“หากเจ้ายังหายใจอยู่ ก็จงคลานออกไปจากตระกูลเย่เสีย อย่าให้เลือดสวะของเจ้าต้องมาแปดเปื้อนกระเบื้องปูพื้นหินอ่อนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราอีกแม้แต่หยดเดียว!”
เสียงตวาดกร้าวดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงรับรอง กลิ่นกำยานราคาแพงที่อบอวลอยู่เริ่มจางหาย กลายเป็นกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งขึ้นมาแทนที่ รองเท้าบูทหนังมังกรปักลายมงคลเหยียบลงบนฝ่ามือของร่างที่นอนไร้สติอยู่กับพื้นอย่างแรงจนกระดูกข้อมือลั่นดังเปรี๊ยะ
เย่เฉินรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วทุกอณูวิญญาณ ทว่าความเจ็บนั้นมิใช่สิ่งเดียวที่เขารับรู้ ในห้วงสำนึกที่มืดมิดกลับมีความทรงจำแปลกปลอมหลั่งไหลเข้ามาประหนึ่งเขื่อนกั้นน้ำที่พังทลาย
*มหาเทพเย่เฉิน... ผู้ถูกสหายทรยศหักหลังในศึกเซียนทลายฟ้า วิญญาณแตกดับกลางสมรภูมิ... บัดนี้ กลับมาถือกำเนิดใหม่ในร่างของ "เย่เฉิน" คุณชายสามผู้ไร้ซึ่งเส้นชีพจรปราณแห่งตระกูลเย่ที่กำลังร่วงโรย*
เขาลืมตาขึ้น ดวงตาคู่คมดุจกระบี่ที่เคยผ่านการสังหารเหล่าเทพเซียนมานับไม่ถ้วนฉายแววเย็นเยียบและทรงอำนาจ แม้ร่างกายนี้จะบอบช้ำจนแทบแตกสลาย แต่แววตาที่จ้องมองไปยังผู้ที่เหยียบมือเขานั้นกลับทำให้ชายวัยกลางคนในชุดหรูหราถึงกับชะงักงันโดยไม่รู้ตัว
“เจ้า... เจ้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นหรือ? ไอ้ศิษย์สวะ!”
เย่หลงกวาดสายตามองคุณชายสามที่เขาจงเกลียดจงชัง ความรู้สึกประหลาดบางอย่างแล่นผ่านสันหลังของเขาไป ความกดดันที่มองไม่เห็นกระแทกเข้าที่จิตใจจนเขาต้องรีบชักเท้ากลับโดยสัญชาตญาณ
เย่เฉินพยุงกายขึ้นอย่างยากลำบาก เลือดไหลซึมจากมุมปาก แต่แผ่นหลังกลับตั้งตรงดุจคันศรที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ฟ้าดิน เขามิได้เอ่ยปากด่าทอหรืออ้อนวอน แววตาของเขาดั่งบ่อน้ำลึกที่ไร้ก้นบึ้ง ราวกับจะมองทะลุปรุโปร่งไปถึงชะตากรรมที่กำลังจะล่มสลายของตระกูลเบื้องหน้า
“ตระกูลเย่ในสายตาของข้า... ก็เป็นเพียงหยดหมึกที่กระเซ็นลงบนกระดาษเก่าคร่ำคร่า รอเวลาให้กาลเวลาลบเลือนไปเท่านั้น” เสียงของเย่เฉินแหบพร่า ทว่ากังวานและเฉียบขาด “เจ้าเกลียดชังข้า เพราะข้าไร้ปราณ ทว่าสิ่งที่เจ้ามองไม่เห็น คือความเน่าเฟะที่กัดกินตระกูลนี้จากภายในต่างหากเล่า”
“หุบปาก!” เย่หลงชักกระบี่ออกมาจากฝัก เสียงเหล็กกระทบกันดังกังวานไปทั่วโถง “ข้าจะส่งเจ้าไปลงนรกเอง!”
