กลิ่นอายของสีน้ำมันเกรดพรีเมียมและคราบกาวซิลิโคนยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ผสมปนเปไปกับกลิ่นแชมเปญราคาแพงที่ถูกรินฉลองความสำเร็จของบริษัทออกแบบภายในชั้นนำแห่งปี เสียงดนตรีแจズคลอเบาๆ จากวงดนตรีสดขับกล่อมบรรยากาศภายในห้องจัดเลี้ยงหรูหราใจกลางเมือง
รินลดา দাঁড় (ยืน) อยู่หน้าผนังปูนเปลือยขัดมันขนาดใหญ่ เธอใช้ปลายนิ้วที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวลูบไล้ไปตามรอยร้าวบางเฉียบที่ถูกจงใจออกแบบให้เป็นลูกเล่นเชิงสถาปัตยกรรม รอยร้าวเทียมที่เธอบรรจงสร้างขึ้นด้วยหยาดเหงื่อและมันสมอง เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความงามในความไม่สมบูรณ์แบบ... ช่างน่าขันเสียจริง ที่ในโลกความเป็นจริง รอยร้าวบนชีวิตแต่งงานของเธอกลับไม่ได้งดงาม หรือมีศิลปะเหมือนผนังบานนี้เลยสักนิด
"รินครับ แขกผู้ใหญ่ทางฝั่งโครงการริเวอร์ไซด์ถามหาคุณอยู่... ทำไมปลีกตัวมาหลบอยู่ตรงมุมอับนี่ล่ะครับ"
เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยเอ่ยทักขึ้น พร้อมกับสัมผัสอุ่นจัดที่วางลงบนลาดไหล่เปลือยเปล่า รินลิดาสะดุ้งเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม เธอยืดตัวขึ้นเต็มความสูง หันกลับไปเผชิญหน้ากับ ‘ภาคิน’ สามีผู้เป็นประธานบริหารบริษัทแห่งนี้ ชายหนุ่มในชุดสูทตัดเย็บชั้นดี รูปร่างสูงสง่า และใบหน้าคมคายที่ยังคงเปี่ยมด้วยเสน่ห์ดึงดูดสายตาผู้คนเสมอมา—รวมถึงเธอในอดีต
"ฉันแค่อยากตรวจความเรียบร้อยของงานครั้งสุดท้ายค่ะ... เอ่อ, ครับ" รินลดาเผลอหลุดคำสามัญสำัญชาตญาณเดิมออกไปนิดหน่อย แต่รีบแก้ไขสรรพนามในใจทันที เธอไม่อยากให้ความคุ้นชินเก่าๆ มาทำลายเกราะป้องกันที่เธอเพิ่งสร้างขึ้น
ภาคินหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างอารมณ์ดี เขายื่นแก้วแชมเปญมาให้ภรรยา แต่ดวงตากลับมองเลยไปที่ผลงานการตกแต่งรอบห้องด้วยความภาคภูมิใจในผลงาน ไม่ใช่ความภาคภูมิใจในตัวภรรยา
"คุณนี่สมบูรณ์แบบเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ รินลดา งานออกแบบชิ้นนี้ทำให้หุ้นของบริษัทพุ่งทะยานขึ้นไปอีกสิบเปอร์เซ็นต์ในคืนเดียว ผมต้องขอบคุณคุณจริงๆ นะครับที่เหนื่อยมาตลอดหลายเดือนนี้"
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ... เอ้ย, ครับ" รินลดาเว้นจังหวะ เธอมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้น ดวงตาที่ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่ามันสะท้อนเพียงแค่ภาพของเธอ แต่ในตอนนี้ เธอกลับมองเห็นความว่างเปล่าและการโกหกซ่อนอยู่ใต้ความสำเร็จอันหอมหวานนี้
"คุณดูเหนื่อยๆ นะครับ หน้าซีดจางไปหน่อย..." ภาคินเอื้อมมือจะแตะแก้มเธอ แต่รินลดากลับเบี่ยงตัวหลบอย่างแนบเนียน โดยอ้างจังหวะหยิบเอกสารบนโต๊ะทำงานชั่วคราวใกล้ๆ
"ฉันแค่... พักผ่อนน้อยไปหน่อยน่ะครับ ช่วงนี้มีเรื่องให้คิดเยอะ"
"เรื่องลูกหรือเปล่าครับ?" ภาคินถามเสียงนุ่ม น้ำเสียงที่แฝงความห่วงใยจอมปลอม "ผมบอกคุณแล้วไงครับว่าเรายังไม่รีบ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติเถอะ งานคุณกำลังไปได้สวย ผมไม่อยากให้คุณเครียดเรื่องทายาทจนเกินไป"
คำว่า 'ธรรมชาติ' ของเขามันช่างน่าคลื่นไส้เสียจริง รินลดากัดกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามกระตุก เธอเก็บซ่อนความโกรธเกรี้ยวและรอยแผลเป็นในใจไว้ภายใต้รอยยิ้มเย็นชา หากภาคินรู้สักนิดว่า 'ธรรมชาติ' ที่เขาพูดถึง กำลังเติบโตขึ้นอย่างเงียบงันในครรภ์ของหญิงอื่น... หรือหากเขารู้ว่า ความลับที่เขาพยายามปกปิดมาตลอดหกเดือน ได้ถูกเปิดโปงออกหมดเปลือกแล้วผ่านหน้าจอโทรศัพท์เครื่องเล็กในกระเป๋าเสื้อของเธอ เขากคงจะยิ้มไม่ออกเช่นนี้
"ค่ะ... อ๊ะ, ครับ ฉันคงไม่รีบจริงๆ นั่นแหละ" รินลดาตอบรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้คลื่นอารมณ์
