"กลิ่นไอสนิมกับคราบดินประสิวแบบนี้... ไม่ใช่ร่องรอยของวิญญาณอาฆาตทั่วไปแน่ค่ะ"
เสียงกระซิบแผ่วเบาของอาจารย์อรชรดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ร่างโปร่งแสงในชุดผ้าไทยร่วมสมัยขยับเข้าใกล้เสาไม้ตะเคียนโบราณที่บิดเบี้ยวผิดรูป เปลวเพลิงสีครามในตะเกียงพกพาของศรัณย์กะพริบไหวรุนแรงจนเกิดเสียงปะทุ *เปรี๊ยะ* สะท้อนความไม่เสถียรของสนามพลังงานรอบตัว
ศรัณย์ปรับแว่นตาเลนส์พิเศษ บันทึกค่าความหนาแน่นของออร่าที่อ่านค่าได้ผ่านหน้าจอโฮโลแกรมขนาดจิ๋วที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันวิเคราะห์ไสยเวทที่เขาพัฒนาขึ้นเอง นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโครงเหล็กของเครื่องมือวัดสมาธิเพื่อรีเซ็ตค่า
"ความถี่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในหมู่บ้านร้างแห่งนี้ผิดเพี้ยนไปจากมาตรฐานถึงสี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะอาจารย์" ศรัณย์กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความตึงเครียด สายตาสอดส่องไปตามเรือนไทยกระต๊อบไม้เก่าที่ผุพังเรียงรายอยู่เบื้องหน้า "ถ้ามองในแง่ของฟิสิกส์เชิงซ้อน... ที่นี่ไม่ใช่แค่พื้นที่รกร้างธรรมดา แต่โครงสร้างมิติเวลาถูกบิดเบือนด้วยอาคมบางอย่างที่ถูกเซ็ตอัพไว้เหมือนวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ"
นี่คือหมู่บ้าน "หนองIรุ้ง" ที่ถูกลบชื่อออกจากแผนที่ราชการมานานกว่าสามสิบปี หลังเกิดโศกนาฏกรรมลึกลับที่ไม่มีใครให้คำตอบได้ ทว่าเป้าหมายที่ศรัณย์และอาจารย์อรชรต้องมาเยือนในวันนี้ กลับไม่ใช่การตามล่าดวงวิญญาณเร่ร่อน หากแต่เป็นการแกะรอย "อาคมที่ผิดเพี้ยน" ซึ่งส่งคลื่นรบกวนมายังหอพักนักศึกษาของเขาจนทำให้เครื่องมือตรวจวัดรอยแยกมิติเกิดความร้อนสูงผิดปกติเมื่อคืนก่อน
ศรัณย์ก้าวเท้าเหยียบบนพื้นดินแห้งแล้งที่เต็มไปด้วยเศษซากกระเบื้องเคลือบแตกหัก ทุกย่างก้าวของเขาคำนวณไว้หมดแล้วด้วยหลักกลศาสตร์เพื่อหลีกเลี่ยงจุดที่พลังงานใต้ดินพุ่งพล่าน แต่ทว่า... สัญชาตญาณบางอย่างกลับร้องเตือน
"ระวังค่ะศรัณย์!"
อาจารย์อรชรพุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนเสื้อของเขาไว้ทันท่วงที พร้อมกับที่พื้นดินเบื้องหน้าทรุดตัวลงกลายเป็นหลุมลึกสีดำสนิท ไอน้ำสีเทาพวยพุ่งขึ้นมาจากหลุม พร้อมกับกลิ่นเน่าเฟะของซากพืชและโลหะเก่าเก็บที่ชวนให้อาเจียน
ศรัณย์ถอยหลังกรูด หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยแต่สีหน้ายังคงควบคุมไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาก้มลงมองซากหลุมยุบนั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ "ไม่ใช่หลุมยุบตามธรรมชาติ... มีการฝังแผ่นยันต์โลหะลงไปเป็นอาคมถ่วงดุลน้ำหนักพลังงาน นี่คือ 'ค่ายกลปิดผนึก' ที่เสื่อมสภาพแล้วค่ะอาจารย์"
"ถูกต้องค่ะ" อาจารย์อรชรทอดสายตามองลึกลงไปในความมืดมิดของหมู่บ้านร้าง "และคนที่สร้างค่ายกลนี้ไม่ได้ต้องการป้องกันไม่ให้สิ่งใด 'ออกไป' แต่พวกเขากำลังกักขังบางอย่าง 'ให้อยู่ข้างក្នុង' ต่างหากล่ะคะ"
ทั้งสองเดินลึกเข้าไปใจกลางหมู่บ้าน เรือนไม้แต่ละหลังตั้งตระหง่านราวกับซากโครงกระดูกของสัตว์ดึกดำบรรพ์ หน้าต่างบานเกล็ดที่ปิดสนิทส่งเสียงเอี๊ยดอาร์ดตามแรงลมที่พัดผ่านอย่างประหลาด ทั้งที่รอบตัวไม่มีกระแสลมแม้แต่น้อย ศรัณย์ยกอุปกรณ์ตรวจวัดขึ้นมาอีกครั้ง หน้าจอแสดงผลเริ่มปรากฏเส้นกราฟพุ่งสูงขึ้นเป็นรูปฟันเลื่อย บ่งบอกว่าพวกเขาเข้ามาใกล้แหล่งกำเนิดพลังงานหลักแล้ว
"ศรัณย์... คุณสังเกตเห็นอะไรไหมคะ?" อาจารย์อรชรหยุดเดิน ดวงตากลมโตสีนิลกวาดมองไปรอบหมู่บ้าน
