“ริน! ดึงเชือกค้ำบานกระทุ้งไว้เร็วเข้า อย่าปล่อยให้ลมตีสวนเข้ามาได้เด็ดขาด!”
เสียงตะโกนของปู่มิ่งแหวกผ่านเสียงหวีดหวิวของลมกรรโชกแรงที่กำลังกระหน่ำใส่เรือนไม้เก่าด้านหลังหุบเขา ชายชราใช้ไหล่ข้างหนึ่งกระแทกยันบานหน้าต่างไม้สักหนาเตอะที่กำลังสั่นสะท้านราวกับจะหลุดออกจากเบ้าบานพับ ขณะที่มือของผมซึ่งเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและละอองฝน กำลังพยายามเงอะงะดึงเงื่อนเชือกมะนิลาเส้นเขื่องที่รั้งบานกันสาดด้านทิศตะวันตก
*เปรี๊ยะ!*
เสียงไม้ระแนงชายคาหักสะบั้นลงด้านนอก พร้อมกับเศษกระเบื้องดินเผาสองสามแผ่นที่ร่วงกระแทกลานหินเบื้องล่างจนแตกกระจาย ลมภูเขาบ้าคลั่งหอบเอาไอน้ำและกลิ่นดินชื้นฉ่ำสาดซัดเข้ามาทางช่องว่าง ปะทะเข้ากับใบหน้าของผมจนแสบชา แสงตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนอยู่กลางห้องครัวแกว่งไกวอย่างบ้าคลั่ง ทอดเงาวูบวาบของเครื่องครัวทองเหลืองและมีดทำครัวบนผนังให้ดูราวกับมีชีวิต
“มัดเงื่อนตายไปเลยไอ้หนู! ไม่ต้องกลัวแกะยาก เวลานี้รักษาหลังคาไว้ก่อน!” ปู่มิ่งสำทับอีกครั้ง ลมหายใจของแกหอบหนักแต่แววตายังคงนิ่งสนิทดุจเสาหลัก
ผมกัดฟันแน่น สาวเชือกสุดแรงแขนจนเส้นเอ็นปูดโปน รอยสากของเชือกบาดลึกเข้าที่ฝ่ามือจนรู้สึกแสบร้อน แต่ความเจ็บนั้นเทียบไม่ได้เลยกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวระทึกอยู่ในอก ผมผูกเงื่อนสุดท้ายเข้ากับเสาเรือนต้นเอกได้สำเร็จ บานกระทุ้งขยับกึกกักต้านแรงลมอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะยอมสงบนิ่งลงภายใต้แรงยึดโยง
ความเงียบที่แทรกเข้ามาแทนที่มีเพียงเสียงพายุฝนที่ตกกระทบหลังคาอย่างไม่ลืมหูลืมตา และเสียงน้ำหยดลงบนพื้นกระดาน
ผมทรุดตัวลงนั่งพิงเสาไม้อย่างหมดแรง ฝ่ามือทั้งสองข้างสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้าทางกาย... แต่เป็นเพราะเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องที่เพิ่งผ่าลงมายังสันเขาเบื้องบน
*เปรี้ยง!*
แสงวาบสีเงินยวบยาบสว่างโร่สะท้อนเข้าตาชั่วพริบตาเดียว แต่มันกลับกระชากภาพในอดีตให้ผุดซ้อนขึ้นมาในห้วงคำนึงอย่างโหดร้าย ค่ำคืนที่พายุฝนกระหน่ำเช่นนี้ เสียงไซเรนรถพยาบาล เสียงโลหะบิดเบี้ยว และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งปนไปกับกลิ่นน้ำมันเครื่องที่กำลังลุกไหม้... คืนที่ผมขับรถพังพาอาจารย์ไปไม่ถึงโรงพยาบาล คืนที่ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีพรากชีวิตของผู้มีพระคุณไปตลอดกาล
ภาพคมมีดทำครัวของอาจารย์ที่หักสะบั้นในกองเพลิงยังคงตามหลอกหลอน ลมหายใจของผมเริ่มติดขัด คอแห้งผาก หน้าอกถูกบีบรัดราวกับมีก้อนหินมหึมากดทับ
“ริน...”
สัมผัสอบอุ่นและหยาบกร้านของฝ่ามือคู่หนึ่งวางลงบนไหล่ผมอย่างแผ่วเบา เป็นปู่มิ่งนั่นเอง แววตาคมกริบแต่เปี่ยมด้วยความการุญของชายชรามองสบตาผม นิ่งสงบราวกับบ่อน้ำลึกที่ไม่ไหวติงต่อสายลมเบื้องบน
“พายุข้างนอกมันผ่านเข้ามาในบ้านไม่ได้แล้ว... แล้วเอ็งล่ะ จะยอมปล่อยให้พายุในใจพัดหลังคาตัวเองพังอีกรอบหรือยังไง?”