เย่เฉินไม่ถอยหนี เขากลับก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แม้ไม่มีปราณหล่อเลี้ยง ทว่าความเข้าใจในวิถีกระบี่ที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณมหาเทพนั้นเหนือชั้นกว่าใครหน้าไหนในยุทธภพนี้ เขาสัมผัสได้ถึงกระแสปราณรอบตัวที่ไหลเวียนผ่านรอยแยกของมิติ หากเขาต้องการ... เพียงแค่หยิบเศษหินข้างกายมาใช้แทนกระบี่ เขาก็สามารถตัดขั้วหัวใจของชายตรงหน้าได้ในลมหายใจเดียว
*ทว่าร่างกายนี้เปราะบางเกินไป หากใช้พลังฝืนลิขิตตอนนี้ วิญญาณที่เพิ่งรวมตัวใหม่คงแตกสลายเสียก่อน*
ในจังหวะที่คมกระบี่ของเย่หลงกำลังจะแทงทะลุหน้าอกของเย่เฉินนั้นเอง ลมเย็นเยียบสายหนึ่งก็พัดผ่านเข้ามาในโถงอย่างฉับพลัน บรรยากาศรอบข้างที่ร้อนระอุด้วยจิตสังหารกลับกลายเป็นแข็งค้างในทันที
ประกายแสงสีเงินร่วงหล่นลงมาจากอากาศ ราวกับหิมะที่โปรยปรายกลางฤดูร้อน กระบี่ในมือของเย่หลงถูกแช่แข็งด้วยชั้นน้ำแข็งบางๆ จนไม่อาจขยับได้แม้แต่กระเบียดนิ้ว
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเย่เฉินอย่างแผ่วเบา สตรีในชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์โชยมาปะทะจมูก นางยืนหันหลังให้เย่เฉิน ทว่าเพียงแค่ความรู้สึกที่แผ่ออกมาก็ทำให้อากาศโดยรอบบิดเบี้ยว
“หลินเฟยหง...” เย่หลงอุทานชื่อนั้นด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดลงทันที “ท่าน... ท่านมาทำอะไรที่นี่! หอตำราลับมิได้ห้ามยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในของตระกูลเราหรอกหรือ?”
นางเซียนผู้คุมหอตำราลับไม่แม้แต่จะปรายตามองเย่หลง สายตาที่เย็นชาราวกับมองมดปลวกของนางหยุดลงที่เย่เฉินเพียงผู้เดียว มือเรียวงามดุจหยกขาวเอื้อมมาเช็ดคราบเลือดที่มุมปากให้เขาอย่างเบามือ
“ข้าเคยบอกท่านแล้วมิใช่หรือ... ว่าอย่าให้ใครมาแตะต้องรอยยิ้มนี้” เสียงของนางราบเรียบดุจน้ำแข็งที่ไร้กระแสคลื่น ทว่าแฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่เปราะบางและมั่นคงอย่างประหลาด
เย่เฉินจ้องมองใบหน้านาง สิ่งที่เขาเห็นมิใช่ความเมตตาธรรมดา แต่เป็นความโหยหาที่ฝังลึกมานานนับร้อยปี... นางคือศิษย์หญิงเพียงคนเดียวที่เคยคอยส่งเสบียงและตำราให้เขาในวันที่เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มอับโชค
“เจ้ามาสายไปนิดนะ เฟยหง” เย่เฉินกระซิบเบาๆ
นางเซียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองเขา ดวงตาที่เคยเย็นชากลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับนางกำลังมองเห็นเงาของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าร่างของคุณชายสวะตรงหน้า
“เย่เฉิน... ท่านกลับมาแล้วจริงๆ หรือ?”
ในขณะที่ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากัน ความเงียบงันที่แสนเปราะบางกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มใหญ่ที่กรูเข้ามาล้อมรอบโถงรับรอง กลิ่นอายพลังปราณระดับก่อเกิดขั้นสูงแผ่พุ่งเข้ามาปิดตายทุกทางออก
เย่หลงที่ตั้งสติได้แสยะยิ้มกว้าง “ถึงเจ้าจะเป็นถึงผู้คุมหอตำราลับ แต่การขัดขวางการชำระตระกูลเย่ ถือเป็นการประกาศศึกกับตระกูลพันธมิตรทั้งสี่!”
เย่เฉินขยับตัวยืนขึ้นเต็มความสูง แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่เขากลับคว้าด้ามกระบี่ที่ตกอยู่ข้างๆ ขึ้นมา มือที่เคยบอบบางกลับมั่นคงราวกับเหล็กกล้า เขามองตรงไปที่เย่หลงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารที่แท้จริง
“พันธมิตรทั้งสี่งั้นรึ?” เย่เฉินแค่นหัวเราะ “วันนี้ข้าจะสอนให้เจ้าได้รู้ ว่ากระบี่ที่แท้จริงนั้น... สังหารเทพมาแล้วกี่องค์!”
ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใสเหนือตระกูลเย่กลับมืดสนิทลงฉับพลัน เสียงฟ้าร้องคำรามดั่งพญามังกรโกรธเกรี้ยวสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมือง อักขระสีดำดุจหยดหมึกโบราณนับหมื่นปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเย่เฉิน กระบี่ในมือสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับมันกำลังรอคอยการกลับมาของเจ้าของที่แท้จริง
เขากำลังจะชักกระบี่ออกจากฝัก... และชะตากรรมของทุกคนในที่นี้กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล!
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ครั้งนี้ หวังว่าท่านจะชื่นชอบในวิถีกระบี่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นนะครับ
ด้วยความเคารพอย่างสูง,
เพลิงโอสถสวรรค์
หยดหมึกบรรพกาล สังหารเทพในหนึ่งกระบี่•ตอนที่ 1
ศิษย์สวะแห่งตระกูลที่ล่มสลาย
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หยดหมึกบรรพกาล สังหารเทพในหนึ่งกระบี่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
