ความเงียบในห้องทำงานเพดานสูงราวกับถูกเฉือนออกเป็นชิ้นๆ ด้วยคมมีดแห่งความจริง บุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาไม่ใช่ใครอื่น—แต่คือ "ภาคิน" ผู้อำนวยการสถาบันอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ผู้ชายที่มักปรากฏกายพร้อมสูทตัดเย็บเนี้ยบกริบและรอยยิ้มที่เคลือบไว้ด้วยสารละลายแห่งอำนาจ ร่างสูงโปร่งหยุดยืนตรงกรอบประตู แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบแว่นกรอบทอง สะท้อนประกายวาววับที่คาดเดาความรู้สึกไม่ได้
"ดูเหมือนว่าผมจะมาขัดจังหวะการสนทนาอันลึกซึ้ง... เกี่ยวกับท่วงทำนองที่ตายไปแล้วกระนั้นหรือครับ คุณศิลา?"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยจังหวะจะโคน ทว่าแฝงความกดดันไว้อย่างแนบเนียน ภาคินกวาดสายตามองรวีที่ยังคงยืนอยู่ใกล้โต๊ะทำงาน และศิลาที่ถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ระยะห่างระหว่างนักมานุษยวิทยาสมัยใหม่กับนักอนุรักษ์โบราณผู้เคร่งครัดถูกบีบให้แคบลงโดยปริยายจากสถานการณ์เฉพาะหน้า ความตึงเครียดไม่ได้มาจากบุคคลผู้มาใหม่เพียงอย่างเดียว หากแต่มาจากความจริงที่ว่า—พวกเขาทั้งคู่ต่างยืนอยู่ใกล้กันเกินกว่าเส้นแบ่งทางวิชาชีพจะอนุญาต
ศิลาสูดลมหายใจลึก พยายามดึงสติกลับมาควบคุมสถานการณ์ ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังผู้อำนวยการสถาบัน "ถ้าคุณภาคินหมายถึงการทำงานนอกเวลาเพื่อค้นหาความจริง ผมคิดว่ามันเป็นสิทธิชอบธรรมของนักวิจัยนะครับ"
"สิทธิ... หรือความหลงใหลกันแน่ครับ คุณศิลา" ภาคินเดินเข้ามาใกล้ ชายวัยกลางคนก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบราวกับเสือที่กำลังย่างสามขุมบนพรมหนา "บางครั้ง การขุดคุ้ยอดีตที่ถูกฝังกลบไว้อย่างดี ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจบทกวีมากขึ้น แต่มันอาจจะรื้อถอนรากฐานทั้งหมดที่เราพยายามปกป้องต่างหาก"
รวีขยับตัวเล็กน้อย แผ่นหลังเหยียดตรงขึ้นตามสัญชาตญาณการป้องกันตัว "บทกวีไม่ได้มีไว้เพื่อถูกแช่แข็งในตู้กระจกนะครับ ภาคิน มันมีชีวิตของมันเอง—แม้ว่าบางครั้งลมหายใจนั้นจะเจือด้วยความลับก็ตาม"
น้ำเสียงของรวีราบเรียบ แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย ภาคินหันไปมองรวี รอยยิ้มบนมุมปากของผู้อำนวยการลึกขึ้นอีกนิด เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง
"คุณรวี... คุณนี่ช่างปกป้องของเก่าเสียจริง แม้กระทั่งตัวตนของคนที่ตายไปแล้ว คุณก็ยังพยายามจะปกป้องจากโลกภายนอก" ภาคินหยุดยืนห่างจากโต๊ะทำงานเพียงก้าวเดียว เขาวางแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเก่าคร่ำครึลงบนโต๊ะ เสียงกระดาษกระทบพื้นผิวไม้ดังทุบลงในความเงียบ "แต่บางที... คุณอาจจะหลงลืมไปว่า เอกสารชิ้นนี้ไม่ได้บันทึกแค่บทกวี แต่มันบันทึกชื่อของผู้ที่สั่งให้ทำลายมันด้วย"
คำพูดนั้นทำให้ห้องทั้งห้องราวกับถูกสูบออกซิเจนจนหมดสิ้น ศิลาหันขวับไปมองรวีทันที ความสงสัยที่เคยซ่อนเร้นอยู่ใต้ก้นบึ้งของจิตใจผุดขึ้นมาเกาะกุมความคิด รวีเคยบอกเขาว่าบทกวีเหล่านี้สูญหายไปตามกาลเวลาและอุบัติเหตุ แต่ท่าทีแข็งค้างในเสี้ยววินาทีของนักอนุรักษ์หนุ่มกลับบอกความจริงยิ่งกว่าคำพูดใดๆ—รวีรู้บางอย่างมาโดยตลอด
"รวี..." ศิลาเอ่ยชื่อนั้นแผ่วเบา น้ำเสียงเจือด้วยความผิดหวังที่เจ้าตัวก็ไม่อาจปฏิเสธได้ "คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าต้นฉบับไม่ได้หายไปไหน?"
