“เซ็นชื่อลงไปตรงนี้ค่ะ... ภูริช”
น้ำเสียงของรินลดาเรียบสนิทราวกับผิวน้ำที่ไร้กระแสลม เธอวางกระดาษแผ่นหนึ่งลงบนโต๊ะอาหารหินอ่อนตัวยาวที่ประดับด้วยแจกันดอกลิลลี่สีขาวสะอาดตา วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่สาม ทว่าบนโต๊ะกลับไม่มีแสงเทียน ไม่มีไวน์ราคาแพง มีเพียงซองเอกสารสีน้ำตาลที่ดูแปลกแยกและขัดตาอย่างถึงที่สุด
ภูริชเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอไอแพด ดวงตาคมกริบสีนิลคู่นั้นตวัดมองภรรยาเพียงครู่ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปยังเอกสารที่วางอยู่ตรงหน้า เขาไม่ได้ดูเนื้อหาข้างในด้วยซ้ำ เพราะเพียงแค่เห็นหัวกระดาษที่พิมพ์ตัวหนาว่า ‘หนังสือสัญญาหย่า’ มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่มุมปาก
“นี่คือของขวัญวันครบรอบที่เธอเตรียมไว้ให้ฉันงั้นเหรอ ริน” เขาถาม เสียงทุ้มต่ำนั้นติดจะเย็นชา “เรียกความสนใจด้วยวิธีเดิมๆ น่าเบื่อนะคะ ครั้งที่แล้วที่เธอประชดด้วยการหนีไปต่างจังหวัด ฉันก็บอกไปแล้วว่าฉันไม่ชอบเล่นเกมพวกนี้”
รินลดานั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แผ่นหลังของเธอยืดตรง ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความอ่อนหวานยามมองเขา บัดนี้กลับเหลือเพียงความว่างเปล่าที่ทำเอาคนมองรู้สึกหงุดหงิดโดยไม่ทราบสาเหตุ “นี่ไม่ใช่การประชดค่ะ แต่มันคือการคืนอิสรภาพให้คุณ... และให้ตัวเอง”
“อิสรภาพ?” ภูริชแค่นหัวเราะ เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่วงท่าผ่อนคลายแต่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาล “เธอคิดว่าโลกภายนอกที่ไม่มีฉันหนุนหลังอยู่ เธอจะยืนหยัดได้นานแค่ไหน รินลดา? อย่าลืมว่าสถานะ ‘คุณนายภูริช’ คือโล่กำบังเดียวที่ทำให้เธอยังคงทำงานที่เธอรักได้อย่างสุขสบาย”
“ฉันเหนื่อยกับการอยู่หลังโล่ที่บาดมือตัวเองแล้วค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ไม่โต้เถียง ไม่ร้องไห้ ไม่คร่ำครวญ ราวกับว่าความรู้สึกที่เคยมีต่อเขาได้ถูกฝังกลบไปพร้อมกับความอดทนครั้งสุดท้ายที่เพิ่งสิ้นสุดลงเมื่อคืนนี้
ภูริชหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงขึ้นมา ควงมันเล่นในมืออย่างใจเย็น เขามองหญิงสาวตรงหน้าที่วันนี้ดูแตกต่างออกไป แววตาที่เคยจดจ้องแต่เขา บัดนี้กลับดูสงบราวกับกำลังรอคอยเส้นชัยบางอย่าง เขาไม่คิดจะเซ็น แต่นึกสนุกอยากจะดัดนิสัยให้เธอรู้ว่าการกล้าขู่เขาแบบนี้ต้องแลกด้วยอะไร
“ถ้าอยากไปนัก ก็ไปได้... แต่เธอต้องรู้ไว้อย่างหนึ่งนะรินลดา สิ่งที่เธอสร้างมาทั้งหมด รวมถึงอนาคตที่เธอวาดฝันไว้ ถ้าไม่มีชื่อของฉันกำกับอยู่ มันก็แค่เศษกระดาษ” เขาพูดพลางจรดปากกาลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วและหนักแน่น ไม่ใช่เพราะต้องการหย่า แต่เพราะเขาเชื่อว่าเธอจะทนการ ‘ตัดขาด’ จากอำนาจของเขาไม่ได้เกินหนึ่งอาทิตย์
“ขอบคุณค่ะ” รินลดาหยิบเอกสารคืนมาทันทีที่เขาวางปากกา เธอไม่ได้แยแสท่าทีเย่อหยิ่งของเขาแม้แต่นิดเดียว เธอเพียงแค่เก็บมันเข้ากระเป๋าถืออย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“เย็นนี้ฉันจะย้ายของออก หวังว่าคุณจะไม่รบกวนเวลาส่วนตัวของฉันหลังจากนี้”
“เธอกล้าสั่งฉัน?” ภูริชขมวดคิ้ว เขาลุกขึ้นยืนประจันหน้า ความสูงที่ต่างกันทำให้เขาดูเหนือกว่าอย่างชัดเจน แต่ทว่า... รินลดากลับไม่หลบสายตา
“ฉันไม่ได้สั่ง แต่ฉันกำลังแจ้งให้ทราบ... ในฐานะคนแปลกหน้า”
รินลดาสะบัดหน้าเดินออกไปจากห้องอาหาร ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัด ภูริชยืนนิ่ง มือของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน เขาไม่เคยรู้สึกว่า ‘ชัยชนะ’ ของตัวเองในวันนี้มันช่างขมขื่นและว่างเปล่าขนาดนี้มาก่อน
...