คำพูดสั้นๆ ของแกเหมือนสายน้ำเย็นที่ราดรดลงบนกองไฟที่กำลังคุ ผมกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ก้มมองมือตัวเองที่ยังสั่นระริก ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับคืนมายังปัจจุบัน
“ครัว... เสียหายมากไหมครับปู่” ผมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามเค้นให้เป็นปกติ
“แค่กระเบื้องกันสาดปลิวไปสองสามแผ่น กับสมุนไพรตรงระเบียงล้มนิดหน่อย” ปู่มิ่งลุกขึ้นยืน พลางดึงชายเสื้อที่เปียกชื้นสะบัดไล่น้ำ “แต่ที่แน่ๆ อากาศชื้นขนาดนี้ ถ้าไม่รีบจุดเตาให้มีความอบอุ่น ไม้กระดานพวกนี้คงดูดความชื้นจนบวมหมด ไป... ช่วยปู่ก่อไฟเตาฟืนหน่อย ริน เตามันไม่ยอมจำนนให้ความหนาวเย็นหรอกนะ”
ผมพยักหน้า ลุกขึ้นยืนแม้เข่าจะยังสั่นเล็กน้อย เดินตามแผ่นหลังที่งุ้มค่อมแต่แข็งแกร่งของปู่มิ่งเข้าไปยังมุมครัวด้านใน
ภายในห้องครัว กลิ่นไอดินเปียกชื้นเริ่มแทรกซึมเข้ามาทางรอยต่อของไม้ ปู่มิ่งเขี่ยเถ้าถ่านเก่าในเตาดินเผาใบเขื่องออกอย่างชำนิชำนาญ ก่อนจะวางกิ่งไม้สนแห้งและชานอ้อยลงไปเป็นเชื้อไฟ ผมหยิบหินเหล็กไฟและก้านไม้ขีดส่งให้แก แต่ปู่มิ่งกลับดันมือผมกลับมา
“เอ็งเป็นคนจุดสิ กลิ่นควันไฟจากมือคนทำอาหารน่ะ มันไล่ความอับชื้นได้ดีกว่ามือคนแก่อย่างข้าเยอะ”
ผมรับกล่องไม้ขีดมา สะกิดปลายก้านไม้ขีดลงบนแถบข้างกล่อง เปลวไฟสีส้มสว่างวาบขึ้นในความมืดสลัว ผมประคองมันไปจ่อที่ชานอ้อยแห้งอย่างระมัดระวัง ประกายไฟค่อยๆ ลามเลีย กิ่งไม้สนส่งเสียงแตกเปรี๊ยะเบาๆ ขับกลิ่นน้ำมันสนหอมระเหยสะอาดสะอ้านฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัว ความอบอุ่นสายแรกเริ่มแผ่ซ่านออกมา ขับไล่ความเยียบเย็นที่เกาะกุมผิวกาย
เมื่อเปลวไฟในเตาตั้งลำได้อย่างมั่นคง ปู่มิ่งก็เดินไปเปิดตู้กับข้าวไม้สัก หยิบหม้อดินเผาใบย่อมและวัตถุดิบสองสามอย่างที่แกเตรียมไว้ตั้งแต่วันก่อนออกมา
“คืนแบบนี้ ร่างกายมันเรียกร้องหาของร้อนที่ช่วยปลุกธาตุไฟในตัว” ปู่มิ่งวางขิงแก่แง่งใหญ่ หอมแดง พริกขี้หนูสวน และใบกะเพราป่ากลิ่นฉุนกึกลงบนเขียงไม้ “ปลาช่อนแดดเดียวที่ตากไว้เมื่อสามวันก่อนอยู่ในไห เอ็งไปเอามาหั่นเป็นท่อนพอดีคำ แล้วทอดให้เหลืองกรอบเสียหน่อย เดี๋ยวปู่จะพาทำ ‘ต้มส้มพริกสดสมุนไพรป่า’ ซดแก้หนาว”
การได้จับมีดและวัตถุดิบมักเป็นยาขนานเอกสำหรับผมเสมอ เมื่อคมมีดจรดลงบนเนื้อปลาช่อนแห้งที่แน่นตึง เสียงหั่นดัง *ฉับ* สม่ำเสมอช่วยปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้กลับมาเป็นปกติ ผมตั้งกระทะเหล็กหล่อบนเตาฟืน ใส่น้ำมันหมูแท้ที่เจียวไว้ลงไปเล็กน้อย พอน้ำมันร้อนจัดจนควันบางๆ ลอยกรุ่น จึงค่อยๆ หย่อนชิ้นปลาลงไป
*ซู่!*
เสียงน้ำมันเดือดพล่านพร้อมกลิ่นหอมเค็มอันเป็นเอกลักษณ์ของเนื้อปลาแดดเดียวฟุ้งตลบอบอวล ผสมผสานกับกลิ่นควันไม้สนในเตา เนื้อปลาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองกรอบนอกแต่นุ่มใน ผมตักขึ้นพักสะเด็ดน้ำมัน ขณะที่ปู่มิ่งจัดการบุบขิงแก่และหอมแดงด้วยสากหินเบาๆ พอให้กลิ่นน้ำมันหอมระเหยแตกตัว
