"ถ้าคุณคิดว่างานดีไซน์ของฉันมันไร้ระเบียบแบบแผนขนาดนั้น ทำไมตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามาในออฟฟิศ สายตาของคุณถึงไม่เคยละไปจากเส้นโค้งบนผนังฝั่งนั้นเลยล่ะคะ... อ้อ ขอโทษที ผมลืมไปว่าสถาปนิกผู้เคร่งครัดเรื่ององศาทุกกระเบียดนิ้วอย่างคุณธันวา คงมองมันเป็นแค่ความผิดพลาดที่น่าหงุดหงิดสินะครับ"
เสียงหัวเราะในลำคอของมินตราดังขึ้นเบาๆ แต่บาดลึกพอที่จะทำให้คนฟังรู้สึกเหมือนโดนเข็มเล่มเล็กๆ สะกิดเข้าที่ความถือดี ธันวาปรายตามองแก้วลาเต้ร้อนที่ควันยังพวยพุ่งขึ้นมาจางๆ บนโต๊ะไม้สนสีอ่อนในร้านกาแฟสไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์ กลิ่นหอมกรุ่นของเมล็ดกาแฟคั่วกลางไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศอึมครึมระหว่างพวกเขาลดความตึงเครียดลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งขับเน้นความต่างสุดขั้วของคนทั้งคู่ให้เด่นชัดขึ้น ราวกับเส้นขนานที่ถูกบังคับให้มาบรรจบกันในพื้นที่แคบๆ แห่งนี้
ธันวาขยับตัวเล็กน้อย สัญชาตญาณความเป็นสถาปนิกผู้ยึดมั่นในความสมบูรณ์แบบสั่งให้เขาจัดระเบียบหลอดดูดกาแฟและกระดาษรองแก้วให้ตั้งฉากกับขอบโต๊ะอย่างแม่นยำ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาวตรงหน้า แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาสلطงนิ่งราวกับผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้แรงกระพือ
"ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นความผิดพลาด คุณมินตรา" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่นิ่งสนิทจนน่ากลัว "ผมแค่มองว่ามันเป็นตัวอย่างชั้นดีของ 'ความพยายามที่จะแตกต่าง' โดยปราศจากรากฐานที่มั่นคง งานกราฟิกของคุณมันฉูดฉาด บาดตา และดึงดูดใจได้จริงในแวบแรก... แต่พอมันถูกยกมาใส่ลงในโครงสร้างสถาปัตยกรรม มันก็ไม่ต่างอะไรกับรูปปั้นดินเผาที่สวยงามแต่ไร้เสาเข็มรองรับ พร้อมจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อที่มีแรงสั่นสะเทือนเพียงเล็กน้อย"
มินตราแค่นหัวเราะออกมาทันที ดวงตากลมโตภายใต้แพขนตางอนงามวาวโรจน์ขึ้นด้วยความท้าทาย เธอยื่นมือเรียวไปหยิบแก้วกาแฟของตัวเองขึ้นมาจิบช้าๆ ก่อนจะวางกระแทกเบาๆ ลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงกระทบกันของเซรามิก
"เสาเข็มเหรอคะ? โลกไม่ได้มีแค่คอนกรีตกับเหล็กเส้นหรอกนะคุณธันวา งานของคุณน่ะมันสมบูรณ์แบบจนไร้ชีวิตชีวา เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมให้หายใจเข้าออกเป็นกริดและบล็อกสี่เหลี่ยม คุณกลัวความยุ่งเหยิง กลัวความคาดเดาไม่ได้ เพราะลึกๆ แล้วคุณกลัวว่าถ้ามันไม่มีระเบียบพวกนั้นคอยค้ำจุน ตัวตนข้างในของคุณมันจะพังทลายลงต่างหากล่ะ"
คำพูดของเธอเหมือนลูกดอกที่ปักเข้ากลางเป้าอย่างแม่นยำ ธันวากะพริบตาช้าๆ ครั้งหนึ่ง สันกรามคมชัดขึ้นจากการขบกรามแน่นโดยไม่รู้ตัว ความเงียบงันชั่วขณะปกคลุมโต๊ะมุมอับของร้านกาแฟ เสียงเครื่องชงกาแฟและเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ รอบตัวราวกับถูกตัดขาดออกไปจากโลกของคนทั้งสอง
จริงอยู่ที่เขาเกลียดความไร้ระเบียบ... แต่สิ่งที่เขาเกลียดมากกว่าคือการที่ผู้หญิงคนนี้มองทะลุผ่านเกราะป้องกันทุกชั้นที่เขาสร้างขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
ธันวาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจางๆ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ ปะปนมากับกลิ่นกาแฟ ยิ่งทำให้ประสาทสัมผัสของชายหนุ่มตื่นตัวอย่างรุนแรง ดวงตาคมจ้องลึกเข้าไปในดวงตานิ่งของหญิงสาว น้ำเสียงที่เปล่งออกมาในจังหวะต่อมาจึงทุ้มต่ำและจริงจังจนน่าใจหาย
"คุณคิดว่าผมกลัวความยุ่งเหยิงอย่างนั้นเหรอ มินตรา"
