“จะนอนเป็นศพไร้ค่าไปถึงเมื่อไหร่? หลี่มู่เฉิน! หากเจ้ายังไม่รีบไสหัวออกไปจากเรือนโอสถภายในสิบอึดใจ ข้าจะหักกระดูกขาเจ้าให้เหมือนกับเศษสวะที่เจ้าเป็น!”
เสียงตวาดกร้าวระคนเหยียดหยามดังบาดลึกเข้ามาในโสตประสาท ความเจ็บปวดดุจถูกค้อนเหล็กนับพันอันทุบซ้ำลงบนสมองแล่นพล่านไปทั่วร่าง ความรู้สึกเย็นเฉียบดั่งจมดิ่งลงสู่ห้วงเหวน้ำแข็งนิรันดร์ค่อยๆ จางหายไป แทนที่ด้วยไออุ่นร้อนของโลหิตที่ไหลเวียนอย่างเชื่องช้าในเส้นชีพจรที่ตีบตัน
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้น
ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีแววหวาดกลัวหรือลนลานอย่างที่ชายหนุ่มร่างกำยำตรงหน้าคาดหวัง แต่มันกลับลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลที่ผ่านกาลเวลามานับหมื่นปี ทันทีที่เขายันกายลุกขึ้น กลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาโดยไร้เจตนาทำเอาศิษย์สำนักตระกูลจางผู้ถือแส้เหล็กถึงกับชะงักงัน ฝ่ามือที่หมายจะฟาดแส้ลงมาสั่นสะท้านโดยไม่ทราบสาเหตุ
‘ร่างนี้... อ่อนแอเสียยิ่งกว่าเศษผงธุลี เส้นลมปราณถูกทำลายจนเหือดแห้ง ทั้งยังร่องรอยการถูกพิษกัดกินถึงกระดูก’
มู่เฉินทบทวนความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำหลาก เขาคือนามมหาเทพผู้ครองกระบี่ไร้ลักษณ์แห่งสวรรค์ชั้นเก้า ผู้ที่เคยใช้เพียงปลายนิ้วสะบั้นดวงตะวันให้ดับแสง ทว่าการหักล้างกับทัณฑ์สวรรค์ในครั้งสุดท้ายกลับส่งวิญญาณของเขามาสถิตในร่างของไอ้สวะตระกูลหลี่ที่ถูกไล่ออกจากสำนักชั้นใน
“เจ้า... เจ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นหมายความว่าอย่างไร!” ศิษย์ตระกูลจางตะคอกกลบเกลื่อนความหวั่นเกรง “นึกว่ากลับจากความตายแล้วจะเป็นยอดคนหรือ? จำใส่หัวไว้ ต่อให้เจ้ามีชีวิตอยู่ไปอีกร้อยปี เจ้าก็เป็นได้เพียงสุนัขที่รอวันตาย!”
มู่เฉินขยับกายช้าๆ กระดูกสันหลังของเขายืดตรงดุจคมกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่จิตวิญญาณของมหาเทพนั้นเหนือลิขิตฟ้า เขาปัดฝุ่นที่เกาะตามอาภรณ์ขาดวิ่นด้วยท่าทีสงบนิ่ง ก่อนจะเหลือบมองคนตรงหน้าด้วยแววตาเย็นชา
“เจ้าชื่ออะไร” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าทรงอำนาจจนคนฟังขนลุกชัน
“ข้า... ข้าชื่อจางเหวิน! ศิษย์ลำดับที่เจ็ดแห่งตระกูลจาง!”
