เสียงปลายปากกาหมึกซึมราคาแพงที่จรดลงบนกระดาษแผ่นสุดท้าย ดังบาดลึกราวกับเสียงกรีดเฉือนเนื้อเยื่อหัวใจ แม้ในความเป็นจริงแล้ว มันคือเสียงแห่งความหลุดพ้นที่ม่านไหมรอคอยมานานนับปี
บนโต๊ะกระจกใสเจียระไนอย่างดี สะท้อนเงาความว่างเปล่าของห้องชุดเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยยอมลดทอนศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี เพื่อทำหน้าที่เป็น "ภรรยาในนาม" ผู้เงียบงันและเจียมเนื้อเจียมตัว ทว่าวันนี้ บนพื้นผิวใสราวกระจกบานนั้น กลับมีวัตถุสองชิ้นวางเคียงคู่กันอย่างโดดเดี่ยว... เอกสารใบหย่าที่ลงลายมือชื่อเรียบร้อย และแหวนเพชรเม็ดโตนํ้างามสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ สัญลักษณ์แห่งพันธะจอมปลอมที่เธอพร้อมใจกันสลัดมันทิ้งลง
"เธอแน่ใจแล้วใช่ไหม... ม่านไหม"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความเย่อหยิ่งและรำคาญใจดังขึ้นจากชายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลแห่งอาณาจักรธุรกิจจิวเวลรี่ ภาคินปรายตามองเอกสารแผ่นนั้นด้วยหางตา ราวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเป็นเพียงเอกสารทางธุรกิจชิ้นหนึ่งที่ต้องสะสางให้จบๆ ไป เขาไม่ได้ใส่ใจแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตาภรรยาที่ร่วมเตียงเคียงหมอนมาตลอดสามปีเต็ม ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้ซึ่งรอยอาลัยอาวรณ์ มีเพียงความเย็นชาและดุดันตามแบบฉบับของประธานหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ต่อสิ่งใด
ม่านไหมนิ่งงัน เธอมองร่างสูงใหญ่ที่นั่งไขว่ห้างอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ หัวใจที่เคยเจ็บปวดจนด้านชา บัดนี้กลับสงบนิ่งราวน้ำผิวกระจกไร้ระลอกคลื่น
สามปีที่ผ่านมา... เธอคือเงาอันไร้ตัวตน เป็นเพียงภาพวาดประดับคฤหาสน์ที่ภาคินจะปรายตาแลก็ต่อเมื่อเขาต้องการความสมบูรณ์แบบทางสังคม เขาไม่เคยรู้เลยว่า ผู้หญิงที่เขามองว่าอ่อนแอและน่าเบื่อคนนี้ ได้ตายไปจากเพนต์เฮาส์หลังนี้ตั้งแต่วันที่เธอยอมรับความจริงว่า ความรักซื้อไม่ได้ด้วยความภักดี และความเมตตาไม่มีวันเกิดขึ้นในหัวใจของซาตานอย่างเขา
"ฉันแน่ใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดค่ะ... คุณภาคิน"
น้ำเสียงของม่านไหมราบเรียบแต่มั่นคง ไม่มีร่องรอยของการสั่นเครือ หรือแม้แต่หยาดน้ำตาแห่งความอาลัย น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลแต่บาดลึกจนภาคินต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาชะงักมือที่กำลังจะหยิบเอกสารกองอื่นขึ้นมาอ่าน ดวงตาคมกริบราวเหยี่ยวปรายกลับมามองภรรยาอย่างพิจารณาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวม่านไหมสะดุดตาเขา ชุดสูทเข้ารูปสีเอิร์ธโทนตัดเย็บอย่างประณีตขับเน้นเรือนร่างระหงให้ดูสง่างามและเปี่ยมด้วยพลัง ทรงผมที่เคยปล่อยยาวสยายอย่างไร้ระเบียบ บัดนี้ถูกรวบขึ้นเป็นมวยสูงเผยให้เห็นลำคอระหงและต่างหูเพชรดีไซน์เฉียบคม ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบชิ้นเอกของ "Lalin" แบรนด์เครื่องประดับน้องใหม่มาแรงที่กำลังเขย่าวงการแฟชั่นยุโรปและเอเชียในเวลานี้... แบรนด์ที่เขาเพิ่งรู้เมื่อไม่นานมานี้ว่า มีเจ้าของคือผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา
"เซ็นชื่อซะสิคะ ทุกอย่างจะได้จบลงตามที่คุณต้องการ... ฉันรู้ว่าคุณมีเวลาเหลือไม่มาก ต้องรีบไปเคลียร์คิวกับคุณรจนา เลขานุการคนสนิท หรือไม่ก็... ใครอีกหลายคนที่คุณคบหาอยู่ไม่ใช่หรือคะ"
คำพูดประชดประชันที่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเยาะหยันบางเบat ทำให้กรามแกร่งของภาคินขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เขาไม่ชอบแววตาคู่พินิจที่มองเขาด้วยความว่างเปล่าเช่นนั้น มันไม่ใช่แววตาของภรรยาผู้เคยอ้อนวอนขอความรัก แต่มันคือแววตาของ "คนแปลกหน้า" ที่พร้อมจะเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
"เธอมีสิทธิ์อะไรมาประชดฉัน ม่านไหม" ภาคินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้สูทแบรนด์เนมก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออย่างคุกคาม กลิ่นอายความเป็นบุรุษเพศที่ทรงอำนาจแผ่ซ่านกดดันรอบตัว ทว่าม่านไหมกลับไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เธอยืดตัวตรงเชิดหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างท้าทาย
"ฉันไม่ได้ประชดค่ะ... ฉันแค่พูดความจริงที่คุณไม่อยากฟังต่างหาก" ม่านไหมเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มเย็นชา "ในเมื่อเราตกลงกันแล้วว่าจะหย่าขาดจากกันอย่างไร้เงื่อนไข ทรัพย์สินทั้งหมดฉันไม่เคยเรียกร้อง หุ้นในบริษัทของคุณฉันก็สละสิทธิ์คืนให้หมดแล้ว เหลือก็แต่ลายเซ็นของคุณ... เซ็นสะซิคะ หรือว่าคุณเสียดายฉันขึ้นมา?"
