“แฟ้มคดีฆาตกรรมตระกูลจิระกุลพานิช... หายไปไหนอีกแล้ว”
เสียงทุ้มต่ำของร้อยตำรวจเอกธันวาเจือด้วยความหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด นิ้วเรียวยาวขยี้ขมับตัวเองเบาๆ เพื่อขับไล่ออาการปวดหัวตุบๆ ที่เล่นงานเขามาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ไฟนีออนสีขาวนวลบนเพดานสถานีตำรวจภูธรเมืองกะพริบไหวสองสามครั้งราวกับจะเยาะเย้ยความพยายามของนายตำรวจหนุ่มผู้ยึดมั่นในตรรกะและหลักฐานเชิงประจักษ์อย่างเขา
นี่คือเวลาตีสองสิบห้านาที บรรยากาศภายในสถานีตำรวจยามวิกาลเงียบสงัดจนได้ยินเสียงฮัมเบาๆ ของเครื่องปรับอากาศเก่าคร่ำครึ แต่ความเงียบสงบนั้นช่างเปราะบางเหลือเกิน เมื่อเอกสารหลักฐานชิ้นสำคัญในคดีฆาตกรรมอำพรางที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อนกลับหายไปจากโต๊ะทำงานอย่างไร้ร่องรอย ทั้งที่เขาจำได้แม่นว่าล็อกกุญแจลิ้นชักไว้อย่างแน่นหนา
“คุณธันวาครับ ผมว่าบางที... สิ่งที่คุณกำลังหา มันอาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบที่สายตาธรรมดาจะมองเห็นนะครับ”
เสียงนุ่มทุ้มแต่แฝงด้วยความจริงจังดังขึ้นจากมุมห้อง ศิลานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีฟ้าซีด ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นใสจ้องมองไปยังความมืดมนบริเวณทางเดินยาวนอกห้องทำงาน ดวงตาที่สามของร่างทรงหนุ่มกำลังเปิดรับคลื่นพลังงานบางอย่างที่คนทั่วไปไม่มีวันสัมผัสได้ บรรยากาศรอบตัวของศิลากลายเป็นความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามาในกระดูกโดยไม่ต้องอาศัยเครื่องปรับอากาศ
ธันวาถอนหายใจยาวเหยียด เขาไม่เชื่อเรื่องไสยเวท—นั่นคือสิ่งที่เขาพยายามบอกตัวเองมาตลอดชีวิต ตั้งแต่วันที่ความงมงายพรากครอบครัวอันเป็นที่รักไปจากเขาอย่างไม่มีวันกลับ แต่ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เคียงข้างกับศิลาร่างทรงอัจฉริยะและหมวดพิชชาผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้กำแพงแห่งตรรกะของเขาเริ่มมีรอยร้าว
“อย่ามาพูดให้ขนลุกน่าศิลา ที่นี่คือสถานีตำรวจ มีกล้องวงจรปิด มีเจ้าหน้าที่ร้อยเวรเข้าออก เอกสารมันก็แค่ถูกเคลื่อนย้ายโดยฝีมือมนุษย์... หรือไม่ก็ความสะเพร่าของใครสักคน” ธันวาแย้งพร้อมกับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือหนาหยิบไฟฉายกระบอกเล็กขึ้นมาเตรียมพร้อม
“มนุษย์เหรอครับ... แล้วเสียงฝีเท้าที่กำลังลากโซ่ตรวนอยู่นอกห้องตอนนี้ล่ะครับ เป็นฝีมือของใคร?” ศิลาเอ่ยเสียงเรียบ แต่ดวงตากลับหรี่ลงอย่างระแวดระวัง
กึก... กึก... ครอดดด...
เสียงโลหะขูดกับพื้นปูนซีเมนต์ดังสะท้อนก้องมาจากทางเดินมืดทึบเบื้องหน้า เสียงนั้นเคลื่อนใกล้เข้ามาด้วยจังหวะก้าวที่ผิดธรรมชาติ ขาสั้นบ้าง ยาวบ้าง ลากยาวไปกับพื้นราวกับร่างนั้นไม่มีกระดูกสันหลัง ธันวาขมวดคิ้วแน่น สัญชาตญาณผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สั่งให้เขาชักอาวุธปืนพกประจำกายออกจากซองอย่างรวดเร็ว นิ้วชี้ทาบไว้ที่โครงปืนตามหลักยุทธวิธี แม้ในใจจะเริ่มเต้นรัวด้วยความตึงเครียดที่ยากจะปฏิเสธ
“ใครวะ! หยุดอยู่ตรงนั้นนะ นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ!” ธันวาตะโกนออกไป เสียงของเขาดังสะท้อนไปทั่วห้องโถงที่ว่างเปล่า
ทันใดนั้น ไฟนีออนทั่วทั้งชั้นก็ดับวูบลงพร้อมกัน ความมืดมิดกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง เหลือเพียงลำแสงสีขาวจากไฟฉายในมือของธันวาที่สาดส่องไปข้างหน้า กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้งเข้ามาในโพรงจมูกจนน่าสะอิดสะเอียน
“ธันวา ระวังหลังครับ!” ศิลาตะโกนเตือนพร้อมกับสะบัดข้อมือเบาๆ ยันต์กระดาษสีเหลืองหมึกชาดพุ่งแหวกอากาศออกไปปักเข้ากับเสาปูน เสียงกรีดแหลมสูงราวกับเสียงหวีดร้องของสตรีที่เจ็บปวดเจียนตายดังสนั่นขึ้นจนแก้วหูแทบแตก
ธันวาหมุนตัวกลับตามสัญชาตญาณ ลำแสงไฟฉายกราดไปพบกับเงาร่างโปร่งแสงสีดำทมิฬ ร่างนั้นบิดเบี้ยวผิดรูป ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองมาที่เขาด้วยความอาฆาตแค้น รอยแผลฉกรรจ์ที่ลำคอส่งเลือดสีดำไหลหยดติ๋งลงสู่พื้น และที่สำคัญที่สุด... ในมือที่ไร้เนื้อหนังของวิญญาณตนนั้น กำแฟ้มคดีฆาตกรรมตระกูลจิระกุลพานิชที่เขากำลังตามหาอยู่!
