กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา•ตอนที่ 15

คำสารภาพของน้ำแข็ง

ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นจากปลายกระบี่ไร้ลักษณ์ กระทบลงบนพื้นหินอ่อนศิลาจันทรา เกิดเสียงสะท้อนกังวานดุจเสียงถอนหายใจของกาลเวลา "เจ้าน่าจะลงมือให้เด็ดขาดกว่านี้... เย่เฉิน" น้ำเสียงนั้นราบเรียบ เย็นเยียบ และไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความหวาดหวั่น ทว่าผู้ที่เอ่ยวาจามิใช่ศัตรูคู่อาฆาต หากแต่เป็นมู่หลาน—เซียนสาวผู้ครองฉายาน้ำแข็งพันปีแห่งสำนักเมฆาคล้อย นางยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ท่ามกลางซากปรักหักพังของค่ายกลอัคคีผลาญสวรรค์ อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์บัดนี้เปรอะเปื้อนด้วยคราบฝุ่นผงและรอยเลือดจางๆ ทว่าแผ่นหลังของนางยังคงยืดตรงดุจสนทนงกลางเหมันต์ เย่เฉินกวาดสายตามองร่องรอยบาดแผลที่หัวไหล่ขวาของนาง คมกระบี่ของนิกายโลหิตทมิฬเมื่อครู่เกือบจะทะลวงผ่านจุดชีพจรหัวใจ หากเขาไม่ใช้เคล็ดวิชากระบี่ไร้ลักษณ์สะบัดปัดป้ององคาพยพของศัตรูออกไปในเสี้ยววินาทีเป็นตาย นางคงกลายเป็นศพไร้ญาติขาดมิตรไปแล้ว "หากข้าลงมือช้ากว่านั้นอีกครึ่งลมหายใจ เจ้าคงไม่ต้องมาเอ่ยตัดพ้อข้าเช่นนี้แล้ว มู่หลาน" เย่เฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาคมกริบดุจคมกระบี่ทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อน บุรุษผู้ไม่เคยเกรงกลัวต่ออำนาจฟ้าดินใดๆ กลับรู้สึกราวกับถูกบีรัดหัวใจยามเมื่อเห็นรอยเปื้อนเลือดบนอาภรณ์สีขาวของนาง "กฎเกณฑ์ของสำนักเมฆาคล้อยสอนให้เจ้าเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เพื่อความยุติธรรมจอมปลอมเช่นนั้นหรือ" "นี่คือวิถีของข้า..." มู่หลานหลุบตาลงเล็กน้อย แพขนตางอนงามทอดเงาทาบบนพวงแก้มขาวซีด นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นกระแสลมปราณที่ปั่นป่วนในตันTian (ตานเถียน) จากการฝืนใช้เคล็ดวิชา 'เหมันต์นิรันดร์กาล' เมื่อครู่ "เจ้าไม่เข้าใจหรอก เย่เฉิน คนที่ไร้ซึ่งพันธะและตัวคนเดียวเช่นเจ้า จะไปรู้อะไรเกี่ยวกับความรับผิดชอบของคำว่าศิษย์พี่ใหญ่" คำพูดนั้นคมกริบยิ่งกว่ากระบี่เล่มใด ทว่าแววตาที่นางใช้มองเขากลับมิได้มีความเยືือกเย็นดังวาจา ตรงกันข้าม... มันสั่นไหวระริกราวกับผืนน้ำที่ถูกโยนก้อนหินลงไป แม้จะเพียงชั่วพริบตาเดียว แต่วิญญาณนักกระบี่ของเย่เฉินก็สัมผัสได้ถึงความร้าวรานที่นางพยายามปกปิดไว้ภายใต้หน้ากากของเซียนผู้สูงส่ง บรรยากาศรอบกายเงียบงัดลงทันที มีเพียงเสียงสายลมยามค่ำคืนที่พัดผ่านซากปรักหักพังของหุบเขาอสูรคลั่ง หยาดน้ำค้างยามดึกกลั่นตัวบนยอดหญ้าก่อนจะร่วงหล่น เสียงกาลเวลาคล้ายหยุดนิ่งลง ณ ชั่วขณะนี้ เย่เฉินก้าวเท้าเข้าไปใกล้ทีละก้าว ย่างก้าวของเขาไร้ซุ่มเสียง ทว่าทรงพลังกดดันจนมู่หลานต้องเงยหน้าขึ้นสบตา กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือของเขาถูกเก็บเข้าฝักไปนานแล้ว เหลือเพียงมือเปล่าที่ยื่นออกไปอย่างมั่นคง นิ้วเรียวยาวเอื้อมออกไปแตะที่หัวไหล่ของนางเบาๆ เพื่อถ่ายเทลมปราณบริสุทธิ์เข้าช่วยโคจรสะกัดจุดสกัดพิษ "เจ้า..." มู่หลานสะดุ้งเฮือก ร่างกายแข็งเกร็งตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว นางถอยหลังไปครึ่งก้าวแต่ถูกมือของเย่เฉินคว้าข้อแขนเอาไว้ ปราณอุ่นร้อนสายหนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่ร่างของนาง ชำระล้างไอพิษโลหิตทมิฬที่ตกค้างให้อลายหายไปในพริบตา ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือของชายหนุ่ม ทำให้กำแพงน้ำแข็งที่นางก่อขึ้นเพื่อปกป้องหัวใจมานานนับแรมปีเริ่มสั่นคลอน มู่หลานเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด นางไม่เคยยอมให้ผู้ใดเข้าใกล้ในระยะที่อันตรายเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยมีบุรุษใดกล้าสัมผัสตัวนางโดยไม่ได้รับอนุญาต... ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแสดงความห่วงใยอย่างไม่ปิดบังเช่นนี้ "ข้าอาจจะตัวคนเดียว... ไร้สำนัก ไร้รากเหง้า และถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนอกคอก" เย่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลึกล้ำดึงดูดใจ และเปี่ยมด้วยความจริงจังอย่างหาได้ยากยิ่ง "แต่ข้าไม่เคยโง่เขลาพอที่จะปล่อยให้คนที่ข้า... ให้คนที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ต้องมาตายต่อหน้าต่อตาเพื่อแลกกับชื่อเสียงจอมปลอมของสำนักที่แม้แต่ความจริงเกี่ยวกับการตายของตระกูลข้ายังไม่กล้าตรวจสอบ!" มู่หลานเงີยหน้าขึ้นสบตาเขา นัยน์ตาส프ิงใสของเซียนสาวไหวระริก หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาที่หน่วยตาอย่างห้ามไม่อยู่ ตั้งแต่วันที่นางก้าวเข้าสู่สำนักเมฆาคล้อย ละทิ้งความรู้สึกทางโลก และฝึกฝนวิชาเซียนจนบรรลุขอบเขตวิญญาณยุทธ์ขั้นสูง นางไม่เคยหลั่งน้ำตาให้ผู้ใดเลยแม้แต่หยดเดียว แม้กระทั่งในวันที่อาจารย์ผู้ให้กำเนิดวิชาจากไป นางยังคงยืนสงบนิ่งท่ามกลางหิมะโปรราญ ทว่าในยามนี้... คำพูดของเย่เฉินกลับทลายเขื่อนกั้นน้ำตาที่นางสะสมมาทั้งชีวิต "เจ้าเด็กโง่..." มู่หลานเค้นเสียงออกมาอย่างสั่นเครือ หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากหางตา ไหลผ่านพวงแก้มขาวนวลกระทบลงบนหลังมือของเย่เฉิน "เจ้าคิดว่าข้าปกป้องกฎเกณฑ์ของสำนัก... จริงๆ หรือ? เจ้าคิดว่าที่ข้าต้องทำตามคำสั่งของเจ้าสำนัก เป็นเพราะข้าภักดีต่อพวกมันอย่างนั้นหรือ?" เย่เฉินชะงักไปเล็กน้อย คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากัน "เจ้าหมายความว่าอย่างไร" มู่หลานสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่เพื่อรวบรวมความกล้าทั้งหมดในชีวิต 100 ปีของการบำเพ็ญเพียร นางสะบัดหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อหลบสายตาที่ราวกับจะทะลุปรุโปร่งถึงก้นบึ้งหัวใจของเขา ก่อนจะหันกลับมาจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาของชายหนุ่ม น้ำเสียงของนางสั่นสะท้าน ทว่าชัดถ้อยชัดคำในความเงียบสงัด "สิ่งที่ข้าปกป้อง... มิใช่สำนักเมฆาคล้อย" นางกล่าวด้วยหัวใจที่เต้นระรัวดั่งกลองศึก "แต่เป็น 'เจ้า' ต่างหากเล่า!" ราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจกลางหุบเขาอสูรคลั่ง เย่เฉินนิ่งค้างไปชั่วขณะ สมองที่เคยเฉียบคมและคำนวณท่วงท่ากระบี่ได้อย่างแม่นยำในเสี้ยววินาที กลับว่างเปล่าลงถนัดใจ "เจ้าว่าอะไรนะ..." "ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังตามหาความจริงเรื่องการล่มสลายของตระกูลเย่ และข้ารู้ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้มีผู้อาวุโสระดับสูงของสามสำนักใหญ่หนุนหลังอยู่!" มู่หลานระบายความอัดอั้นที่เก็บงำไว้ในใจออกมาจนหมดสิ้น น้ำตาของนางไหลรินลงมาไม่ขาดสาย ทำลายภาพลักษณ์ของเซียนสาวผู้เย็นชาจนหมดสิ้น เหลือเพียงสตรีผู้หนึ่งที่กำลังเปิดเปลือยวิญญาณให้ชายอันเป็นที่รักได้รับรู้ "ถ้าเจ้าเปิดศึกกับนิกายโลหิตทมิฬและสำนักเมฆาคล้อยพร้อมๆ กัน เจ้าจะต้องตาย! เจ้าไม่มีทางรอดจากเงื้อมมือของปรมาจารย์ขั้นทะยานฟ้าได้เลย!" นางก้าวเข้ามาประชิดตัวเขา ใช้สองมือเรียวบางจับเข้าที่ปกเสื้อของเย่เฉิน แววตาของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัว—ความหวาดกลัวที่นางไม่เคยมีให้ต่อความตายของตนเอง แต่เป็นความหวาดกลัวที่จะสูญเสียเขาไปตลอดกาล "เหตุผลที่ข้าต้องคอยติดตามขัดขวางเจ้า... เหตุผลที่ข้าต้องทำเป็นเย็นชาใส่เจ้า... ก็เพราะข้ากลัวว่าหากเจ้าล่วงรู้ความจริงเร็วเกินไป เจ้าจะพุ่งเข้าหาความตายโดยไม่รักชีวิตตัวเอง!" มู่หลานสะอื้นไห้อย่างหมดฟอร์ม ความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งละลายหายไปจนไม่เหลือเค้าเดิม เหลือเพียงหัวใจที่ร้าวรานและเปี่ยมด้วยรักอันลึกซึ้ง "เย่เฉิน... เจ้าคนบ้า ข้าไม่อยากเห็นเจ้าตาย! ข้าไม่อาจทนอยู่บนโลกที่ไม่มีเจ้าได้อีกแล้ว!" