เพชรเม็ดโตบนแหวนทองคำขาวราคาแปดหลักสะท้อนกับแสงไฟคริสตัลระยิบระยับในห้องจัดเลี้ยงเพนต์เฮาส์หรูใจกลางกรุงเทพมหานคร เสียงเพลงแจ๊สคลอเบาเคล้าเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังลอดมาจากมุมหนึ่งของงาน เป็นดั่งคมมีดกรีดลึกลงบนหัวใจที่ด้านชาของกรณ์วิชญ์
"ก็บอกแล้วไงคะว่าเธอไม่คู่ควรกับคุณพัชรพลตั้งแต่แรก!"
เสียงแหลมสูงของนภัสสรกรีดแทงโสตประสาท เธอยืนแนบชิดติดกับพัชรพล ทายาทมหาเศรษฐีพันล้านผู้สวมสูทสั่งตัดพิเศษจากอิตาลี มือเรียวบางที่เคยสวมกอดกรณ์ในคืนวันที่เขาไม่มีแม้แต่ค่าข้าว กลับกำลังคลอเคลียอยู่บนแขนของชายอื่นอย่างไม่นึกละอาย สายตาที่เธอมองกรณ์ในยามนี้เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับเขามันเป็นเพียงเศษฝุ่นใต้รองเท้า
กรณ์ไม่หลบสายตา ร่างสูงโปร่งในชุดสูทเชยๆ ที่ตัดเย็บอย่างประหยัดงบยืนนิ่งสนิท เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมา แต่สิ่งที่เด่นชัดกว่าคือความเย็นชาที่ก่อตัวขึ้นในดวงตาคู่คม
"นภัสสร... เราคบกันมาสามปี คุณลืมไปแล้วหรือคะว่าตอนที่คุณล้มละลาย ใครกันที่อยู่ข้างคุณ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความนิ่งสงบ แต่มันกลับทรงพลังพอที่จะทำให้เสียงรอบข้างเงียบลงชั่วขณะ
นภัสสรสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น เธอเชิดหน้าขึ้นด้วยความเย่อหยิ่ง ท่าทางของเธองดงามแต่กลับน่าสมเพชในสายตาของคนมอง
"อยู่ข้างฉัน? หึ! อยู่ในห้องเช่ารูหนู กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประทังชีวิตน่ะเหรอคะกรณ์? คุณมันก็แค่ไอ้ขอทานไร้อนาคตคนหนึ่ง! ตลอดเวลาที่ฉันคบกับคุณ ก็แค่รอวันเขี่ยทิ้งให้พ้นทางเท่านั้นแหละค่ะ และตอนนี้... คุณพัชรพลมอบชีวิตที่สุขสบายและอนาคตที่มั่นคงให้ฉันได้ มากกว่าที่คุณจะหาให้ฉันได้ชั่วชีวิตนี้ด้วยซ้ำ!"
พัชรพลยกย่องมุมปากอย่างเหนือกว่า เขาใช้ปลายนิ้วเชยคางนภัสสรขึ้นราวกับเธอกล่าวคำพูดที่ถูกต้องที่สุด สายตาที่มองกรณ์เต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม
"ได้ยินชัดเจนแล้วสินะ ไอ้จนตรอก" พัชรพลแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "ผู้หญิงเขาก็เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองทั้งนั้นแหละวะ แกมันก็แค่ไอ้กระจอกที่ไม่มีปัญญาแม้แต่จะซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมให้แฟนตัวเองด้วยซ้ำ ไสหัวออกไปซะ! อย่ามาทำลายบรรยากาศงานเลี้ยงของฉัน ไม่อย่างนั้นฉันจะให้ระบบรักษาความปลอดภัยโยนแกออกไปเหมือนสุนัขข้างถนน"
เสียงหัวเราะคิกคักจากบรรดาไฮโซและเซเลบที่รายล้อมดังขึ้นระงม พวกเขาต่างมองกรณ์ด้วยสายตาสมเพชเวทนา บางคนถึงกับยกแก้วไวน์ขึ้นจิบราวกับกำลังชมละครสัตว์ฉากหนึ่ง
ในวินาทีนั้นเอง ภาพของหญิงสาวอีกคนก็แวบเข้ามาในหัวของกรณ์... มินตรา ทายาทตระกูลใหญ่ที่ถูกขับไล่ออกจากกองมรดกเพียงเพราะยืนหยัดเลือกแต่งงานกับเขา หญิงสาวผู้ยอมทิ้งคฤหาสน์หลังโตมาซักผ้าและทำอาหารในห้องเช่าแคաբๆ โดยไม่เคยปริปากบ่นสักคำ ต่างจากนภัสสรที่โหยหาความหรูหราจนยอมขายวิญญาณ
กรณ์สูดหายลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของชายหนุ่ม เป็นรอยยิ้มที่ทำให้นภัสสรถึงกับขนลุกซู่โดยไร้สาเหตุ
"จำคำพูดในวันนี้เอาไว้ให้ดีนะคะ นภัสสร... และคุณพัชรพล" กรณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว แต่มันกลับเยือกเย็นเสียจนคนฟังรู้สึกหนสันหลังวาบ "เพราะอีกไม่นาน... พวกคุณจะต้องคุกเข่าคลานมาขอร้องให้ผมเมตตา"
"ฮ่าๆๆๆ! ไอ้นี่มันเพ้อเจ้อใหญ่แล้ว! ฝันกลางวันอยู่หรือไงวะ!" พัชรพลระเบิดเสียงหัวเราะลั่นห้องด้วยความขบขัน "แกเนี่ยนะจะทำให้ฉันคุกเข่า? แกมันก็แค่คนตกงานที่แม้แต่ค่ารถเมล์ยังต้องคิดแล้วคิดอีก!"
