สถาปนิกเงาเคียงเงาจันทร์•ตอนที่ 1

รอยร้าวบนพิมพ์เขียว

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
กลิ่นของกระดาษไขเคลือบสารเคมีและหมึกพิมพ์ราคาแพงในห้องทำงานห้องกระจกชั้นสี่สิบสอง ไม่ได้ให้ความรู้สึกถึงความเจริญรุ่งเรือง หากแต่มันอบอวลด้วยกลิ่นอายของความล้มเหลวที่กำลังถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรม รวินท์เลื่อนปลายปากกาโรลเลอร์บอลเนื้อด้านลงบนแผ่นพิมพ์เขียวขนาด A0 เส้นสายสีขาวบนพื้นหลังสีน้ำเงินเข้มนั้นดูงดงามและสมบูรณ์แบบในสายตาของคนทั่วไป แต่ในมุมมองของสถาปนิกผู้ใช้ชีวิตอยู่กับความปลอดภัยและโครงสร้างมาครึ่งชีวิต มันคือภาพวาดล้อเลียนความตายที่กำลังรอเวลาพิสูจน์ ปลายนิ้วเรียวยาวของเขาสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นความโกรธขื่นที่ถูกสะสมจนกลายเป็นความเยือกเย็นชา "คุณกำลังมองหาข้อบกพร่องที่ไม่มีอยู่จริง หรือแค่พยายามหาทางยืดเวลาส่งมอบงานเพื่อความสบายใจส่วนตัวกันแน่ครับ รวินท์" น้ำเสียงทุ้มนุ่มแต่ราบเรียบจนเย็นเยียบดังขึ้นจากมุมห้อง ศิลาในชุดสูทสีชาโคลไร้รอยยับยืนกอดอกพิงกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นมหานครเบื้องล่างเป็นเพียงจุดแสงไฟพร่ามัว ชายหนุ่มผู้กุมชะตากรรมของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตานิ่งสนิท สายตาที่ประเมินทุกอย่างเป็นตัวเลขและผลกำไร รวินท์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที เขายังคงใช้นิ้วลากผ่านเส้นโครงสร้างรับน้ำหนักของอาคารชุด "โปรเจกต์มูนไลท์" โครงการเรือธงที่เดิมพันด้วยชื่อเสียงทั้งหมดของเขาและลมหายใจเฮือกสุดท้ายของบริษัทศิลา "ความสบายใจไม่ใช่หน้าที่ของสถาปนิกครับ คุณศิลา" รวินท์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นต่ออำนาจและอิทธิพลที่อีกฝ่ายมี "แต่ความปลอดภัยของมนุษย์นับพันชีวิตที่จะเข้ามาอยู่อาศัยในตึกสูงแปดสิบชั้นนี้ต่างหากที่เป็นหน้าที่... และสิ่งที่อยู่บนกระดาษแผ่นนี้ กำลังจะฆ่าคน" ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่เจ้าตัวพยายามปกปิดไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง เขาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน แสงไฟนีออนสีขาวนวลจากเพดานสะท้อนบนกรอบแว่นสายตาคมกริบ กลิ่นน้ำหอมเจือจางผสมกับกลิ่นกาแฟดำเข้มข้นลอยเข้าจมูกรวินท์ขณะที่ศิลาโน้มตัวลงใช้มือค้ำขอบโต๊ะ "คุณกำลังพูดเกินจริง รวินท์ แบบโครงสร้างชุดนี้ผ่านการรับรองจากวิศวกรอาวุโสและเซ็นอนุมัติโดยคณะกรรมการควบคุมอาคารเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมทุกประการ ทำไมคุณถึงยังดึงดันจะรื้อแก้ใหม่อยู่ได้" "เพราะมาตรฐานอุตสาหกรรมไม่ได้คำนึงถึงแรงบิดของกระแสลมในระดับความสูงสองร้อยเมตรที่มีค่าความชื้นสัมพัทธ์ในฤดูมรสุมแบบนี้ครับ" รวินท์เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย ดวงตาสนิมเหล็กของสถาปนิกหนุ่มฉายแววท้าทายอย่างไม่เกรงกลัว "คุณลดเกรดเหล็กเสริมโครงสร้างลงร้อยละสิบหี่เพื่อประหยัดต้นทุนในงบประมาณไตรมาสนี้... คุณศิลา คุณคิดว่าผมตาบอดจนดูไม่ออกจริงๆ หรือครับว่าตัวเลขเหล่านี้มันถูกบิดเบือนไปจากแบบร่างเดิมที่ผมเคยเซ็นไว้" ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานขนาดใหญ่ชั่วขณะ ราวกับอากาศถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ศิลาไม่ได้แสดงอาการตกใจอย่างที่ควรจะเป็น รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนักบริหารหนุ่ม