โลหิตสีชาดหยดลงกระทบพื้นหินผาที่แตกราน ส่งเสียงดังแปะ... แปะ... ราวกับเสียงนับถอยหลังแห่งความตาย หุบเขารกร้างร้อยอสูรในยามนี้มิได้เงียบสงบ หากแต่ถูกปกคลุมด้วยไอสังหารที่เข้มข้นจนแทบกลายเป็นรูปธรรม ร่างของผู้อาวุโสสำนักมารผู้หนึ่งล้มลงอย่างไร้ลมหายใจ ดวงเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกถึงขีดสุด ขณะที่เบื้องหน้าของมันคือเงาร่างในชุดคลุมสีขาวสนิทราวกับหิมะโปรยปราย
ไป๋จินเฉิน ยืนนิ่งสงบดั่งรูปสลักหยกน้ำแข็ง เส้นผมสีดำสนิทถูกมัดรวบไว้ด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย ทว่าทั่วทั้งร่างกลับแผ่ซ่านไอเย็นยะเยือกที่กัดกร่อนสรรพสิ่งรอบกายจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน ในมือขวาของเขาคือ "กระบี่เยือกแข็งเผาฟ้า" กระบี่โบราณที่ไร้ซึ่งลวดลายประดับประดา ทว่าคมกระบี่กลับเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า บาดลึกผืนฟ้าจนเกิดรอยแยกสีดำมืดของห้วงมิติ
"สำนักเทียนหลางส่งเดนตายเช่นพวกเจ้ามาอีกสักกี่คน ผลลัพธ์ก็มีเพียงสถานเดียว..."
น้ำเสียงของไป๋จินเฉินราบเรียบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ ราวกับประกาศิตจากสรวงสวรรค์ ความทะนงตนในวิถีกระบี่ของเขาไม่ได้เกิดจากความเย่อหยิ่งลำพอง ทว่ามันหล่อหลอมมาจากกองเลือดและความแค้นที่ฝังรากลึกในดวงจิตมานานนับปี บาดแผลจากอดีตที่เคยถูกหักหลังโดยสำนักที่ตนเคยปกป้อง ทำให้หัวใจของเขาด้านชาดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์
ทว่า ก่อนที่เขาจะได้สะบัดกระบี่เก็บเข้าฝัก ไออุ่นสายหนึ่งพลันแผ่ซ่านเข้ามาในรัศมีร้อยลี้ ไออุ่นนี้มิใช่ความอบอุ่นอ่อนโยน หากแต่มันคือ "เพลิงจิตวิญญาณอัคคีบรรพกาล" เพลิงสีชาดแกมทองที่แผดเผาทุกสิ่งที่สัมผัส แม้กระทั่งอากาศยังบิดเบี้ยวหลอมละลาย
ฉับพลันนั้น กลีบดอกเหมันต์สีแดงเพลิงนับพันก็โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าที่ไร้ซึ่งเมฆหมอก ท่ามกลางเกล็ดน้ำแข็งและเปลวเพลิงที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างแผ่วเบาราวกับภาพลวงตา
นางพญาเซียน... มู่หรงเสวี่ย
นางก้าวเดินลงมาจากยอดผารกร้าง ท่วงท่าสง่างามเยือกเย็นดั่งเทพธิดาน้ำแข็ง อาภรณ์สีเพลิงสลับขาวพลิ้วไหวตามแรงลมปราณ ใบหน้างดงามล่มเมืองเรียบเฉยราดรดด้วยความเยชา ดึงดูดสายตาแต่ก็เต็มไปด้วยรัศมีกดดันที่ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปแทบกระอักเลือด ทว่าในดวงตาคู่คมกริบคู่นั้น กลับมิได้ทอดมองซากศพรอบกาย หากแต่จับจ้องไปยังบุรุษชุดขาวผู้ถือกระบี่เยือกแข็งเพียงผู้เดียว
"ไป๋จินเฉิน... เจ้ายังคงรaนหาที่ตายด้วยการแบกรับความแค้นนี้ไว้บนบ่าคนเดียวเช่นเคยสินะ"
มู่หรงเสวี่ยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางไพเราะดุจเสียงพิณสวรรค์ ทว่าเย็นเยียบราวกับสายลมหนาวพัดผ่านยอดเขา ทว่าลึกเข้าไปในน้ำเสียงนั้น กลับซ่อนความห่วงใยที่นางไม่เคยเอ่ยปากบอกผู้ใด
ไป๋จินเฉินปรายตามองนางเล็กน้อย กระบี่ในมือยังคงส่งเสียง "ฮัม" เบาๆ ราวกับตอบรับกับพลังอัคคีที่อยู่เบื้องหน้า "เรื่องของข้า ไม่จำเป็นต้องให้องค์หญิงแห่งวังอัคคีสวรรค์มาใส่ใจ หลบไปซะ... คนของสำนักเทียนหลางยังเหลืออีกมากที่ข้าต้องสังหารล้างบาง"
"เจ้าคนปากแข็ง..." มู่หรงเสวี่ยแค่นเสียงเบาในลำคอ ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน ทว่าแววตากลับทอประกายความลึกซึ้งที่สั่นไหว นางก้าวเท้าเข้ามาประชิดในระยะที่อันตรายที่สุด—ระยะที่กระบี่ของไป๋จินเฉินสามารถปลิดชีพนางได้ในพริบตาเดียว—โดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