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเหมือนจะราบรื่น เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูทของภาคินก็ดังขึ้น ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรำคาญ เขายกโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ แวบหนึ่งที่ดวงตาคมกริบนั้นฉายแววตื่นตระหนกและร้อนรนอย่างปิดไม่มิด แม้จะเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที แต่มันก็ไม่รอดพ้นไปจากสายตาอันเฉียบคมของมัณฑนากรสาวผู้ยืนอยู่ตรงหน้า
"ขอตัวสักครู่นะครับริน สายด่วนจากลูกค้ารายใหญ่" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ ก่อนจะผละเดินเลี่ยงออกไปทางระเบียงด้านนอกที่ค่อนข้างเงียบสงบโดยไม่รอคำอนุญาต
รินลดาไม่ได้ทักท้วง เธอก้าวเท้าตามเงียบๆ ไปหยุดยืนอยู่หลังบานกระจกฝ้าหนาทึบที่กั้นระหว่างห้องจัดเลี้ยงกับระเบียง แม้กระจกจะเก็บเสียงได้ดี แต่ในความเงียบยามวิกาลและสมาธิที่จดจ่อขั้นสุด ทำให้เธอสามารถจับใจความบทสนทนาที่ลอดผ่านรอยแผลของบานประตูออกมาได้ชัดเจน
*(เสียงภาคินลอดออกมา)* "...ผมบอกแล้วไงว่าอย่าเพิ่งโทรมาช่วงนี้! งานเลี้ยงยังไม่เลิก... เพลิน อย่าเพิ่งงอแงสيครับ ผมบอกว่าจะไปหา... ก็หลังเที่ยงคืนนี้ไง..."
ชื่อ 'เพลิน' — หญิงสาวรุ่นน้องในแผนกการตลาด ผู้หญิงคนเดียวกับที่ส่งรูปคู่แนบชิดกับสามีของเธอมาให้ดูเมื่อสามชั่วโมงก่อน พร้อมข้อความเย้ยหยันว่า *'พี่ภาคินเขารักเด็กคนนี้มากกว่าภรรยาทำงานเก่งอย่างพี่เสียอีกนะคะ'*
รินลดาหลับตาลงช้าๆ สูตรอากาศเข้าปอดลึกเพื่อระงับอาการสั่นเทาของเรียวปาก ความเจ็บปวดที่เคยกัดกินหัวใจตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา บัดนี้มันไม่ได้หลงเหลือให้อาลัยอาวรณ์อีกต่อไปแล้ว มันถูกหลอมรวม แปลงสภาพ และเคี่ยวกรำจนกลายเป็น 'ความเยือกเย็น' ที่น่ากลัวที่สุด
เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาคู่นั้นไม่ได้มีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันมีเพียงความคมกริบดั่งใบมีดโกนที่พร้อมจะกรีดเฉือนทุกอย่างให้พังพินาศ
รินลดาหันหลังกลับจากประตูระเบียง เธอก้าวเดินกลับเข้าไปในงานเลี้ยง ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงหัวเราะของผู้คนในแวดวงสังคมสูงศัก딩์ที่ยังคงดื่มด่ำกับความลวงตา รอยร้าวบนผนังสีขาวที่เธอออกแบบไว้ไม่ได้มีไว้เพื่อความงามอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือสัญลักษณ์เริ่มต้นของรอยร้าวที่จะทำลายชีวิตของภาคินให้แตกสลายไม่มีชิ้นดี
ในวินาทีที่เธอกำลังจะเดินผ่านโซนรับรองแขกวีไอพี สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นร่างสูงสง่าของชายหนุ่มอีกคนกำลังก้าวเข้ามาในงาน ชายผู้มีนัยน์ตาสีสนิมและรอยยิ้มมุมปากที่เต็มไปด้วยความลับ — **ศิลา** นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้เป็นคู่แข่งทางธุรกิจตัวฉกาจของภาคิน และเป็นคนที่ส่ง 'หลักฐานชิ้นสำคัญ' ทั้งหมดมาให้เธอก่อนหน้านี้
ศิลายกแก้วไวน์ขึ้นทักTทายเธอจากระยะไกล พร้อมกับรอยยิ้มที่ทิ้งระเบียบความพินาศไว้เบื้องหลัง
และก่อนที่รินลดาจะได้เอ่ยทักทาย เสียงประกาศจากพิธีกรบนเวทีก็ดังขึ้นขัดจังหวะ พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่ไม่คาดฝันอีกคนหนึ่ง — หญิงสาวท้องแก่ใกล้คลอดในชุดคลุมท้องสีครีม เดินก้าวเข้ามาทางประตูหน้างาน พร้อมกับเอ่ยชื่อเสียงเรียงนามของสามีเธอออกไมโครโฟนอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"ขอโทษนะคะ... ดิฉันมาตามหาพ่อของเด็กในท้องค่ะ ภาคิน... เขาอยู่ไหนคะ?"
บรรยากาศในงานเลี้ยงที่เคยหรูหราและชื่นมื่น พลันเงียบกริบลงในชั่วพริบตาเดียว
---
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวและความแค้นบทนี้ไปด้วยกันนะครับ — บันทึกคนจร
มัณฑนากรไร้เงา กับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนผนังสีขาว
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มัณฑนากรไร้เงา กับเศษเสี้ยวความทรงจำที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!