น้ำเสียงที่เปลี่ยนจากการเรียกชื่อเต็มมาเป็นชื่อตัวห้วนๆ ทำให้ลมหายใจของมินตรารอนแรมไปชั่วขณะ เธอนิ่งงันไปเล็กน้อย แต่ก็ยังเชิดหน้าขึ้นสู้สายตาอย่างไม่ยอมแพ้
"ถ้าไม่ได้กลัว... แล้วทำไมคุณต้องตามแก้ไลน์อัปงานของฉันทุกครั้งที่ส่งให้ทีมส่วนกลางตรวจด้วยล่ะคะ ทั้งที่มันผ่านเกณฑ์มาตรฐานไปตั้งนานแล้ว" เธอสวนกลับทันควัน ไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวรัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มเลยสักนิด
"เพราะผมไม่ได้มองหาแค่ 'มาตรฐาน' ไงครับ" ธันวาตอบกลับทันที น้ำเสียงเฉียบคมแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่อยากจะยอมรับ "ถ้าผมมองหาแค่มาตรฐาน ผมคงไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับการแก้ไฟล์งานของคุณจนตีสามตีสี่ทุกวันหรอก... งานของคนอื่นส่งมา ผมใช้เวลาตรวจไม่ถึงสิบนาที แต่กับงานของคุณ..."
เขาสบถเบาๆ ในลำคอ หลบสายตาไปมองทางอื่นชั่ววินัยก่อนจะหันกลับมาจ้องเธอตรงๆ ด้วยแววตาที่ร้อนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"...ผมต้องใช้เวลาครึ่งค่ำในการนั่งจ้องมัน แล้วถามตัวเองซ้ำๆ ว่า ผู้หญิงคนนี้เอาสมองส่วนไหนคิดถึงเส้นโค้งบ้าๆพล็อตนั้นขึ้นมาได้ แต่มันกลับ... สลักสำคัญจนผมลบออกไปจากหัวไม่ได้เลยสักครั้ง"
มินตรานิ่งอึ้งไปสนิท ดวงตากลมเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความมั่นใจและฝีปากกล้าที่เคยใช้โต้เถียงเมื่อครู่เหมือนถูกแช่แข็งไว้ด้วยประโยคสารภาพความในใจที่หลุดออกมาจากปากของสถาปนิกผู้เนี้ยบจัด บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ไอร้อนจากแก้วลาเต้ลอยวนอยู่ระหว่างใบหน้าของคนทั้งคู่ หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับเริ่มรัวเร็วขึ้นอย่างไร้สาเหตุ
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขารู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป แต่มันสายเกินกว่าจะดึงกลับแล้ว ร่างสูงขยับตัวจะพูดต่อเพื่อแก้สถานการณ์ แต่ทว่า—
"ขอโทษนะครับ... โต๊ะนี้ว่างไหมพอดีคนเต็มร้านเลย"
เสียงทุ้มต่ำของชายแปลกหน้าคนหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับเงาร่างของใครบางคนทาบทับลงมาบนโต๊ะ ธันวาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดระคนไม่พอใจ เขาดึงสายตากลับจากใบหน้าของมินตราอย่างเสียดาย แล้วหันไปปะทะสายตากับแขกไม่ได้รับเชิญที่ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะโดยไม่ทันตั้งตัว
ทว่า ทันทีที่ธันวาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของชายคนนั้นชัดๆ แววตาที่เคยขุ่นเคืองก็พลันเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงจนนิ่งค้าง ร่างทั้งร่างของสถาปนิกหนุ่มแข็งทื่อไปชั่วขณะ เมื่อพบว่าผู้ชายที่กำลังยืนยิ้มกริ่มอยู่ตรงหน้า... คือคนที่เขาไม่อยากเจอหน้ามากที่สุดในชีวิตนี้ และเป็นคนเดียวที่จะเข้ามาพลิกกระดานชีวิตทุกอย่างของเขาให้พังทลายลงในพริบตาเดียว!
มินตราสังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของธันวา เธอหันไปมองชายแปลกหน้าคนนั้นเช่นกัน ก่อนที่ลมหายใจของเธอจะสะดุดกึกเมื่อได้ยินประโยคทักทายที่หลุดออกมาจากปากของแขกผู้มาใหม่
"ไง... ไม่เจอกันนานนะ 'ธันวา' น้องชายตัวดี"
[นาโนบอทมาสเตอร์ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ เดือดดาลของธันวาและมินตรา แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!]
เซฟโซนของนายสถาปนิกสุดเนี้ยบ•ตอนที่ 3
กาแฟหนึ่งแก้วกับคำสบประมาท
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของนายสถาปนิกสุดเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
