลับมาทำลายแผงวงจรในร่างของผมเอง"
ชายหนุ่มก้าวขึ้นไปบนบันไดอลูมิเนียมสามขั้นที่ตั้งอยู่ใต้เพดาน ท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่าง ควันสีดำจางๆ ลอยวนเวียนอยู่เหนือศีรษะราวกับกลุ่มเมฆฝนขนาดย่อม สายไฟแรงสูงขนาดนิ้วโป้งสองเส้นห้อยโตงเตงอยู่เบื้องหน้า เปลือกฉนวนถูกกรีดออกด้วยของมีคม เผยให้เห็นเส้นลวดทองแดงด้านในที่ยังคงมีประกายไฟสีฟ้าแลบแปล๊บปลาบทุกครั้งที่กระแสไฟตกค้างพยายามวิ่งผ่าน
*เปรี๊ยะ!*
ประกายไฟสาดกระเซ็นใส่แก้มของภาคินจนเกิดรอยไหม้สีแดงจางๆ ความเจ็บปวดแลープแปลบเตือนสติว่านี่ไม่ใช่ความฝัน
"สายสีแดงคือขั้วบวกที่เชื่อมโยงกับแรงอาฆาตจากทิศเหนือ ส่วนสายสีดำคือขั้วลบที่ดึงดูดความเย็นจากชั้นใต้ดิน... หากต่อสลับขั้ว ตึกจะระเบิดจากภายในด้วยแรงดันไอน้ำและพลังงานลบ" เสียงเตือนของอาจารย์ลลินดังขึ้นจากเบื้องล่าง น้ำเสียงของเธอยังคงเยือกเย็น แต่มือเรียวบางทั้งสองข้างกำลังประสานกันแน่นจนนิ้วมือซีดเผือด
ภาคินยกคีมปากจระเข้ขึ้น ความชื้นในอากาศทำให้เหงื่อไหลซึมลงมาตามไรผมจนเข้าตา แต่เขาไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา สายตาคมกริบกวาดมองไปที่รหัสสีของสายไฟที่เหลืออยู่เพียงสามเส้นสุดท้าย
*น้ำเงิน, แดง, ดำ...*
ตามตำราวิศวกรรมไฟฟ้าทั่วไป สายต้อมนิรภัยควรเป็นสีเขียวแถเหลือง แต่ในผังโครงสร้างตึกสยองขวัญแห่งนี้ สายดินถูกแทนที่ด้วยสายสีดำสนิทที่ไม่มีวันสะท้อนแสงไฟ
นิ้วมือของภาคินสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะแรงกดดันทางอากาศภายในห้องที่ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน อุณหติลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว เขารู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมาจากความมืดหลังเสาคอนกรีต ห่างออกไปเพียงสามเมตร ร่างเงาสูงโปร่งที่ไม่มีใบหน้ากำลังขยับเข้ามาใกล้ทุกที พร้อมกับเสียงกรรไกรโลหะที่กระทบกันดัง *แกร็ก... แกร็ก...*
"อีกสองนาทีครับคุณภาคิน แรงดันในระบบกำลังตีกลับ!" อาจารย์ลลินส่งเสียงเตือนพร้อมกับยกแผ่นยันต์กระดาษสีเหลืองขึ้นเตรียมพร้อมบริกรรมคาถาเพื่อต้านทานแรงกดดันจากอาณาเขตด้านนอก
ภาคินกัดฟันกรอด ตัดสินใจครั้งสำคัญ เขาใช้มือซ้ายยึดโครงเหล็ก H-Beam ไว้แน่นเพื่อสร้างจุดศูนย์ถ่วง แล้วใช้มือขวาคีบสายไฟสีแดงเข้าหาขั้วต่อทองเหลือง ทันทีที่ปลายสายสัมผัสกัน กระแสไฟแรงสูงก็พุ่งทะยานผ่านร่างของเขาราวกับสายฟ้าฟาด
ภาพเหตุการณ์ในอดีต ภาพของรอยร้าวบนผนังคอนกรีต และเสียงกรีดร้องของผู้คนที่เคยติดอยู่ภายในตึกนี้ไหลทะลักเข้ามาในหัวของภาคินราวกับเขื่อนแตก สมองของเขาแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ จากปริมาณข้อมูลความทรงจำที่ถูกส่งผ่านมาทางกระแสไฟฟ้า
"อึก...!" ภาคินคำรามในลำคอ เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากมุมปากของเขา แต่สายตาของเขายังคงจดจ้องอยู่ที่การขันน็อตตัวสุดท้ายให้แน่นสนิท
*แกร๊ก!*
เสียงขันน็อตดังลั่นกังวานไปทั่วชั้น 14 ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หลอดไฟฉุกเฉินสีแดงทั้งหมดก็ดับลง พร้อมกับแสงไฟสีขาวนวลจากระบบสำรองหลักที่สว่างวาบขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งชั้น ไล่ความมืดมิดและเงาลึกลับให้ล่าถอยกลับไปซ่อนตัวตามซอกมุม
ภาคินหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ร่างกายทรุดตัวลงพิงกับบันไดอลูมิเนียม เหงื่อชุ่มโชกทั่วแผ่นหลัง อาจารย์ลลินรีบสาวเท้าเข้ามาประคองแขนของเขาไว้ ดวงตาคู่สวยฉายแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
"คุณทำได้ยอดเยี่ยมมากครับคุณภาคิน... โครงสร้างความสมดุลถูกกู้คืนแล้ว"
ทว่า ก่อนที่ความโล่งใจจะทันได้แผ่ซ่านไปทั่วบรรยากาศ หน้าจอแท็บเล็ตควบคุมระบบอาคารที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานใกล้ๆ ก็ส่งเสียงเตือนแหลมสูงขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง หน้าจอสีฟ้าใสเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานทันที พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนรูปแบบใหม่ที่ปรากฏขึ้นกลางจอภาพโดยไม่มีใครป้อนคำสั่ง
**[เตือนภัยระดับ SSS: ตรวจพบการปลุก "แกนกลางโครงสร้างชั้นใต้ดิน B13" — โครงร่างตึกกำลังเปลี่ยนสถานะเป็นสิ่งมีชีวิต]**
เบื้องล่างพื้นปูนที่พวกเขาเพิ่งซ่อมแซมเสร็จ เสียงคำรามต่ำทุ้มราวกับเสียงเต้นของหัวใจขนาดยักษ์ก็ดังสะเทือนขึ้นมาพร้อมกับรอยร้าวรูปใยแมงมุมที่กำลังแตกขยายตัวอย่างรวดเร็วพุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจโครงสร้างความสยองขวัญนี้มา ณ ที่นี้นะครับ!
สถาปนิกโครงสร้างตึกสยองกับอาจารย์สาวผู้รอบรู้•ตอนที่ 15
ไฟกะพริบเตือนภัย
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกโครงสร้างตึกสยองกับอาจารย์สาวผู้รอบรู้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!