ประโยคท้ายเจือแววเยาะเย้ยอย่างเปิดเผย จนภาคินต้องแค่นหัวเราะออกมาในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเจือกลิ่นอายบุหรี่จางๆ และน้ำหอมราคาแพงระเหยเข้ากระทบผิวกาย
"เสียดายเธอเนี่ยนะ? ม่านไหม... เธอฝันไปหรือเปล่า ผู้หญิงที่น่าเบื่อและไร้เสน่ห์อย่างเธอ บนโลกนี้มีถมไป ฉันแค่รำคาญที่เธอมาทำตัวน่ารำคาญเรียกร้องความสนใจต่างหาก!"
แม้ปากจะเอ่ยปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แต่ปลายนิ้วแกร่งของภาคินกลับเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวของเธอไว้โดยสัญชาตญาณ บีบแน่นราวกับต้องการระบายความหงุดหงิดที่อัดแน่นอยู่ในอก แรงสัมผัสที่คุ้นเคยนั้นเคยทำให้ม่านไหมใจสั่นสะท้านในอดีต แต่ในนาทีนี้ มันกลับเป็นเพียงความรำคาญใจที่เธอต้องการสะบัดทิ้ง
"ถ้าคิดว่าฉันน่าเบื่อ... ก็รีบเซ็นสะสิคะ จะได้พ้นๆ จากผู้หญิงที่น่าเบื่อคนนี้เสียที"
ม่านไหมออกแรงบิดข้อมือตนเองจนหลุดจากการพันธนาการ เธอคว้าปากกาบนโต๊ะยื่นใส่มือเขาอย่างไม่เกรงกลัว แรงกดดันรอบตัวเข้มข้นขึ้นจนอากาศภายในห้องคล้ายจะเบาบางลง ภาคินจ้องมองใบหน้าเรียบเนียนไร้เครื่องสำอางหนาเตอะ แต่กลับเปล่งประกายความมั่นใจและเย้ายวนใจอย่างประหลาดในยามที่เธอโกรธ
ภาพของม่านไหมผู้เคยร้องไห้อ้อนวอนขอให้เขากลับบ้านซ้อนทับกับหญิงสาวผู้ทรงเสน่ห์ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ภายในเสี้ยววินาทีนั้น หัวใจของประธานหนุ่มกระตุกวาบอย่างรุนแรง ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก ราวกับเขากำลังจะสูญเสียสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตไปตลอดกาล... สิ่งที่เขาไม่เคยเห็นค่ามาตลอดสามปี
"ฉันไม่เซ็น..." ภาคินเอ่ยเสียงลอดไรฟัน ดวงตาดำมืดจดจ้องร่างบางไม่วางตา "ถ้าเธออยากได้หย่า นักกฎหมายของฉันต้องเป็นคนร่างสัญญาใหม่ทั้งหมด หุ้นครึ่งหนึ่งที่เธอยกให้ฉัน... ฉันไม่ต้องการ!"
ม่านไหมชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง เธอก้าวถอยหลังเว้นระยะห่างอย่างถือตัว
"คุณภาคินคะ... คนอย่างคุณน่าสมเพชเสียจริง ตอนที่ฉันพยายามรักษาชีวิตแต่งงานนี้ไว้ คุณผลักไสไล่ส่งฉันราวกับสุนัขตัวหนึ่ง แต่พอวันที่ฉันก้าวเดินออกไปพร้อมกับชีวิตใหม่ คุณกลับทำตัวเป็นเด็กเอาแต่ใจที่ไม่ได้ของเล่น... สายไปแล้วค่ะ!"
