กลิ่นอายของดินปืนเก่าและสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในความมืดอับชื้นของอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินเขตสลัมเซกเตอร์ 7 แสงไฟฉาย LED แรงดันต่ำสีส้มสลัวสาดส่องกระทบกับละอองฝุ่นที่ลอยเคว้งคว้าง ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด มีเพียงเสียงหยดน้ำจากเพดานคอนกรีตเสริมเหล็กที่ผุกร่อนดัง “ติ๋ง... ติ๋ง...” เป็นจังหวะราวกับนาฬิกับนับถอยหลังสู่ความตาย
"วางอาวุธแล้วถอยหลังไปสามก้าวซะ! ไอ้พวกเศษเหล็กเดินได้!"
เสียงตะคอกแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยความหวาดระعังดังสะท้อนก้องไปทั่วอุโมงค์ กระบอกปืนไรเฟิลจู่โจมรุ่นโบราณ K-47 ที่ขึ้นสนิมเขรอะนับสิบคู่วางเล็งตรงมายังอกเสื้อของเอเดนอย่างไม่100% ปลายกระบอกปืนสั่นเทาเล็กน้อยตามแรงอารมณ์ของผู้ถือ มันไม่ใช่ความสั่นเทาจากความกลัวในยามศึกสงคราม แต่เป็นความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกในจิตวิญญาณ ความหวาดกลัวต่อสิ่งที่พวกเขากลัวมาตลอดชีวิต—เทคโนโลยีจักรกลที่เคยทำลายล้างอารยธรรมของมนุษย์จนพินาศ
เอเดนยกมือทั้งสองข้างขึ้นระดับหัวไหล่ ช้าๆ และนิ่งสงบ ดวงตาคู่คมภายใต้กรอบแว่นเลนส์กรองแสงสะท้อนแสงไฟสีส้มวาววับ เขาไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย สมองส่วนหน้าของเขากำลังประมวลผลสถานการณ์ด้วยความเร็วสูง อัตราการเต้นของหัวใจยังคงอยู่ที่ 72 ครั้งต่อนาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ่งบอกถึงความเยือกเย็นอย่างถึงที่สุด
วิศวกรหนุ่มกวาดสายตามองกลุ่มชายฉกรรจ์ราวสิบคนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าขาดวิ่น สวมผ้าพันคอเก่าๆ และมีสัญลักษณ์รูปเฟืองหักพ่นด้วยสีสเปรย์สีแดงบนเสื้อแจ็คเก็ต พวกเขาคือ "กลุ่มแนวร่วมโลหิตเนื้อ" (Flesh & Blood Front) กลุ่มกบฏหัวรุนแรงที่ปฏิเสธการฝังไมโครชิปและต่อต้านปัญญาประดิษฐ์ทุกรูปแบบในเขตสลัมแห่งนี้
"พวกเราไม่ได้พกอาวุธ และไม่มีเจตนาร้าย" เอเดนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล แต่หนักแน่นพอที่จะสะท้อนก้องไปในความเงียบ "พวกเราแค่ต้องการทางผ่านไปยังสถานีพลังงานสำรองใต้ดินเพื่อหาอะไหล่ซ่อมแซมระบบกรองน้ำให้เด็กๆ ในเขตปริมณฑลเท่านั้น"
"โกหก!" ชายวัยกลางคนผู้มีแผลเป็นลากยาวตั้งแต่โหนกแก้มจนถึงคาง ซึ่งคาดว่าเป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนของกลุ่มกบฏตะคอกกลับ หน้าตาของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองไปที่ร่างระหงของอีฟที่ยืนอยู่เคียงข้างเอเดน "แกคิดว่าพวกเราโง่หรือไงวะ! พาอีตัวแอนดรอยด์สงครามมาเดินลอยชายแบบนี้ แถมยังมีรอยสักแผงวงจรเนชันแนลที่คอชัดเจนขนาดนั้น ยังกล้าบอกว่าไม่มีเจตนาร้ายอีกเรอะ!"
อีฟยังคงยืนสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อน ดวงตาสสีฟ้าใสของเธอปรากฏตัวเลขโค้ดคำนวณการเคลื่อนไหวของศัตรูวิ่งผ่านเป็นทางยาวด้วยความเร็วสูง มือเรียวบางของเธอขยับเข้าใกล้สะโพกขวาโดยสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นจุดซ่อนมีดสนามไทเทเนียมความถี่สูง แม้ความทรงจำส่วนใหญ่ของเธอจะสูญหายไป แต่สัญชาตญาณการต่อสู้ถูกฝังลึกอยู่ในระดับซับรูทีนพื้นฐานของแกนกลางระบบ
"อีฟ..." เอเดนเอ่ยเบาๆ พร้อมกับปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย เป็นสัญญาณเชิงจิตวิทยาที่แอนดรอยด์สาวเข้าใจได้ทันที—*ห้ามใช้ความรุนแรงเด็ดขาด*
อีฟชักมือกลับอย่างนุ่มนวล ร่างระหงผ่อนคลายกล้ามเนื้อลง แต่ยังคงรักษาระยะห่างที่สามารถตอบสนองต่อการจู่โจมได้ภายใน 0.3 วินาที
"ฟังผมก่อนนะครับ..." เอเดนก้าวเท้าไปข้างหน้าช้าๆ หนึ่งก้าว ทันทีที่เขาขยับ เสียงขึ้นลำกล้องปืนนับสิบก็ดังขึ้นประสานกันอย่างพร้อมเพรียงราวกับเสียงกบในหน้าร้อน หัวหน้ากลุ่มกบฏนิ้วชี้จ่ออยู่ที่ไกปืน พร้อมจะเหนี่ยวไกได้ทุกเมื่อหากเอเดนขยับตัวมากกว่านี้
"หยุดอยู่ตรงนั้น! ไม่งั้นรูพรุนเต็มตัวแน่!" หัวหน้ากลุ่มกบฏคำรามต่ำในลำคอ
"ผมเข้าใจความโกรธแค้นของพวกคุณดีครับ" เอเดนหยุดเดิน รักษาระยะห่างไว้ที่สามเมตรพอดี สายตาของเขาแสดงความเห็นอกเห็นใจอย่างจริงใจ ไม่ใช่การเสแสร้ง "โลกใบนี้โหดร้ายกับมนุษย์เรามามากพอแล้ว สงครามล้างเผ่าพันธุ์เมื่อสิบปีก่อน พรากครอบครัว พรากบ้านเรือน และพรากความเป็นมนุษย์ไปจากพวกเรา ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้... ต่างก็มีแผลเป็นจากฝีมือของจักรกลสงครามด้วยกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง"
คำพูดของเอเดนทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดชะงักงันไปชั่วขณะ กลุ่มกบฏหลายคนลดกระบอกปืนลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาสร้างความสั่นคลอนให้กับจิตใจของพวกเขา
"แล้วแกเอาอะไรมาพูด ว่าพวกแกไม่เหมือนกับพวกมัน!" หัวหน้ากลุ่มกบฏตะโกนแทรกขึ้นมาเพื่อเรียกขวัญลูกน้อง "แอนดรอยด์ตัวนั้น... มันคือเครื่องจักรสังหาร! มันเคยเป็นอาวุธที่ใช้กวาดล้างค่ายผู้ลี้ภัยของเราเมื่อห้าปีก่อน! ข้าจำรอยแผลเป็นรูปบาร์โค้ดที่ต้นคอของมันได้แม่นยำ!"
สิ้นคำพูดนั้น ความตึงเครียดพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดอีกครั้ง บรรดาลูกสมุนของกลุ่มกบฏต่างเบิกตากว้างด้วยความเคียดแค้น สายตาทุกคู่ที่มองมาทางอีฟเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็นความเกลียดชังอย่างรุนแรง นิ้วบนไกปืนเริ่มออกแรงกดลงทีละน้อย
เอเดนขมวดคิ้วเล็กน้อย สมองของเขาประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว—*ข้อมูลนี้สำคัญมาก อีฟมีความเกี่ยวข้องกับกองกำลังทหารในอดีตจริง หรือนี่คือเหตุผลที่หน่วยความจำของเธอถูกลบไปบางส่วน?*
แต่ไม่ใช่เวลามาไขปริศนาในตอนนี้ ชีวิตของพวกเขากำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
"ใช่ครับ... เธอบาปหนาในอดีต" เอเดนยอมรับตรงไปตรงมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและสุภาพ ชายหนุ่มหันไปมองอีฟชั่วพริบตาก่อนจะหันกลับมาสบตากับหัวหน้ากลุ่มกบฏตรงๆ "แต่คุณก็รู้ดีไม่ใช่เหรอครับว่า หุ่นยนต์ไม่ได้เลือกเกิดมาเพื่อฆ่ามนุษย์ โปรแกรมชุดแรกถูกเขียนขึ้นโดยมนุษย์ และคำสั่งแรกที่พวกมันได้รับ... ก็มาจากมนุษย์เช่นกัน"
เอเดนก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกครึ่งก้าว ท่ามกลางเสียงเตือนภัยในใจ
"ถ้าเรายังคงจมปลักอยู่กับความแค้นที่ถูกป้อนโปรแกรมเข้ามาในหัวเหมือนที่จักรกลทำ ถ้าเรายังคงเกลียดชังทุกสิ่งที่พัฒนาเกินกว่าเนื้อหนัง แล้วเรากับพวกมัน... มีอะไรที่แตกต่างกันล่ะครับ?" วิศวกรหนุ่มเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้คำถามนี้ซึมซับเข้าไปในความเงียบของอุโมงค์ "พวกคุณต่อสู้เพื่อความเป็นมนุษย์ไม่ใช่เหรอครับ? แล้วความเมตตา... หายไปไหนหมดแล้วล่ะครับ?"