"ครับ... เอ่อ หมายถึง ค่ะ" ศรัณย์เกือบเผลอใช้สรรพนามผิดตามความเคยชินสมัยเรียนมหาวิทยาลัย แต่รีบแก้คำพูดทันทีตามกฎระเบียบของบรรยากาศ "รอยแยกมิติไม่ได้มีแค่จุดเดียว แต่พวกมันเรียงตัวเป็นรูปทรงเรขาคณิต... นี่คือวงจรคาถาขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานชีวิตของคนทั้งหมู่บ้านในอดีตมาเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อน"
"ฉลาดมากค่ะ" อาจารย์อรชรส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ให้ความอบอุ่นท่ามกลางบรรยากาศวังเวง "และตอนนี้ 'แบตเตอรี่' ที่ใช้หล่อเลี้ยงวงจรนี้กำลังจะหมดลง สิ่งที่ถูกกักขังไว้จึงเริ่มส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ... หรืออาจจะกำลังพยายามพังประตูออกมา"
ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งลมโบราณที่แขวนอยู่ใต้ชายคาเรือนไม้ร้างเบื้องหน้าก็ดังขึ้น *กริ๊ง... กริ๊ง...*
ไม่ใช่เสียงจากลมพัด แต่เป็นเพราะแรงสั่นสะเทือนของคลื่นความถี่ต่ำที่ทำให้โลหะสั่นไหว ศรัณย์ยกมือขึ้นห้ามให้อาจารย์อรชรหยุดนิ่ง เขาดึงแผ่นยันต์กระดาษสาที่ลงอักขระด้วยหมึกผสมผงเหล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์นักศึกษา นิ้วมือเรียวยาวดีดแผ่นยันต์ออกไปกลางอากาศ มันลอยค้างนิ่งอยู่ด้วยแรงขับเคลื่อนของพลังจิตและสนามแม่เหล็กที่เขาควบคุม
"ถ้ามันจะออกมา เราก็ต้องปรับแต่งความถี่ของอาคมให้สอดคล้องกับคลื่นสมองของมนุษย์ เพื่อไม่ให้จิตใจของเราถูกกลืนกินไปกับพลังงานด้านลบค่ะ" ศรัณย์พึมพำกับตัวเองอย่างมีสมาธิ
เขากดปุ่มเปิดใช้งานโหมดเร่งด่วนบนอุปกรณ์ฟิสิกส์ไสยเวท แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นตัดกับความมืดมิดของหมู่บ้านร้าง แผ่นยันต์กลางอากาศหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหิว อาคมที่เคยบิดเบี้ยวกำลังถูกปรับจูนโครงสร้างใหม่ด้วยหลักตรรกะและพลังจิตอันแน่วแน่ของนักศึกษาหนุ่มผู้รอบคอบ
ทว่า... ในวินาทีที่โครงข่ายอาคมกำลังจะเข้าสู่จุดสมดุล เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่ก็ดังขึ้นจากใต้พื้นดินรอบตัวพวกเขาราวกับมีกองทัพที่มองไม่เห็นกำลังเคลื่อนพลเข้าประชิด!
อาจารย์อรชรหันขวับไปมองยังเงาดำที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากหลุมยุบทุกแห่งรอบหมู่บ้าน ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย—ปฏิกิริยาที่หาได้ยากยิ่งจากหญิงสาวผู้ลึกลับ
"ศรัณย์... นั่นไม่ใช่ดวงวิญญาณตกค้างทั่วไปค่ะ" อาจารย์อรชรเอ่ยเสียงเครียด "มีคนจงใจ 'รีเซ็ต' ระบบอาคมนี้จากภายนอก... และตอนนี้ ประตูมิติระดับ SSS กำลังถูกบังคับให้เปิดออกแล้ว!"
หน้าจอโฮโลแกรมในมือของศรัณย์กะพริบเป็นสีแดงฉาน พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนระบบที่ปรากฏขึ้นด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่:
*[WARNING: Dimension Rift Breach Detected - Target ID: Unknown Entity "The Architect"]*
เงาร่างมหึมาไร้หน้าตาที่ประกอบขึ้นจากเศษซากความทรงจำและแรงอาฆาตคืบคลานออกมาจากม่านหมอกหนาทึบ ดวงตาสีเลือดคู่หนึ่งลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะแหבריือนที่สะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของทั้งสองคน
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปกับศรัณย์และอาจารย์อรชรในตอนนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ•ตอนที่ 9
ความจริงหลังม่านหมอก
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกคดีวิญญาณตกค้างกับนายนักศึกษาผู้รอบคอบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!