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นตรงกันอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางกลิ่นอายคาวเลือดและซากปรักหักพัง คำสารภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ก้นบึ้งของดวงใจน้ำแข็งบัดนี้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างไร้ที่กำบัง เย่เฉินมองสตรีตรงหน้า แววตาดุดันและทระนงตนของเขายามนี้ทอประกายความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน มือหนาทั้งสองข้างยกขึ้นประคองใบหน้าหวานที่เปื้อนคราบน้ำตาและหยาดเหงื่อ นิ้วโป้งเกลี่ยหยดน้ำตาออกจากแก้มของนางอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงความฝัน "เจ้าเซียนโง่เอ๋ย..." เย่เฉินกระซิบชิดริมฝีปากของนาง น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและทรงพลังยิ่งกว่าครั้งใดในชีวิต "เหตุใดเจ้าจึงต้องแบกรับความรู้สึกมากมายขนาดนี้ไว้คนเดียวเล่า" มู่หลานชะงักไป ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยยามเมื่อสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาที่แนบอยู่ข้างแก้ม ก่อนที่ริมฝีปากของนางจะถูกปิดสนิทด้วยสัมผัสอันอ่อนโยนแต่หนักแน่นจากชายหนุ่ม มันไม่ใช่การจุมพิตที่เกิดจากสัญชาตญาณดิบเถื่อน แต่เป็นการหลอมรวมดวงจิตและวิญญาณของคนสองคนที่ต่างดื้อรั้นฝืนลิขิตฟ้ามาตลอดชีวิต ท่ามกลางกระแสลมปราณที่สงบลงและแสงจันทร์สาดส่องลงมาทะลุผ่านหมู่เมฆ มู่หลานหลับตาลงรับสัมผัสนั้น ปล่อยให้ความอบอุ่นของเขาละลายน้ำแข็งในหัวใจจนหมดสิ้น นางยกแขนขึ้นโอบรอบลำคอของเย่เฉินแน่นราวกับต้องการหลอมรวมร่างของตนให้ติดตรึงอยู่กับเขาชั่วนิรันดร์ ทว่า... ในวินาทีที่ความหวานล้ำกำลังแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูวิญญาณนั้นเอง *เปรี้ยงงงงงง—!* เสียงอสนีบาตคำรามก้องสะท้านฟ้าดินดังสนั่นหวั่นไหวราวกับท้องฟ้ากำลังจะฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ แรงกดดันจากปราณสวรรค์อันน่าสะพรึงกลัวแผ่พุ่งลงมาจากเบื้องบนจนพื้นศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นทางยาว เย่เฉินผลักมู่หลานออกไปด้านหลังตามสัญชาตญาณ คมกระบี่ไร้ลักษณ์ถูกชักออกจากฝักโดยอัตโนมัติ เปล่งแสงสีเงินยวงเจิดจ้าตัดผ่านความมืดมิดยามวิกาล เบื้องบนท้องฟ้าเหนือซากปรักหักพัง หมอกควันสีดำทมิฬม้วนตัวลงมาอย่างรวดเร็วดุจคลื่นยักษ์ พร้อมกับการปรากฏร่างของเงาสูงตระหง่านในชุดคลุมสีเลือด ปราณสังหารอันน่าสะพรึงกลัวระดับขอบเขตทะยานฟ้าแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ และเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากยอดเขา "ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพคู่รักที่น่าประทับใจเสียจริง..." เงาร่างนั้นก้าวลงมาจากฟ้าช้าๆ พร้อมกับกระบี่โลหิตในมือที่ส่องประกายแสงสีแดงฉานน่าสะอิดสะเอียน "เย่เฉิน... ข้าตามหาตัวเจ้ามานาน ในที่สุดสุนัขจนตรอกเช่นเจ้าก็โผล่หัวออกมาสุนุขสำราญถึงที่นี่เองสินะ!" — ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและวิถีกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ — หมื่นกระบี่คืนรัง
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับวิถีเซียนผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%