หัวหน้ากลุ่มกบฏชะงัก นัยน์ตาที่แข็งกร้าวเริ่มไหวระริก ปืนในมือสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ความคิดภายในหัวของเขาตีกันยุ่งเหยิงระหว่างความแค้นที่สะสมมานานนับทศวรรษ กับสัจธรรมอันเรียบง่ายที่เอเดนเพิ่งเอ่ยออกมา
นานเกือบนาทีที่ไม่มีใครขยับเขยื้อน ราวกับเวลาถูกหยุดไว้ด้วยความลังเล
กระทั่ง...
*ปี๊บ! ปี๊บ! ปี๊บ!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยดิจิทัลดังขึ้นจากอุปกรณ์สื่อสารขนาดเล็กที่เหน็บอยู่กระเป๋าเสื้อของหัวหน้ากลุ่มกบฏ หน้าจอ LED สีแดงกระพริบถี่รัว พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนระบบที่ปรากฏขึ้นเป็นตัวอักษรวิ่งสีส้มสว่างวาบในความมืด
**[SYSTEM ALERT: Sector 7 Perimeter Breached]**
**[Detection: Unidentified Bio-Mechanical Hybrid Units - Quantity: 42]**
**[Status: Target Locked. Initialization of Autonomous Eradication Protocol in T-minus 60 seconds.]**
สีหน้าของหัวหน้ากลุ่มกบฏถอดสีทันที เม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่ออ่านข้อความบนหน้าจอ
"บ้านน่า..." เสียงพึมพำด้วยความสิ้นหวังหลุดออกมาจากปากของเขา "พวกมัน... พวกมันตามมาเจอที่นี่ได้ยังไง... รหัสผ่านชั้นประตูถูกแฮกแล้ว..."
เอเดนหรี่ตาลงทันที สมองคำนวณความเป็นไปได้ทั้งหมดในเสี้ยววินาที—*ไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มกบฏ และไม่ใช่ระบบอัตโนมัติทั่วไป*
ก่อนที่ใครจะได้ทันตั้งตัว ผนังคอนกรีตหนาเตอะด้านหลังกลุ่มกบฏก็ระเบิดออกเป็นจุลด้วยแรงดันพลาสม่าความร้อนสูง เศษปูนและเหลเส้นคอนกรีตปลิวว่อน ควันไฟตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พร้อมกับร่างเงาสีดำทะมึนจำนวนมากที่ก้าวเดินผ่านกลุ่มควันหนาทึบออกมาอย่างเป็นระเบียบ
ดวงตาสีแดงฉานนับสคู่ส่องประกายวาววับในความมืด ราวกับฝูงปีศาจจากนรกอเวจี และตรงกลางของกองทัพจักรกลสังหารรุ่นใหม่ล่าสุดนั้น ร่างของแอนดรอยด์สาวผมบลอนด์เงินในชุดเกราะรบสีดำสนิทผู้มีใบหน้าไร้ความรู้สึก กำลังก้าวเท้าเดินออกมาอย่างเชื่องช้า มือขวาของเธอลากดาบเลเซอร์ความร้อนสูงที่กรีดพื้นคอนกรีตจนเกิดประกายไฟสפותสว่างวาบ
อีฟสะดุ้งสุดตัว แววตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเป็นครั้งแรก ระบบภายในของเธอส่งเสียงร้องเตือนภัยดังลั่นจนเกิดอาการภาพซ้อนในระบบประมวลผล
**[WARNING: Core Identity Conflict Detected]**
**[Matching Neural Signature Found: Unit Zero - Prototype Prime]**
แอนดรอยด์สาวลึกลับหยุดชะงัก หันไปมองกองทัพจักรกลตรงหน้า ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยเสียงที่สั่นเครือและเย็นเยียบจนน่าขนลุก
"นั่น... คือตัวฉันเองในอดีต..."
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่โลกไซเบอร์พังค์ใบนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ ไซเบอร์พังค์2099
วิศวกรจักรกลสังหารกับรหัสลับที่ลบไม่ได้•ตอนที่ 9
ความหวาดระแวงของมนุษย์
ผลงานโดย ไซเบอร์พังค์2099
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไซเบอร์พังค์2099)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิศวกรจักรกลสังหารกับรหัสลับที่ลบไม่ได้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!