"คุณกวินครับ... ถ้าวันไหนที่รู้สึกว่ากำแพงที่คุณสร้างมันเริ่มกันลมไม่อยู่แล้ว อย่าพยายามซ่อมมันคนเดียวเลยนะครับ"
น้ำเสียงของรินสั่นเครือเล็กน้อย เธอวางไม้ถูพื้นลงข้างถังน้ำพลาสติกสีซีด ก่อนจะจ้องมองชายหนุ่มที่นั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟาหนังราคาแพงกลางห้องพักที่เงียบเชียบ กวินไม่ตอบ เขายังคงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพเมืองหลวงยามวิกาล แสงไฟจากตึกระฟ้าเบื้องล่างระยิบระยับราวกับดวงดาวที่ถูกกักขังไว้ในกรงเหล็ก
"ผมไม่ได้พยายามซ่อมมันหรอกริน" กวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "ผมแค่กำลังรอดูว่า เมื่อไหร่ที่มันจะถล่มลงมาทับผมเสียที"
"คุณพูดเหมือนคนไม่เหลือทางเลือก ทั้งที่จริงแล้ว... ชีวิตคุณมันมีอะไรมากกว่าเรื่องของครอบครัวที่พังไปแล้วนั่นนะ" รินก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด เธอเป็นคนเดียวในตึกนี้ที่ได้รับอนุญาตให้เห็นรอยร้าวในใจของเขา "คนที่คอยจ้องมองคุณอยู่จากมุมมืดในลานจอดรถเมื่อวาน เขาไม่ใช่คนธรรมดาแน่ๆ ผมเห็นสายตาของเขาตอนที่เขาเห็นคุณเดินเข้าลิฟต์ มันไม่ใช่สายตาของเพื่อนบ้าน และไม่ใช่คนส่งของ"
กวินหันกลับมามองริน ดวงตาของเขาว่างเปล่าจนน่าใจหาย "คุณไปเห็นเขาที่ไหน"
"ที่ชั้นจอดรถใต้ดิน ตอนที่ดิฉันกำลังจะกลับบ้าน... ผู้ชายคนนั้นสวมแจ็คเก็ตสีดำ สวมหมวกแก๊ปปีกกว้าง เขาถือซองเอกสารสีน้ำตาลไว้แน่น มือเขาสั่นตลอดเวลาตอนที่มองตามคุณไป" รินเว้นจังหวะ กลืนก้อนความกังวลลงคอ "คุณไปติดค้างอะไรใครไว้หรือเปล่าครับกวิน? เรื่องที่ทำงาน... หรือเรื่องเก่าๆ ที่คุณคิดว่าคุณทิ้งมันไปแล้ว?"
กวินนิ่งเงียบไปนาน ความเงียบในห้องนั้นกดดันจนเสียงแอร์ที่ทำงานอย่างหนักหน่วงฟังดูคล้ายเสียงพายุ รินเห็นมือของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินตรงไปที่ตู้เอกสารเหล็กมุมห้อง ก่อนจะดึงลิ้นชักที่ถูกล็อคไว้ออกมา เขาไม่ได้หยิบแฟ้มงานออกมา แต่หยิบรูปถ่ายใบหนึ่งที่ขอบเริ่มเหลืองกรอบออกมาส่งให้ริน
ในรูปนั้นคือภาพถ่ายครอบครัวที่มีใบหน้าของชายฉกรรจ์คนหนึ่งถูกขีดฆ่าด้วยปากกาแดงจนรอยหมึกแทบจะขาดออกจากกระดาษ
"นี่คือคนที่คุณเห็นใช่ไหม?" กวินถาม เสียงของเขาสั่นเครือกว่าปกติ
รินก้มมองรูปถ่ายแล้วใบหน้าของเธอก็ซีดเผือดลงทันที เธอพยักหน้าช้าๆ "ใช่ครับ... คนนี้แหละ แต่เขาดูแก่กว่าในรูปมาก ผมของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดอกเลา และดวงตาของเขามันดูหิวกระหายกว่าที่เห็นในรูปนี้มาก"
"เขาเป็นพี่ชายของผม" กวินแค่นยิ้มที่มุมปาก "คนที่ครอบครัวบอกว่าตายไปแล้วตั้งแต่วันที่เขาหอบเงินบริษัทไปจนหมดตัว และทิ้งให้ผมต้องแบกรับความคาดหวังของพ่อแม่ที่พังทลายไว้บนบ่าคนเดียว ริน... เขาไม่ได้กลับมาเพื่อเยี่ยมเยียนหรอกครับ เขามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่เขาคิดว่าควรจะเป็นของเขา... ชีวิตที่เขามองว่าผมแย่งไป"
ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นปราดไปตามสันหลังของริน เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมกวินถึงดูหวาดระแวงและเก็บตัวมาตลอดสัปดาห์ มันไม่ใช่เพราะงานหนัก แต่มันคือการเผชิญหน้ากับอดีตที่คอยไล่ล่าดั่งเงามืด
"เราต้องแจ้งตำรวจ" รินกล่าวด้วยความร้อนใจ
"ไม่ได้ครับ" กวินขัดขึ้นทันที "ถ้าผมทำแบบนั้น เขาจะรู้ว่าผมกลัว และนั่นคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด เขาต้องการเห็นผมพังทลายเหมือนที่เขาเคยทำกับพ่อแม่"
ทว่าในวินาทีที่บทสนทนากำลังตึงเครียด เสียงสัญญาณเตือนภัยอัคคีภัยของตึกก็ดังขึ้นอย่างกระทันหัน แสงไฟในห้องดับวูบลงเหลือเพียงไฟสำรองสีส้มสลัว กวินรีบวิ่งไปที่ประตูห้องเพื่อมองผ่านช่องตาแมว แต่ทันใดนั้นเขาก็ผงะถอยหลังกลับมาด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
"ริน... เขาไม่ได้อยู่แค่ในลานจอดรถแล้ว" กวินกระซิบเสียงต่ำ พลางถอยหลังหนีจากประตูเมื่อเห็นเงาดำทาบผ่านช่องเล็กๆ นั้น
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—จังหวะที่หนักแน่น รุนแรง และเปี่ยมไปด้วยความอาฆาต ก่อนที่เสียงหัวเราะแหบแห้งจะดังลอดเข้ามาจากฝั่งตรงข้ามของบานประตู พร้อมกับเสียงกลอนประตูห้องของเขาที่เริ่มสั่นไหวราวกับมีคนพยายามใช้กุญแจผีไขเข้ามา
"เปิดประตูสิไอ้น้องชาย... พี่มีของขวัญที่แกจะไม่มีวันลืมมาฝาก"
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและเฝ้ามองชีวิตผ่านมุมตึกไปพร้อมกับคนมองเมืองนะครับ
เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า•ตอนที่ 39
เสียงเตือนจากหัวใจ
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาตึกระฟ้ากับน้ำตาของคนแปลกหน้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!