กรณ์ไม่ตอบโต้อีก เขาเพียงแค่หมุนตัวเดินหันหลังให้อย่างไม่แยแส ท่ามกลางเสียงโห่ร้องและเสียงหัวเราะเยาะที่ไล่หลังมาตลอดทางเดิน
ฝนด้านนอกเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วง ราวกับท้องฟ้ากำลังร่ำไห้ให้กับความอยุติธรรมของโลกใบนี้ กรณ์ก้าวเดินฝ่าสายฝนอันหนาวเหน็บโดยไม่คิดจะกางร่ม น้ำฝนเย็นเฉียบไหลอาบใบหน้าคมคาย ชะล้างคราบความอ่อนแอทั้งหมดออกไปจนหมดสิ้น ในอกข้างซ้าย บาดแผลที่ถูกเหยียบย่ำได้แปรเปลี่ยนเป็นเพลิงแค้นที่โหมกระหน่ำ
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกันหนาวเก่าๆ ดังขึ้น ท่ามกลางเสียงฟ้าคำราม กรณ์หยิบมันขึ้นมามอง หน้าจอแสดงข้อความจากระบบปริศนาที่เขาบังเอิญติดตั้งมันเมื่อสามปีก่อน—ระบบที่ถูกล็อกไว้ด้วยเงื่อนไขทางเวลา และในวินาทีนี้... เงื่อนไขนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว
[ตรวจสอบพบ: การดูถูกเหยียดหยามระดับสูงสุดจากบุคคลภายนอกสิ้นสุดลง]
[ระบบมหาเศรษฐีไร้ขีดจำกัด (Unlimited Billionaire System) ปลดล็อกเต็มรูปแบบ]
[ยอดเงินในบัญชีเริ่มต้น: 1,000,000,000 บาท (โอนเข้าบัญชีธนาคารเรียบร้อยแล้ว)]
[ท่านต้องการเริ่มดำเนินการ 'กวาดล้างตระกูลพัชรพล' เลยหรือไม่?]
กรณ์ก้มมองหน้าจอที่เรืองแสงวาบในความมืด มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม ดวงตาคู่นั้นทอประกายคมกริบราวนักล่าที่ซ่อนเขี้ยวเล็บมานาน
ทันใดนั้นเอง แสงไฟสีขาวสว่างจ้าก็สาดส่องลงมาจากเบื้องบน เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวขนาดใหญ่ตีฝ่าสายฝนจนเกิดลมพัดกระโชกแรง เฮลิคอปเตอร์หรูหราสลักตราสัญลักษณ์ตระกูลเก่าแก่ร่อนลงจอดอย่างนุ่มนวลตรงหน้าเขา
ประตูห้องโดยสารเปิดออก บอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทหกคนก้าวลงมาโค้งคำนับให้เขาอย่างนอบน้อม พร้อมกับที่หญิงสาวร่างระหงในชุดเดรสยาวสีดำสนิท—มินตรา ก้าวลงมาจากเครื่องพร้อมกับร่มคันใหญ่ เธอยืนเคียงข้างเขาในคืนที่มืดมิดที่สุดด้วยแววตาที่มั่นคงและภักดีเช่นเคย
"คุณกรณ์คะ..." มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางกางร่มปกป้องเขาจากสายฝน "รถพร้อมแล้วค่ะ... เราจะไปจัดการบริษัทของพวกมันก่อน หรือจะเริ่มที่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ดีคะ?"
กรณ์รับร่มมาจากมือเธอ นัยน์ตาสีเข้มทอดมองไปยังตึกสูงระฟ้าของพัชรพลที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่เปลี่ยนชะตากรรมของคนทั้งเมืองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เริ่มต้นด้วยการกว้านซื้อหุ้นทั้งหมดของตระกูลพัชรพล... แล้วทำให้พวกมันล้มละลายภายในสามชั่วโมงนี้ค่ะ"
ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ "ลูกกวาดสีรุ้ง" สัญญาว่าจะพาไปสะใจให้สุดเหวี่ยงในตอนหน้าค่ะ!
เซียนหุ้นอัจฉริยะกับคุณหนูตกอับ: พลิกเกมธุรกิจล้างบางตระกูลไฮโซ•ตอนที่ 1
ถูกถีบหัวส่งในคืนฝนตก
ผลงานโดย ลูกกวาดสีรุ้ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลูกกวาดสีรุ้ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหุ้นอัจฉริยะกับคุณหนูตกอับ: พลิกเกมธุรกิจล้างบางตระกูลไฮโซ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
