เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารปกหนังแท้บนโต๊ะประชุมไม้โอークสีย้อมเข้ม ดังสะท้อนก้องในห้องประชุมใหญ่ชั้นสี่สิบของบริษัท เกรท แอนด์ ซันส์ คอนস্ট্রাকชัน ปลุกบรรยากาศที่ตึงเครียดอยู่แล้วให้ดิ่งลึกลงไปอีกขั้น
"คุณรวินท์... ผลประกอบการไตรมาสนี้ไม่ได้รออุดมการณ์สถาปัตยกรรมของคุณนะครับ"
เสียงแหบห้าวของกรรมการอาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น นัยน์ตาหลังกรอบแว่นทองคำกราดมองสถาปนิกหนุ่มด้วยความไม่พอใจ แบบแปลนของ 'โปรเจกต์มูนไลท์' ที่กางอยู่บนโต๊ะถูกนิ้วเหี่ยวย่นกดทับลงไปจนมุมกระดาษยับย่น
รวินท์นั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ตัวเขายังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นราวกับประติมากรรมหินอ่อน เสื้อเชิร์ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปーンเล็กน้อยยามที่เขากำมือเข้าหากันใต้โต๊ะ ดวงตาสีเข้มมองร่องรอยความเสียหายบนแบบแปลนด้วยความรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ ในฐานะสถาปนิก การที่งานออกแบบถูกบิดเบือนเพื่อให้แลกมาซึ่งพื้นที่เชิงพาณิชย์ที่หนาแน่นเกินพิกัด มันไม่ต่างจากการทำลายจิตวิญญาณของตึกทั้งหลัง
"ถ้าเราลดพื้นที่โถงต้อนรับลงครึ่งหนึ่งตามที่บอร์ดบริหารเสนอ ความโปร่งโล่งที่คำนวณไว้ตามหลักการระบายอากาศธรรมชาติจะพังทลายลงทันทีครับ" รวินท์เอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาแต่หนักแน่น ทว่าแฝงไว้ด้วยความร้าวราญที่ถูกซ่อนเร้นอย่างแนบเนียน "ตึกหลังนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เป็นแค่กล่องคอนกรีตทำกำไร แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อหายใจร่วมกับเมือง"
"หายใจ? เมืองนี้ไม่ต้องการอากาศบริสุทธิ์หรอกครับคุณรวินท์ มันต้องการเงินสด!" กรรมการอีกคนสวนขึ้นทันควันพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอ "ถ้าโปรเจกต์นี้ไม่ผ่านการอนุมัติงบปรับลดจากบอร์ดภายในสัปดาห์หน้า บริษัทเราได้ล้มละลายก่อนที่เสาเข็มต้นแรกจะตอกลงดินแน่"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาหวิว รวินท์เม้มริมฝีปากแน่น ปมในใจเรื่องการทุจริตเชิงพาณิชย์ของคนในครอบครัวเมื่ออดีตผุดวาบขึ้นมาในหัวราวกับเงาหลอน เขาปฏิเสธที่จะแปดเปื้อนมือของตนเองด้วยผลงานที่ไร้จิตวิญญาณอีกเป็นครั้งที่สอง แม้ว่ามันจะต้องแลกกับการลาออกก็ตามที
ในจังหวะที่รวินท์กำลังจะอ้าปากเอ่ยคำขาด ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างนิ่มนวล
ศิลาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงبนิ่ง สวมสูทสีถ่านตัดเย็บอย่างประณีต ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างเก้าอี้ของรวินท์ สายตาคมกริบของนักบริหารมือฉกาจกวาดมองหน้าบอร์ดบริหารทีละคนด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา
"ผมคิดว่าวาระการประชุมนี้... น่าจะเพียงพอเท่านี้แล้วนะครับ" ศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในตัว
กรรมการอาวุโสขมวดคิ้ว "คุณศิลา คุณก็รู้ว่าสถานะทางการเงินของบริษัทเรากำลังวิกฤต การที่ปล่อยให้คุณรวินท์ดึงดันกับดีไซน์เดิมๆ มันคือการฆ่าตัวชัดๆ!"
