กลิ่นสนิมเหล็กจางๆ ลอยมาแตะจมูกทันทีที่รินรดาเปิดซองพัสดุสีน้ำตาลเนื้อหยาบกระด้างนั่นออก มันไม่ใช่กลิ่นอับของกระดาษเก่า แต่มันคือกลิ่นของความตายที่แห้งกรังอยู่บนเนื้อสัมผัสของภาพถ่ายใบหนึ่ง
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความสั่นไหวในทรวงอก นิ้วเรียวที่ผ่านการทำงานละเอียดอ่อนมานับไม่ถ้วนค่อยๆ คลี่กระดาษไขที่ห่อหุ้มวัตถุชิ้นนั้นออก แสงไฟจากโคมตั้งโต๊ะในสตูดิโอเล็กๆ ของเธอส่องกระทบสิ่งที่อยู่ตรงหน้า... ภาพถ่ายครอบครัวสีซีดจางที่ถูกกรีดด้วยของมีคมจนขาดวิ่น และบนรอยแยกนั้น มีคราบสีน้ำตาลเข้มที่เธอรู้ดีว่ามันคืออะไร
“คุณแม่ครับ... นั่นรูปใครเหรอครับ?”
เสียงเล็กๆ ของต้นกล้าดังขึ้นจากมุมห้อง รินรดาสะดุ้งเฮือก เธอรีบคว่ำรูปใบนั้นลงกับโต๊ะทำงานทันที ก่อนจะหันไปยิ้มให้ลูกชายวัยห้าขวบด้วยท่าทีที่ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้หัวใจจะเต้นรัวเหมือนกลองรบ
“งานของคุณแม่น่ะครับ ต้นกล้าไปอ่านนิทานรอแม่ที่เตียงก่อนนะ เดี๋ยวแม่จะรีบตามไป”
“แต่คุณแม่ตัวสั่นนะครับ...” เด็กน้อยทักท้วง ดวงตากลมโตฉายแววใสซื่อแต่เปี่ยมไปด้วยความสังเกตที่เกินวัย
รินรดาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเธอแหบพร่า “แม่แค่หนาวน่ะครับ ห้องนี้แอร์เย็นไปหน่อย ไปเถอะครับคนเก่ง”
เมื่อร่างเล็กๆ ของลูกชายลับสายตาไป รินรดาจึงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ความแข็งแกร่งที่เธอพยายามสร้างขึ้นมาตลอดห้าปีหลังจากหนีพ้นจากขุมนรกแห่งนั้นดูเหมือนจะพังทลายลงเพียงเพราะวัตถุชิ้นเดียว เธอหยิบรูปนั้นขึ้นมาอีกครั้ง มือที่สั่นเทาค่อยๆ เกลี่ยรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่บนใบหน้าของชายหญิงในรูป... ชายผู้ที่เธอเคยรักจนหมดใจ และหญิงสาวที่เธอเคยเรียกว่าน้องสาว
ไม่มีชื่อผู้ส่ง ไม่มีที่อยู่ต้นทาง มีเพียงกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่แปะไว้ด้านหลังด้วยลายมือที่คุ้นตาจนน่าขนลุก
*‘ฟื้นฟูมันให้เหมือนเดิม... ก่อนที่ความจริงจะถูกฝังกลบไปพร้อมกับเลือดที่หยดลงบนภาพนี้’*
ความเงียบงันในยามค่ำคืนราวกับจะบีบคั้นอากาศหายใจ รินรดารู้ดีว่าการรับงานนี้คือการเปิดประตูสู่อดีตที่เธอฝังกลบไว้อย่างมิดชิด แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะปฏิเสธ เพราะในมุมหนึ่งของภาพที่เปื้อนเลือดนั้น เธอเห็นบางอย่าง... บางอย่างที่ทำให้เลือดในกายเธอเย็นเฉียบ
เธอหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูรายละเอียดบริเวณพื้นหลังของภาพถ่าย ในเงาของซุ้มประตูที่คนในรูปยืนอยู่นั้น มีเงาร่างของชายคนหนึ่งที่ยืนถือเข็มกลัดประจำตระกูลที่เธอรู้จักดี... เข็มกลัดที่ควรจะถูกทำลายไปพร้อมกับเหตุการณ์เพลิงไหม้ในค่ำคืนนั้น
“มันเป็นไปไม่ได้...” เธอพึมพำกับตัวเอง
ในขณะที่เธอกำลังจดจ่ออยู่กับการวิเคราะห์ร่องรอยนั้น เสียงเคาะประตูห้องสตูดิโอที่ถูกล็อกไว้ก็ดังขึ้นอย่างรุนแรง สามครั้ง... จังหวะหนักแน่นและเยือกเย็นราวกับผู้มาเยือนกำลังประกาศศักดา
รินรดาลุกขึ้นยืนทันที เธอซ่อนรูปใบนั้นไว้ในลิ้นชักที่ล็อกไว้แน่นหนา ก่อนจะเดินไปที่ประตูด้วยความระมัดระวัง เธอส่องผ่านช่องมองตาแมว และลมหายใจของเธอก็แทบหยุดชะงัก
ผู้ชายคนนั้น... คนที่ควรจะอยู่ในหน้าข่าวธุรกิจระดับประเทศ ไม่ใช่มายืนอยู่หน้าห้องพักซอมซ่อในย่านเสื่อมโทรมแห่งนี้
ศิลา ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าประตู ชุดสูทสีเข้มของเขาดูขัดกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยฝุ่นผง ดวงตาคมกริบคู่นั้นไร้ซึ่งความปรานีใดๆ ราวกับเครื่องจักรที่ไร้ความรู้สึก เขามองผ่านเข้ามาในช่องมอง ราวกับเขารู้ว่าเธอกำลังสบตาเขาอยู่