น้ำซุปใสในหม้อดินเผาถูกยกขึ้นตั้งไฟ ปู่มิ่งหย่อนขิง หอมแดง และรากผักชีลงไป รอจนน้ำเดือดพล่านจึงปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียกคั้นสด น้ำปลาดีที่หมักจากปลาตัวเล็กตามลำธาร และน้ำตาลโตนดแท้เพียงปลายช้อนเพื่อตัดรสเปรี้ยวให้กลมกล่อม ละมุนลิ้น
“ใส่ปลาลงไปได้แล้ว ริน” ปู่มิ่งสั่งเรียบๆ
ผมหย่อนชิ้นปลาช่อนทอดกรอบลงไปในน้ำซุปเดือดพล่าน เสียงเดือดปุดๆ ขับเน้นให้รสชาติของปลาซึมซาบเข้าสู่น้ำแกง ก่อนที่ปู่มิ่งจะซัดพริกขี้หนูสวนบุบพอแตกและใบกะเพราป่ากำใหญ่ลงไปเป็นขั้นตอนสุดท้าย กลิ่นหอมเผ็ดร้อน เปรี้ยวละมุน และฉุนซ่านของสมุนไพรระเบิดออกมาในอากาศทันที มันเป็นกลิ่นที่เพียงแค่สูดดม ก็รู้สึกได้ถึงความร้อนที่แล่นพล่านไปตามรูขุมขน
ปู่มิ่งตักต้มส้มสีอำพันใสลงในชามกระเบื้องเคลือบสองใบ ควันสีขาวลอยกรุ่นม้วนตัวขึ้นในอากาศ แกเลื่อนชามใบหนึ่งมาตรงหน้าผม
“กินเสียสิ ตอนที่มันยังร้อนอยู่นี่แหละ”
ผมประคองชามอุ่นขึ้นมาด้วยสองมือ ตักน้ำซุปขึ้นซดชิมช้าๆ รสเปรี้ยวกลมกล่อมของมะขามเปียกแตะที่ปลายลิ้นเป็นสิ่งแรก ตามมาด้วยความหวานลึกของเนื้อปลาและน้ำตาลโตนด ก่อนที่ความเผ็ดร้อนลุ่มลึกของขิงแก่และกะเพราป่าจะแล่นผ่านลำคอลงสู่กระเพาะอาหาร ทำให้ทรวงอกที่เคยหนาวเหน็บและตึงเครียดผ่อนคลายลงในพริบตา เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดขึ้นตามไรผม ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย
“เป็นอย่างไรบ้าง?” ชายชราเอ่ยถาม พลางเคี้ยวเนื้อปลาช่อนทอดที่ยังคงความกรุบกรอบอยู่ใต้ผิวน้ำแกง
“รสชาติดีมากครับปู่... เผ็ดร้อนกำลังดี ช่วยให้โล่งคอมากเลยครับ” ผมตอบจากใจจริง แววตาเริ่มมีความสดใสกลับคืนมา
“ธรรมชาติมันก็เป็นแบบนี้แหละริน” ปู่มิ่งวางช้อนลง สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่สายฝนเริ่มซาเม็ดลง เหลือเพียงเสียงเปาะแปะกระทบใบตอง “มีวันที่แดดเผาจนดินแตกระแหง ก็ต้องมีวันที่พายุพัดจนกิ่งไม้หักโค่น ไม่มีต้นไม้ต้นไหนในป่านี้ที่ไม่เคยถูกพายุซัด... แต่เอ็งดูสิ ต้นไม้ที่หยั่งรากลึก มันไม่เคยกลัวว่าใบจะร่วงหรือกิ่งจะหัก เพราะตราบใดที่รากมันยังเกาะดินแน่น พอพายุผ่านไป แดดออก มันก็แตกยอดใหม่ได้งดงามกว่าเดิม”
ผมชะงักช้อนในมือ มองดูเงาสะท้อนของเปลวไฟในชามน้ำแกง คำพูดของปู่มิ่งไม่ได้ลึกซึ้งจนเข้าใจยาก แต่มันกลับแทงทะลุเข้าไปในบาดแผลเก่าที่ผมพยายามซ่อนไว้มาตลอด
“ความผิดพลาดในอดีตของเอ็ง... มันก็แค่พายุลูกหนึ่งที่พัดเข้ามาทำลายกิ่งก้าน” ปู่มิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าหนักแน่น “แต่อาจารย์ของเอ็งไม่ได้สอนให้เอ็งเป็นกิ่งไม้ที่เปราะบางนะริน เขาสอนให้เอ็งเป็น ‘ราก’ ต่างหาก รากที่รู้จักรสชาติ รู้จักหัวใจของการทำอาหาร... แล้วเอ็งจะมัวแต่ยืนมองกิ่งที่หักไปทำไม ในเมื่อรากของเอ็งยังคงมีชีวิตอยู่ตรงนี้?”