ศิลาหันไปมองหน้ากรรมการท่านนั้นช้าๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในห้องถึงกับชะงัก
"บริษัทเราอาจจะกำลังวิกฤตทางการเงินจริงครับ... แต่เรายังไม่ถึงขั้นวิกฤตศศีลธรรมจนต้องเอาผลงานระดับชิ้นเอกไปเร่ขายอย่างไร้ศักดิ์ศรี" ศิลาเว้นจังหวะ สายตาคมกวาดมองเอกสารบนโต๊ะก่อนจะใช้ปลายนิ้วเขี่ยแฟ้มนั้นให้พ้นทาง "ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผมขอใช้สิทธิ์ขาดในการค้ำประกันโปรเจกต์มูนไลท์ด้วยรูปแบบดีไซน์เดิมของสถาปนิกหลัก... คุณรวินท์"
รวินท์เงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนอยู่เคียงข้าง ความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างวิ่งพล่านอยู่ในอก ทั้งแปลกใจ ตกใจ และ... หวั่นไหวอย่างประหลาด ชายผู้ซึ่งถูกมองว่าเป็นนักธุรกิจเลือดเย็นผู้แสวงหาแต่ผลกำไร กลับเลือกที่จะยืนหยัดปกป้องอุดมการณ์งานออกแบบของเขา ต่อหน้าบอร์ดบริหารที่พร้อมจะฉีกมันทิ้งได้ทุกเมื่อ
"คุณศิลา คุณกำลังเอาชื่อเสียงและอนาคตบริษัทมาเสี่ยงกับความดื้อรั้นของเด็กคนนี้นะครับ!" เสียงท้วงติงดังขึ้นอย่างหัวเสีย
"ผมไม่ได้เสี่ยงกับความดื้อรั้นครับ" ศิลาตอบกลับเสียงนิ่ง ทว่าแฝงรังสีความกดดันที่ทำให้อีกฝ่ายต้องกลืนน้ำลาย "ผมกำลังลงทุนกับ 'ความเชื่อใจ' ในฐานะหุ้นส่วนทางความคิดต่างหาก... และถ้าใครในที่นี้ยังมีปัญหาเรื่องทิศทางบริษัท เชิญยื่นใบลาออกบนโต๊ะผมได้เลยครับ"
ไม่มีเสียงโต้แย้งใดๆ หลุดออกมาจากปากของบอร์ดบริหารอีก บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนที่คณะกรรมการทั้งหมดจะทยอยเก็บเอกสารแล้วเดินออกจากห้องไปทีละคน จนกระทั่งเหลือเพียงแค่เขaทั้งสองคนในความเงียบงัน
รวินท์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สายตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่เคยคานอำนาจกันมาตลอด กลับหลอมรวมเป็นแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่ยากจะปฏิเสธ
"คุณทำแบบนี้ทำไมครับ... ศิลา" รวินท์เอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความระแวงสงสัยที่ยังคงหลงเหลืออยู่ "คุณรู้ดีว่าดีไซน์นี้ไม่ได้ช่วยให้บริษัทได้กำไรระยะสั้นตามที่คุณต้องการ"
ศิลาอมยิ้มมุมปากเล็กๆ ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาสีเข้มของสถาปนิกหนุ่ม ราวกับต้องการอ่านทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งหัวใจ
"บางที... การได้เห็นคุณชนะในสิ่งที่ผมไม่เคยกล้าจะรักษาไว้ อาจจะเป็นกำไรที่ดีที่สุดที่บริษัทนี้เคยมีก็ได้นะครับ" ศิลาตอบเสียงนุ่ม แววตาไหววับด้วยความหมายซ่อนเร้นที่ชวนให้หัวใจกระตุกวูบ
ทว่า ในวินาทีที่ความเงียบอันอบอุ่นกำลังโอบล้อมคนทั้งคู่ เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะทำงานของรวินท์ก็แผדเสียงแหลมสูงทำลายบรรยากาศลงอย่างไร้ความปรานี
รวินท์ละสายตาจากศิลา หยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูหน้าจอ ปลายนิ้วเรียวยาวชะงักค้างเมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนจากเบอร์แปลกปลอม
มันเป็นภาพถ่ายความละเอียดสูง... ภาพของพริมโรส นักข่าวสาวสายสืบสวน กำลังยืนอยู่หน้าโกดังร้างแห่งหนึ่งย่านชานเมือง ในมือถือเอกสารลับทางการเงินที่เชื่อมโยงกับคดีทุจริตของตระกูลรวินท์ และข้างกายเธอนั้น... มีเงาร่างของบุคคลปริศนากำลังก้าวเข้าไปประชิดตัวในความมืด พร้อมข้อความสั้นๆ ที่ส่งตามมาติดๆ ว่า:
*[ระวังตัวไว้ให้ดี... หุ้นส่วนของคุณ กำลังจะรู้ความจริงทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ใต้ฐานรากตึกนั้น]*
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและค้นหาความจริงไปกับตัวละครทุกตัวด้วยกันนะครับ — สายลมแผ่วเบา
สถาปนิกเงาเคียงเงาจันทร์•ตอนที่ 12
ความเชื่อใจในฐานะหุ้นส่วน
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาเคียงเงาจันทร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!