“เปิดประตูเถอะ รินรดา” เสียงทุ้มต่ำของเขาลอดผ่านเข้ามา “ผมไม่ได้มาเพื่อพังมัน แต่ถ้าคุณไม่เปิด ผมก็ไม่รับประกันว่าลูกชายของคุณจะยังนอนหลับฝันดีอยู่หรือเปล่า”
รินรดารู้สึกเหมือนถูกบีบคอ ความโกรธแค้นที่สั่งสมมานานปะทุขึ้นจนกลายเป็นความชาหนึบที่ปลายนิ้ว เธอสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเปิดประตูออกไปเผชิญหน้ากับอดีตสามีที่เคยเป็นดั่งยมทูตในชีวิตเธอ
“คุณต้องการอะไรจากฉันอีก ศิลา” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความราบเรียบไว้ให้ได้มากที่สุด แม้ในใจจะกรีดร้อง
ศิลาไม่ตอบ เขาก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ ของเขาทำให้พื้นที่ห้องแคบลงถนัดตา เขากวาดสายตามองไปรอบๆ สตูดิโอ ก่อนจะหยุดลงที่โต๊ะทำงานของเธอ สายตาของเขาเปลี่ยนไปทันที... มันมีความกระหายและความเจ็บปวดซ่อนอยู่ในนั้น
“รูปภาพนั่น...” เขาเดินตรงไปที่โต๊ะ “ส่งมันมาให้ผมเสีย”
“ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดเรื่องอะไร” รินรดาขวางทางไว้ แต่ศิลาคว้าข้อมือเธอไว้แน่น แรงบีบนั้นมากพอที่จะทำให้เธอร้าวไปถึงกระดูก แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เธอเจ็บปวดที่สุด
“อย่าโกหก” เขาขู่ชิดใบหู “รูปที่เปื้อนเลือดนั่น... มันมาจากที่ไหน ใครส่งให้คุณ”
ในขณะที่สถานการณ์กำลังบีบคั้นจนถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าเล็กๆ ของต้นกล้าก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้อง
“คุณแม่ครับ... เอ๊ะ คุณลุงคนนี้คือใครครับ?”
ศิลาชะงัก ร่างกายที่เคยแข็งกร้าวของเขาดูเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ เขาก้มลงมองเด็กชายที่หน้าตาถอดแบบเขาออกมาทุกกระเบียดนิ้วราวกับภาพฉายซ้ำของตัวเองในวัยเด็ก ก่อนที่สายตาของเขาจะเหลือบไปเห็น ‘บางอย่าง’ ที่ต้นกล้ากำไว้ในมือแน่น
มันคือตุ๊กตาไม้เก่าๆ ที่รินรดาทิ้งไว้ในลิ้นชักเดียวกับรูปภาพ... แต่ตอนนี้ มันเปื้อนเลือดสีแดงสดที่ยังไม่แห้งสนิทเสียด้วยซ้ำ
ศิลาปล่อยข้อมือรินรดา ร่างสูงใหญ่ทรุดฮวบลงคุกเข่าต่อหน้าต้นกล้า ดวงตาที่เคยเย็นชาสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อเขามองเห็นรอยเลือดบนตุ๊กตาที่เด็กน้อยเพิ่งหยิบออกมาจากลิ้นชักที่เขาเพิ่งพังเข้ามา
"ต้นกล้า... หลบไปหลังแม่เดี๋ยวนี้!" รินรดาตะโกนด้วยความตื่นตระหนก แต่สายตาของศิลากลับจับจ้องไปที่คอของเด็กน้อย ซึ่งมีสร้อยจี้รูปหยดน้ำที่เขาจำได้ดีว่ามันเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เขามอบให้หญิงคนรักก่อนเธอจะหายสาบสูญไปในกองเพลิง
เขายื่นมือที่สั่นเทาออกไปหมายจะสัมผัสตัวเด็กชาย แต่แล้วเขาก็หยุดชะงักเมื่อเห็นรอยปานสีแดงรูปพระจันทร์เสี้ยวที่หลังใบหูของเด็กน้อย... สัญลักษณ์เดียวกับที่เขามีบนร่างกายเช่นกัน
"รินรดา..." เขาเงยหน้าขึ้นมองอดีตภรรยาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความร้าวรานและความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผย "เด็กคนนี้... คือเลือดเนื้อเชื้อไขของผม... ที่คุณบอกว่าตายไปแล้วในวันนั้น... ใช่ไหม"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดในครั้งนี้นะครับ
ประตูมิติที่แปด
กับดักความทรงจำสีเลือด•ตอนที่ 1
ภาพถ่ายในเงามืด
ผลงานโดย ประตูมิติที่แปด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ประตูมิติที่แปด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักความทรงจำสีเลือด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