อัคคีในกายของนางแผ่ซ่านเข้าปะทะกับไอเย็นจากกระบี่เยือกแข็ง เกิดเป็นหมอกควันสีขาวพวยพุ่งปกคลุมไปทั่วบริเวณ สัจธรรมแห่งวิถีเซียนกล่าวไว้ว่า น้ำและไฟย่อมไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ เช่นเดียวกับชะตากรรมของพวกเขาทั้งสองที่ถูกลิขิตให้หักล้างกัน ทว่าในห้วงเวลาอันตรายนี้ ทั้งเขาและนางกลับเป็นเพียงคนเดียวในยุทธภพที่เข้าใจความโดดเดี่ยวของกันและกันอย่างแท้จริง
"ข้าไม่ได้มาเพื่อขัดขวางเจ้า..." มู่หรงเสวี่ยก้าวเข้าไปใกล้จนกลิ่นหอมจางๆ ประจำกายของนางลอยปะปนกับกลิ่นคาวเลือด นางเงยหน้าขึ้นสบตาจอมยุทธ์ผู้ทะนงตน "แต่ข้ามาเพื่อเตือน... ขอบเขตวิญญาณสวรรค์ขั้นที่เก้าของเจ้ากำลังจะเกิด 'ทัณฑ์อัคคีเหมันต์ย้อนกลับ' หากเจ้ายังดึงดันใช้พลังกระบี่เยือกแข็งสังหารคนเพิ่มในคืนนี้ เส้นชีพจรปราณของเจ้าจะถูกแผดเผาจนแตกสลายเป็นจุล"
ไป๋จินเฉินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหรี่ลง จิตสังหารในกายไหววูบชั่วขณะ ทว่าความดื้อรั้นและปมในใจกลับทำให้เขาสยะยิ้มเย็นชา "ต่อให้เส้นชีพจรแตกสลาย หรือฟ้าดินจะลงทัณฑ์ มู่หรงเสวี่ย... หนี้เลือดของสำนักฉันทร์กระจ่าง ข้าต้องสะสางด้วยมือคู่นี้ ต่อให้ต้องดับสูญทั้งวิญญาณ ข้าก็ไม่เสียใจ"
สิ้นคำพูดของเขา บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนเป็นดั่งพายุคลั่ง ไอเย็นจากกระบี่พุ่งทะยานเสียดฟ้าจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งสีดำสนิท ทว่าในขณะเดียวกัน ท้องฟ้าเบื้องบนกลับคำรามลั่นด้วยเสียงอัคคีสีทองที่กำลังก่อตัวเป็นรูปมังกรเพลิงขนาดมหึมา แผ่นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วมุ่น นางรู้ดีว่าคนผู้นำดื้อรั้นเพียงใด และในวินาทีวิกฤตนี้เอง นางตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดในใต้หล้าคาดคิด—นางก้าวประชิดตัวไป๋จินเฉินจนชิดแนบแน่น มือเรียวบางดั่งหยกขาวเอื้อมไปกุมมือที่ถือกระบี่เยือกแข็งเอาไว้โดยตรง โดยไม่สนใจว่าความเย็นยะเยือกจะกัดกินผิวเนื้อของนางจนเกิดรอยไหม้สีขาว
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!" ไป๋จินเฉินเบิกตากว้างเป็นครั้งแรก ความเย็นชาทั้งหมดพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือของนางที่ถ่ายเทเข้ามาเพื่อกดสะกดพลังย้อนกลับในกายเขา
มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตานางเด็ดเดี่ยวและมั่นคงยิ่งกว่าสิ่งใด "ใช่... ข้ามันบ้าที่ยอมมอบหัวใจและวิถีกระบี่ของข้าให้จอมยุทธ์ผู้ทะนงตนเช่นเจ้า หากเจ้าจะตายด้วยทัณฑ์สวรรค์ในคืนนี้ ข้า... มู่หรงเสวี่ย จะขอแผดเผาตัวเองเคียงข้างเจ้าในกองเพลิงนี้เอง!"
ทันใดนั้นเอง พื้นดินเบื้องหน้าพวกเขาก็ระเบิดออกอย่างไร้สัญญาณเตือน ร่างเงาสودอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่สั่นประสาท
"ฮ่าๆๆๆ ช่างเป็นภาพความรักที่น่าประทับใจเสียจริง ไป๋จินเฉิน... มู่หรงเสวี่ย... วันนี้แหละคือวันตายของพวกเจ้า!"
เจ้าสำนักเทียนหลางปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับคัมภีร์ลับมารโลหิตในมือที่แผ่ไอสีดำทะมฬปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา และในวินาทีที่กระบี่เยือกแข็งในมือของไป๋จินเฉินสั่นระริกเตรียมพุ่งทะยานออกไปรับมือกับศัตรูตัวฉกาจ ท้องฟ้าเบื้องบนก็ผ่าสายฟ้าสีทองคำผสมเพลิงโลหิตลงมาผ่ากลางหัวใจของพวกเขาทั้งสองพร้อมกัน!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางสู่วิถีกระบี่อันหนาวเหน็บและร้อนแรงนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
กระบี่เยือกแข็งเผาฟ้าท้าลิขิต•ตอนที่ 1
เงากระบี่กลางเหมันต์
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เยือกแข็งเผาฟ้าท้าลิขิต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