คฤหาสน์ท้ายซอยที่รินลดาเช่าไว้ชั่วคราวไม่ได้หรูหราเท่าคฤหาสน์หลังเดิม แต่มันอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความสุขที่เธอไม่เคยได้รับ ทันทีที่เธอเปิดประตูเข้าไป เสียงหัวเราะสดใสของเด็กน้อยก็ดังขึ้นรับการกลับมา
“หม่ามี้! หม่ามี้มาแล้ว!”
เด็กชายวัยสองขวบที่มีดวงตากลมโตและคิ้วหนาเข้มเหมือนใครบางคนที่รินลดาเพิ่งเดินจากมา วิ่งเตาะแตะเข้ามาสวมกอดขาของเธอไว้แน่น รินลดาอุ้มลูกชายขึ้นแนบอก กลิ่นแป้งเด็กอ่อนๆ ช่วยชะล้างความเหนื่อยล้าในใจจนหมดสิ้น
“ลีโอครับ วันนี้เป็นเด็กดีไหมคะ?”
“ดีคั่บ! ลีโอวาดรูปให้หม่ามี้ด้วย” เด็กน้อยชี้ไปที่โต๊ะไม้ตัวเล็กที่มีกระดาษวาดเขียนวางอยู่ ภาพวาดลายเส้นยุ่งเหยิงที่เป็นรูปคนสามคนยืนจับมือกัน แม้จะดูไร้ระเบียบ แต่มันคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเธอ
รินลดาหอมแก้มลูกชายฟอดใหญ่ “ขอบคุณนะคะคนเก่งของแม่ ต่อจากนี้เราสองคนจะมีกันและกันตลอดไปนะ ลีโอไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว หม่ามี้จะปกป้องลูกเอง”
เธอนั่งเล่นกับลูกอยู่พักใหญ่จนกระทั่งได้ยินเสียงออดหน้าบ้าน รินลดาขมวดคิ้ว เธอไม่ได้นัดใครไว้ และที่นี่ก็ไม่มีใครรู้จักนอกจากเพื่อนสนิทเพียงคนเดียว เมื่อเดินไปเปิดประตู ร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดที่คุ้นตาของภูริชก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า
เขาไม่ได้ดูประหลาดใจนักที่เห็นเธอที่นี่ แต่สายตาของเขากลับกวาดมองเข้าไปในตัวบ้านอย่างระแวง
“ฉันลืมถามไป... ว่าสิ่งเดียวที่เธอขนติดตัวไปจากห้องทำงานของฉันคือแฟ้มเอกสารเก่าๆ พวกนั้นทำไม” ภูริชถามเสียงเย็น เขาเดินแทรกตัวเข้ามาในบ้านโดยไม่รออนุญาต
“ออกไปนะคะภูริช!” รินลดาขวางทางเขาไว้
“ทำไม? กลัวฉันเห็นอะไรที่เธอซ่อนไว้เหรอ?” ภูริชแค่นยิ้มก่อนจะก้าวฉับๆ เข้าไปกลางห้องโถง ทว่าฝีเท้าของเขากลับหยุดชะงักลงทันที เมื่อสายตาประสานเข้ากับเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนพรมเช็ดเท้า
ลีโอเงยหน้าขึ้นมองคนแปลกหน้า ดวงตาสีเดียวกับเขาเป๊ะไม่มีผิดเพี้ยน จมูกโด่งรั้นที่เขามักจะเห็นในกระจกทุกเช้า สะท้อนอยู่ในใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยที่กำลังกอดตุ๊กตาหมีแน่น
ภูริชเบิกตากว้าง ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปเสี้ยววินาที “ริน... เด็กคนนี้... ลูกใคร”
รินลดายืนตัวแข็งทื่อ หัวใจของเธอเต้นรัวราวกับกลองรบ เมื่อเห็นภูริชก้าวเท้าเข้าไปใกล้ลูกชายของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับถูกมนต์สะกด ความลับที่เธออุตส่าห์เก็บงำไว้ตลอดสองปี กำลังถูกกระชากออกมาต่อหน้าต่อตาในวันที่เธอกำลังจะก้าวพ้นจากเงาของเขาไปได้เพียงไม่กี่ชั่วโมง
มิดไนท์คิสขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและการเริ่มต้นใหม่ของรินลดาในตอนแรกนี้ด้วยกันนะคะ
นับถอยหลังรักคืนใจให้คุณอดีตสามี•ตอนที่ 1
รอยร้าวที่ไม่ทันสังเกต
ผลงานโดย มิดไนท์คิส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิดไนท์คิส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นับถอยหลังรักคืนใจให้คุณอดีตสามี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