หยาดน้ำใสๆ รื้นขึ้นมาคลอที่เบ้าตาของผมโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกผิด ความหวาดกลัว และความโดดเดี่ยวที่แบกรับไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คล้ายจะถูกชะล้างออกไปด้วยน้ำซุปร้อนๆ ชามนี้ และถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความเมตตาของคนตรงหน้า ผมพยักหน้ารับช้าๆ น้อมรับความจริงที่เพิ่งตระหนักได้ในค่ำคืนที่อากาศแปรปรวน
ฝนภายนอกเริ่มสงบลงจนเหลือเพียงละอองบางเบา ลมกรรโชกหยุดนิ่งไปแล้ว เหลือเพียงกลิ่นไอดินสดชื่นที่ลอยอวลอยู่ในความมืด ปู่มิ่งลุกขึ้นเดินไปบิดกลอนหน้าต่างเปิดออกเพื่อระบายควัน อากาศบริสุทธิ์ยามหลังฝนพัดโชยเข้ามาเบาๆ
ทว่า ท่ามกลางความเงียบสงัดของหุบเขาที่ควรจะมีเพียงเสียงหยดน้ำ...
*กึก... กึก...*
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนเหยียบย่ำลงบนเศษกระเบื้องดินเผาที่แตกกระจายอยู่หน้าประตูด้านนอก เสียงนั้นหยุดลงตรงหน้าธรณีประตูไม้ของร้าน ก่อนที่จะมีเสียงเคาะไม้ดังขึ้นสามครั้งอย่างแผ่วเบาแต่จงใจ
ผมกับปู่มิ่งหันไปมองสบตากันทันที ในเวลากลางดึกที่พายุเพิ่งจะพัดผ่านไปเช่นนี้ เส้นทางขึ้นเขาถูกตัดขาดด้วยกิ่งไม้ล้ม ไม่มีทางที่ลูกค้าทั่วไปจะหลงทางขึ้นมาได้
บานประตูไม้ที่ปิดแง้มไว้ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งที่ยืนเปียกโชกอยู่ใต้แสงจันทร์สลัวที่เพิ่งโผล่พ้นเมฆฝน ชายแปลกหน้าสวมเสื้อโค้ตตัวยาวเปรอะเปื้อนโคลน ใบหน้าซูบตอบแฝงความเหนื่อยล้า แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของผมหยุดเต้นไปชั่วขณะ คือกล่องมีดหนังแท้สีดำสนิทที่เขาถือแนบแน่นไว้ในอ้อมอก—กล่องมีดประจำตัวที่สลักชื่อ ‘ชานนท์’ ซึ่งควรจะมอดไหม้ไปในกองเพลิงเมื่อสามปีก่อน
สายตาของชายคนนั้นจับจ้องมาที่ผม เขายกยิ้มบางๆ ที่มุมปากก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของผมสั่นสะเทือน
“หาตัวยากเหลือเกินนะ... เชฟริน อาจารย์ไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุหรอกครับ”
***
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรสชาติแห่งความทรงจำไปกับผมนะครับ
ร้านอาหารหลังเขา กับรสชาติที่รอวันหวนคืน•ตอนที่ 16
วันที่อากาศแปรปรวน
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร้านอาหารหลังเขา กับรสชาติที่รอวันหวนคืน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!