“จางเหวิน...” มู่เฉินทวนชื่อเบาๆ ก่อนจะแค่นยิ้มที่มุมปาก “คนรนหาที่ตาย มักมีชื่อเสียงเรียงนามที่น่าจดจำเสมอ”
ไม่รอให้คำพูดสิ้นสุด จางเหวินที่เดือดดาลด้วยความอับอายเงื้อแส้เหล็กฟาดเข้าใส่ร่างของมู่เฉินหมายจะให้จมกองเลือด ทว่าในวินาทีที่แส้นั้นจะถึงตัว มู่เฉินเพียงเบี่ยงกายหลบด้วยท่วงท่าที่เรียบง่ายที่สุด—ท่วงท่าที่ไร้ลักษณ์แต่กลับซ่อนเร้นด้วยวิถีธรรมชาติ เขาก้าวเท้าเพียงครึ่งก้าว ฝ่ามือขวาที่ผอมบางปะทะเข้ากับข้อมือของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
*เปรี๊ยะ!*
เสียงกระดูกข้อมือของจางเหวินลั่นกรอบราวกับกิ่งไม้แห้ง แส้เหล็กที่เคยดูน่าเกรงขามร่วงหล่นลงพื้น มู่เฉินไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว เขาใช้ฝ่ามือที่เหลือเพียงไอปราณเบาบางกดลงที่จุดชีพจรใต้คางของจางเหวินจนอีกฝ่ายทรุดฮวบลงกับพื้น ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
“วิชาขยะในมือสวะ ยิ่งใช้ยิ่งประจานความโง่เขลาของตนเอง” มู่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเย็นเยือกจับขั้วหัวใจ “วันนี้ข้ายังไม่อยากเปื้อนเลือดคนชั้นต่ำเช่นเจ้า จงไสหัวไปบอกพวกของเจ้า ว่านับจากวันนี้... ตระกูลหลี่จะไม่มีวันก้มหัวให้ผู้ใดอีก”
จางเหวินหน้าซีดเผือด ความกลัวแล่นพล่านทั่วร่างเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น มันไม่ใช่สายตาของศิษย์สวะที่เขาเคยข่มเหง แต่มันคือสายตาของนักล่าที่อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร
มู่เฉินหันหลังเดินจากไปอย่างไม่สนใจใยดี ในขณะที่เขาก้าวเดินผ่านประตูสำนักออกไป ลมปราณรอบกายเริ่มหมุนวนอย่างผิดปกติ ความเจ็บปวดจากการถูกพิษในร่างเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น แต่มู่เฉินกลับยกยิ้ม
เขารู้ดีว่าร่างกายนี้มีเงื่อนไขบางอย่างที่ถูกปิดตายไว้ และเขากำลังจะปลดล็อกมันในเร็ววัน
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนยอดกำแพงสำนักดั่งภูตพราย นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ ใบหน้างดงามเย็นชาราวกับรูปสลักน้ำแข็ง นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองมู่เฉินที่เดินลับหายไปในความมืดมิดของป่าด้วยแววตาสั่นระริก มือเรียวงามกำกระบี่ข้างกายแน่นจนปรากฏรอยขาว
“กลิ่นอายนี้... หรือจะเป็นท่านจริงๆ?” นางพึมพำกับสายลม น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่เก็บกดไว้เนิ่นนาน
ขณะเดียวกัน ที่ฝ่ามือขวาของมู่เฉิน รอยสักรูปกระบี่สีดำมืดมิดที่เคยมอดดับมาตลอดนับพันปี ก็พลันปรากฏแสงสีม่วงเรืองรองขึ้นมา พร้อมกับเสียงกระซิบก้องในหัวที่ทำให้เลือดในกายเขาสั่นสะท้าน
‘มหาเทพ... ข้าเฝ้ารอวันที่ท่านจะหวนคืน สัมผัสความมืดมิดที่กัดกินโลกใบนี้... มันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว...’
มู่เฉินหยุดเดิน เขาช้อนตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ไร้แสงดาว ก่อนจะพบว่าดวงจันทร์สีเลือดกำลังค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาบดบังดวงดาวทั้งมวล
*“ใครกันที่กล้าเปิดผนึกพันธนาการแห่งกระบี่มืดในร่างของข้า?”* เขาคำรามเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะสัมผัสได้ถึงคมกระบี่จ่ออยู่ที่ลำคอจากด้านหลัง!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "กระบี่ไร้ลักษณ์" ในก้าวย่างแรกสู่ยุทธภพอันไร้ที่สิ้นสุดนี้ครับ
กระบี่ดับตะวัน ข้ามพ้นนิรันดร์กาล•ตอนที่ 1
วิญญาณหวนคืนสู่ร่างสวะ
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวัน ข้ามพ้นนิรันดร์กาล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