แต่มันเป็นรอยยิ้มที่ไร้ความสุขโดยสิ้นเชิง เขายืดตัวตรง ยืนกอดอกมองสถาปนิกหนุ่มราวกับกำลังมองเด็กดื้อรั้นคนหนึ่ง "คุณฉลาดมาก รวินท์... น่าเสียดายที่คุณฉลาดเกินกว่าจะอยู่ในโลกธุรกิจแห่งความเป็นจริง" ศิลาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมดั่งใบมีด "ถ้าไม่มีการลดต้นทุนตรงนั้น โปรเจกต์นี้จะขาดทุนตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มตอกเสาเข็ม และถ้าบริษัทล้มละลาย พนักงานสองร้อยชีวิตจะต้องตกงาน รวมถึงชื่อเสียงของสำนักสถาปนิกของคุณที่เกือบเจ๊งไปเมื่อปีที่แล้วด้วย... ผมช่วยซื้อฝันของคุณไว้ และตอนนี้ คุณต้องแลกมันด้วยความยืดหยุ่น" "ผมไม่ขายจิตวิญญาณของตัวเองครับ" รวินท์ตอบกลับทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นและเฉียบขาด "ถ้าตึกนี้พังลงมาในวันที่มีพายุ คนที่จะต้องติดคุกไม่ใช่ผู้ถือหุ้นหน้าเลือดอย่างคุณ แต่คือผม... คนที่เซ็นชื่อลงในฐานะผู้ออกแบบ" ศิลาหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาที่เคยราบเรียบเริ่มไหววูบด้วยความหงุดหงิด ประกายไฟแห่งความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์อันแข็งกระด้างกับความเป็นจริงอันโหดร้ายปะทะกันกลางอากาศจนแทบจะมองเห็นเป็นควันจางๆ ทั้งสองยืนประจันหน้ากันในระยะประชิด ความใกล้ชิดที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณและความเกลียดชังในเวลาเดียวกัน ทำให้บรรยากาศในห้องร้อนรุ่มขึ้นอย่างประหลาด ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnเอ่ยคำพูดเชือดเฉือนใดออกมาอีก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ *ก๊อก ก๊อก ก๊อก* ทั้งคู่ชะงัก ศิลาขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ขณะที่รวินท์ยังคงจ้องมองหน้าฝ่ายบริหารไม่วางตา ประตูห้องเปิดผางออกโดยไม่รออนุญาต ร่างเพรียวในชุดสูทลำลองของพริมโรส นักข่าวสายสืบสวนชื่อดัง ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ในมือของเธอถือแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลที่ดูเก่าเก็บและยับยู่ยี่ "ขอโทษที่เสียมารยาทนะคะ พอดีฉันคิดว่าเรื่องนี้พวกคุณน่าจะอยากดูก่อนที่จะเซ็นสัญญาถมที่ดินล็อตสุดท้ายในวันพรุ่งนี้" พริมโรสวางแฟ้มเอกสารลงกลางโต๊ะทำงาน ทับลงบนแบบพิมพ์เขียวที่รวินท์เพิ่งชี้ให้เห็นรอยร้าว รวินท์ก้มมองเอกสารแผ่นบนสุดที่โผล่พ้นแฟ้มออกมา ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นตราประทับลับของราชการและลายเซ็นของบุคคลที่ควรจะอยู่ในหลุมศพมานานกว่าห้าปี มันคือรายงานผลการตรวจสอบดินฐานรากของโปรเจกต์มูนไลท์... ซึ่งระบุชัดเจนว่าพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมดตั้งอยู่บน "รอยเลื่อนใต้ดินโบราณ" ที่ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ! ศิลาหน้าถอดสีเป็นครั้งแรก ดวงตาคมกริบหันขวับไปมองหน้าพริมโรสสลับกับรวินท์ "คุณเอาเอกสารนี้มาจากไหน..." ศิลาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน "จากลิ้นชักโต๊ะทำงานของพ่อคุณค่ะ... อดีตประธานกรรมการผู้ล่วงลับ" พริมโรสยิ้มมุมปาก ดวงตาเป็นประกายคมปลาบ "และดูเหมือนว่า รอยร้าวบนพิมพ์เขียวของคุณ... จะไม่ใช่ปัญหาเดียวที่กำลังจะทำให้ตึกนี้พังลงมาทับพวกเราทุกคนนะคะ" --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่โลกอันมืดหม่นและงดงามนี้ร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาเคียงเงาจันทร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%