“แก... เป็นใคร” ธันวาเค้นเสียงถาม แม้เสียงจะแห้งผากแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความดุดันและไม่เกรงกลัวต่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“คืนนี้... ไม่มีใครออกไปจากที่นี่ได้หรอก... ตำรวจผู้ไร้หัวใจ” เสียงแหบพร่ากระซิบข้างใบหูของธันวา ทั้งที่เงาร่างนั้นยังยืนอยู่ห่างออกไปสิบเมตร ลมหายใจเย็นเยียบเป่ารดต้นคอจนขนลุกซู่
ศิลากัดฟันกรอด นิ้วมือขวาประสานอินทร์แน่น คาถาบทโบราณถูกพึมพำออกมาจากริมฝีปากซีดเผือด “ปฐพีรับรู้ คงคาบรรจบ ลมหายใจแห่งธาตุทั้งสี่ จงกักขังวิญญาณหลงทางนี้ไว้ ณ บัดนี้!”
แสงสีทองเรืองรองวาบขึ้นจากฝ่ามือของศิลาร่างทรงหนุ่ม พันธนาการเงาดำนั้นไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งพลังอาคม แต่ทว่า... วิญญาณตนนั้นกลับหัวเราะเยาะ เสียงหัวเราะแหลมสูงเสียดแทงโสตประสาทจนธันวาต้องยกมือขึ้นกุมขมับอีกครั้ง
“นายธันวา... นายคิดว่านายปกป้องความจริงได้งั้นเหรอ? ความจริงที่แท้จริงถูกฝังอยู่ใต้ดินสิบปีแล้ว... และไอ้คนที่ฆ่าฉัน... ก็คือนายตำรวจใหญ่ในกรมนี้แหละ!”
สิ้นเสียงกรีดร้อง วิญญาณตนนั้นก็ระเบิดตัวเองออกเป็นกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งเข้าใส่ร่างของธันวาและศิลาเต็มแรง แรงกระแทกมหาศาลทำให้ธันวากระเด็นชนกับชั้นเอกสาร ล้มลงไปกองกับพื้น ลมหายใจสะดุดกักขณะที่ภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว
ในวินาทีที่สติสัมปชัญญะกำลังจะดับวับลง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างจ้าที่ส่องตรงมายังพวกเขา
“เกิดอะไรขึ้นในนี้ เสียงดังโวยวายอะไรกัน... ร้อยตำรวจเอกธันวา?”
เสียงทุ้มคุ้นเคยเอ่ยถาม น้ำเสียงนั้นนิ่งสนิทไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ทั้งที่สถานีตำรวจทั้งสถานีเพิ่งเผชิญกับเหตุการณ์ความวุ่นวายเหนือธรรมชาติ ธันวาพยายามฝืนลืมตาขึ้นมองผ่านกลุ่มควันสีดำที่ยังคงลอยวนเวียนอยู่รอบตัว
เงาร่างที่ยืนอยู่ตรงกรอบประตูค่อยๆ ก้าวเข้ามา แสงไฟจากด้านหลังขับให้เห็นใบหน้าของผู้มาเยือนได้อย่างชัดเจน... มันคือสารวัตรใหญ่ผู้กำกับสถานี ผู้ซึ่งเป็นคนเซ็นอนุมัติปิดคดีฆาตกรรมทุกคดีด้วยตัวเอง และในมือของเขานั้น... กำลังถือซองเอกสารสีน้ำตาลเปื้อนคราบเลือดเก่าๆ ที่หลุดร่วงมาจากแฟ้มคดีที่หายไป
ศิลานอนหอบหายใจอยู่ข้างๆ เอื้อมมือมาแตะแขนของธันวาแน่น ดวงตาสื่อความหมายชัดเจนว่า... *กับดัก ถูกเปิดใช้งานแล้ว*
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความมืดมิดของตอนนี้ด้วยกันนะครับ - เข็มทิศมองวิญญาณ
ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส•ตอนที่ 21
คืนที่ยาวนาน
ผลงานโดย เข็มทิศมองวิญญาณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มทิศมองวิญญาณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ร่างทรงพยากรณ์กับนายตำรวจผู้ไร้สัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!