รวีไม่ตอบ ดวงตาคมกริบหลุบลงมองแฟ้มเอกสารบนโต๊ะ กรามของเขาขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ความเงียบระหว่างพวกเขากลายเป็นกำแพงหนาที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว—กำแพงที่พังทลายความไว้วางใจที่เพิ่งก่อตัวขึ้นจากเศษเสี้ยวของความเข้าใจทางจิตวิญญาณเมื่อครู่
ภาคินมองภาพนั้นด้วยความพึงพอใจ "โลกของศิลปะมักจะงดงามเสมอเมื่อเรามองจากระยะไกลนะครับ... แต่พอเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้จริงๆ เรามักจะพบรอยเปื้อนคราบเลือดเสมอ" ผู้อำนวยการหนุ่มใหญ่หันหลังกลับไปที่ประตู "ผมเอาแฟ้มนี้มาวางไว้ให้พวกคุณพิจารณาดูว่า... การดึงดันจะไขปริศนาครั้งนี้ คุ้มค่าพอที่จะทำลายทุกสิ่งที่พวกคุณสร้างมาด้วยมือตัวเองหรือเปล่า"
เสียงประตูไม้ปิดลงพร้อมกับความเงียบที่กลับมาครอบงำอีกครั้ง ทว่าบรรยากาศภายในห้องกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความเงียบสงบอันลึกล้ำแบบบทกวีโบราณอีกต่อไป แต่มันคือความอึดอัดที่หนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก
ศิลายืนนิ่งอยู่กับที่ ปลายนิ้วมือข้างหนึ่งกำเข้าหาตัวแน่นเพื่อสะกดกลั้นความโกรธ ความใกล้ชิดทางกายเมื่อครู่ที่ยังหลงเหลือไออุ่นจางๆ ถูกแทนที่ด้วยระยะห่างทางอุดมการณ์ที่กว้างขึ้นกว่าเดิม
"คุณมีอะไรจะแก้ตัวไหมครับ?" ศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบสนทนาแต่สั่นเครือด้วยอารมณ์ที่ปะทะกันอยู่ภายใน "หรือว่าท่วงทำนองที่คุณพยายามปกป้องนักหนา... มันแลกมาด้วยความเงียบของใครบางคน?"
รวีเงยหน้าขึ้นสบตา ชายหนุ่มก้าวเข้ามาหาศิลาหนึ่งก้าว ระยะห่างที่ลดลงทำให้ศิลาสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เจือความเหนื่อยล้าของอีกฝ่าย แววตาของรวีในยามนี้ไม่มีความเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่ มีเพียงความเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ใต้เกราะป้องกันอันหนาทึบ
"ถ้าผมบอกว่า... ผมทำไปเพื่อไม่ให้โลกใบนี้ต้องแหลกสลายไปพร้อมกับความจริง คุณจะเชื่อผมไหมครับ ศิลา?" รวีเอ่ยเสียงกระซิบ น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและใกล้ชิดจนหัวใจของศิลากระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว
ความใกล้ชิดที่อันตราย กำลังดึงพวกเขาทั้งคู่ลงสู่ห้วงลึกที่แม้แต่บทกวีก็ไม่อาจช่วยเยียวยาได้
ศิลาเม้มปากแน่น หัวใจเต้นระรัวด้วยแรงปะทะทางอารมณ์ เขากำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธคำพูดนั้น ทว่าก่อนที่เสียงทักท้วงจะหลุดรอดจากริมฝีปาก สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งที่โผล่อออกมาจากรอยแยกของแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลที่ภาคินเพิ่งวางไว้
มันไม่ใช่กระดาษโน้ตบทกวี... แต่มันคือภาพถ่ายขาวดำใบเก่าที่ขอบกระดาษเริ่มเหลืองกรอบ
ศิลาเอื้อมมือออกไปอย่างไม่ลังเล นิ้วเรียวเปิดแฟ้มออกกว้างขึ้นโดยไม่สนใจสายตาห้ามปรามของรวี แสงไฟสีส้มสาดส่องลงบนภาพถ่ายใบนั้น—ภาพของห้องทำงานห้องนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน บนพื้นมีร่างไร้ลมหายใจของชายคนหนึ่งนอนจมกองเลือด ข้างกายคือเครื่องดนตรีโบราณที่ถูกทุบทำลายจนแหลกละเอียด และที่มุมภาพ... ปรากฏเงาร่างของบุคคลสองคนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ โดยหนึ่งในนั้นสวมแหวนเงินวงคุ้นตา—แหวนที่รวีสวมอยู่บนนิ้วนางข้างซ้ายในเวลานี้!
ศิลาชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกレイพับไปในอก เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า ชายผู้ซึ่งยืนอยู่ใกล้เขาที่สุดในวินาทีนี้
"รวี..." ศิลาเอ่ยชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าที่สุดในชีวิต "นี่คือเหตุผล... ที่คุณพยายามจะแช่แข็งทุกอย่างไว้ในกาลเวลาใช่ไหมครับ?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับท่วงทำนองอันลึกล้ำนี้ด้วยกันครับ
วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 23
แรงดึงดูดที่ไม่ควรมี
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!