กลิ่นฟอร์มาลินในห้องผ่าศพยามวิกาลไม่ได้ให้ความรู้สึกน่าสะพรึงกลัวสำหรับรวิศ มันคือกลิ่นของความจริง—ความจริงที่ไม่เคยโกหก ไม่เคยบิดพลิ้ว และไม่เคยพยายามแก้ตัวเหมือนมนุษย์ที่ยังมีลมหายใจ
นิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงมือยางสีขาวกำลังคีบเครื่องมือโลหะด้วยความแม่นยำราวกับนาฬิกาจักรกลชั้นดี บนโต๊ะสเตนเลสเย็นเฉียบคือร่างไร้วิญญาณของชายหนุ่มวัยสามสิบปี ผู้ซึ่งถูกนำตัวส่งมาจากคฤหาสน์หรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างไร้เสียงหวีดร้องและไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการต่อสู้
"แปลกใช่ไหมล่ะหมอ"
เสียงทุ้มห้าวที่เจือความกวนประสาทดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง สารวัตรอริยะก้าวออกมาจากเงาสลัว เสื้อแจ็คเก็ตหนังสีเข้มยับย่นบ่งบอกถึงการทำงานหนักข้ามคืน ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองร่างบนเตียงสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของนิติเวชหนุ่มราวกับกำลังประเมินสินค้าในตลาดมืด
รวิศไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือนทันที เขายังคงจดจ่ออยู่กับการตรวจสอบผิวหนังภายนอกของผู้ตาย แสงไฟนีออนสีขาวนวลสะท้อนลงบนผิวหนังที่เนียนเรียบอย่างไร้ที่ติ ไม่มีรอยฟกช้ำ ไม่มีรอยรัด ไม่มีรอยเข็ม หรือแม้แต่รอยขีดข่วนจากเล็บ
"ความเงียบของฆาตกรต่างหากที่น่าสนใจกว่าตัวศพครับสารวัตร" รวิศเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาว "คนเราตายได้ด้วยหลายสาเหตุ แต่การตายโดยที่ร่างกายยังสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนี้... ธรรมชาติไม่ได้เป็นคนสร้างมันขึ้นมาแน่"
อริยะยิ้มมุมปาก เดินเข้ามาใกล้โต๊ะผ่าศพมากขึ้น กลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยปะปนกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ "ลูกน้องผมบอกว่าทางมูลนิธิแจ้งว่าเป็นโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน แต่ดูสายตาของหมอสิครับ... มันบอกผมว่าหมอไม่ได้เชื่อข้ออ้างตื้นเขินพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย"
รวิศวางเครื่องมือลงบนถาดสเตนเลส เสียงโลหะกระทบกันดัง *กริ๊ง* สะท้อนก้องในห้องที่เงียบสงัด เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับนายตำรวจรุ่นพี่ ดวงตาสีนิลของแพทย์นิติเวชเต็มไปด้วยความเย็นชาและคมกริบราวกับใบมีดผ่าตัด
"โรคหัวใจล้มเหลวไม่ทำให้ปอดสะอาดไร้คราบเขม่าควัน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ทำให้สมองบวมช้ำจนถึงขั้นก้านสมองตายได้ในเวลาสามวินาที... ศพนี้ไม่มีรอยแผลภายนอกแม้แต่นิดเดียวสารวัตร" รวิศหยุดเว้นจังหวะ ปล่อยให้ความเงียบกดทับบรรยากาศระหว่างเขาทั้งสอง "ไม่มีรอยช้ำภายนอก... แต่ไม่ได้หมายความว่าข้างในไม่แหลกสลาย"
อริยะหรี่ตาลง รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปแทนที่ด้วยความจริงจังที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดิบเถื่อน "พูดเป็นลางนะหมอ... หมายความว่าไงที่ว่าข้างในแหลกสลาย?"
"หมายความว่า ฆาตกรรายนี้ไม่ได้ใช้มีด ปืน หรือยาพิษ" รวิศหันกลับไปหยิบคัตเตอร์สเตนเลสขึ้นมาอีกครั้ง แววตาทอประกายความท้าทายที่ซ่อนเร้น "เขาใช้บางสิ่งที่เหนือกว่านั้น... บางอย่างที่ทิ้งหลักฐานไว้เฉพาะในระดับเซลล์"
ก่อนที่อริยะจะได้เอ่ยปากซักถาม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังขึ้นที่หน้าประตูกระจกฝ้า เจ้าหน้าที่เวรเปลคนหนึ่งผลักประตูเข้ามาด้วยใบซีดเผือด หอบหายใจรัวราวกำลังวิ่งหนีปีศาจ
"หมอครับ! สารวัตรครับ! เกิดเรื่องแล้ว..." เจ้าหน้าที่หนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ศพ... ศพในห้องแช่เย็นหมายเลขสาม... อยู่ๆ อุณหภูมิในช่องแช่ก็พุ่งสูงขึ้นเอง และเมื่อสักครู่ ร่างในนั้น... เขากำลังลุกขึ้นมานั่งครับ!"
อริยะหันขวับไปมองหน้าศพตรงหน้าสลับกับเจ้าหน้าที่เวรเปล ดวงตาของนายตำรวจหนุ่มฉายแววระแวงทันที ในขณะที่รวิศชะงักมือที่กำลังจะกรีดลงบนหน้าอกศพ หัวใจของนิติเวชผู้ไม่เคยหวั่นไหวกับความตายกลับกระตุกวูบด้วยสัญชาตญาณอันตราย
รวิศค่อยๆ วางมีดลงบนถาดช้าๆ ก่อนจะหันไปสบตากับอริยะด้วยความรู้สึกเย็นเยียบที่แล่นริ้วขึ้นมาจากกระดูกสันหลัง "ดูเหมือนว่า... เรากำลังเล่นเกมที่คนตายยังมีชีวิตอยู่สินะครับสารวัตร"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
นิติเวชเลือดเย็นกับฆาตกรที่ไร้ร่องรอย•ตอนที่ 1
ศพที่ไม่มีร่องรอย
ผลงานโดย พยานปากเอก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยานปากเอก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชเลือดเย็นกับฆาตกรที่ไร้ร่องรอย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