มือเรียวคว้าเอกสารใบหย่าที่เธอเซ็นชื่อไว้เรียบร้อยแล้วขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะหยิบแหวนเพชรแต่งงานวางลงบนฝ่ามือของเขาที่แบออกอย่างไม่ตั้งใจ
"เอกสารฉบับนี้มีผลทางกฎหมายเพราะทนายความเซ็นรับรองเรียบร้อยแล้วค่ะ ฉันแค่เอามาให้คุณเซ็นเป็นมารยาท... แต่ต่อให้คุณไม่เซ็น ชีวิตของฉันก็ไม่ได้ผูกติดกับคุณอีกต่อไปแล้ว ลาก่อนค่ะ... อดีตสามี"
สิ้นคำพูดนั้น ม่านไหมก็หันหลังให้ทันทีอย่างไม่ลังเล เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะมั่นคง มุ่งตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัวโดยไม่หันกลับมามองชายหนุ่มผู้ยืนแข็งค้างอยู่เบื้องหลังเลยแม้แต่น้อย
ภาคินยืนนิ่งงัดราวกับถูกสาปให้เป็นหิน ปลายนิ้วของเขากำแหวนเพชรในมือแน่นจนโลหะเย็นเฉียบกดลึกลงบนฝ่าเสียง ประโยคสุดท้ายของเธอยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ทว่าลึกลงไปในความโกรธนั้น กลับมีความหวาดกลัวสายหนึ่งกัดกินขั้วหัวใจอย่างเงียบงัน
เขาก้มลงมองเอกสารบนโต๊ะ... ทันใดนั้น สายตาก็สะดุดเข้ากับข้อความเพิ่มเติมที่ถูกเขียนด้วยลายมือบรรจงตรงมุมล่างของกระดาษแผ่นรองเขียน ซึ่งเป็นเอกสารบันทึกข้อตกลงแนบท้ายที่ม่านไหมแอบซ่อนไว้
ข้อความสั้นๆ ที่ทำให้ลมหายใจของประธานหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่สะดุดกึก และทำให้โลกทั้งใบของเขาพังทลายลงในชั่วพริบตา...
*“ลูกของเรา... ได้จากไปในวันที่คุณบอกให้ฉันไปตายเสียจากชีวิตคุณ และตอนนี้... คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะได้รับรู้ว่าเขาเคยมีตัวตน”*
ภาคินเบิกตากว้าง ร่างสูงใหญ่เซถอยหลังไปชนกับขอบโต๊ะทำงานจนแจกันแก้วคริสตัลราคาแพงร่วงลงมาแตกกระจายเสียงดังสนั่น
ลูก? ม่านไหมเคยท้องอย่างนั้นหรือ? และเธอกำลังบอกว่า... เด็กคนนั้นตายไปแล้ว... เพราะคำพูดใจร้ายของเขาเองในคืนฝนตกเมื่อหเดือนก่อน!
"ไม่... ม่านไหม! กลับมานี่นะ!"
เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดและคลุ้มคลั่งหลุดออกจากลำคอของภาคิน เขารีบวิ่งพุ่งตัวไปยังประตูลิฟต์ที่ปิดสนิทลงพอดี ตัวเลขดิจิตอลสีแดงบ่งบอกว่ามันกำลังเคลื่อนตัวลงสู่ชั้นล่างอย่างรวดเร็ว
ทว่า... ในจังหวะที่เขากำลังจะกดปุ่มเรียกตัวสำรอง ประตูลิฟต์อีกฝั่งหนึ่งของเพนต์เฮาส์ส่วนตัวก็เปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปรดของชายหนุ่มอีกคนผู้ก้าวเข้ามาอย่างคุ้นเคย
ธนัตถ์... นักลงทุนหนุ่มร้อยล้านผู้เป็นคู่แข่งทางธุรกิจอันดับหนึ่งของเขา และเป็นผู้ชายคนเดียวกับที่ยืนเคียงข้างม่านไหมในงานเปิดตัวแบรนด์เครื่องประดับเมื่อสัปดาห์ก่อน
ธนัตถ์ส่งยิ้มเยาะให้ภาคินอย่างผู้เหนือกว่า ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้สติของประธานหนุ่มขาดผึ่งลงทันที
"เสียใจด้วยนะภาคิน... ม่านไหมบอกฉันว่า เธอกำลังจะไปเริ่มต้นชีวิตใหม่... ในฐานะภรรยาคนใหม่ของฉัน"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในความเจ็บปวดอันวิจิตรครั้งนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
เศษเถ้าใบสุดท้าย เมื่ออดีตสามีขอร้องให้ฉันเริ่มต้นใหม่•ตอนที่ 1
ใบหย่าบนโต๊ะกระจก
ผลงานโดย ละอองดาวเดือนเก้า
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ละอองดาวเดือนเก้า)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเถ้าใบสุดท้าย เมื่ออดีตสามีขอร้องให้ฉันเริ่มต้นใหม่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!