สัญญาเช่าฉบับนี้สิ้นสุดลงตั้งแต่สามเดือนก่อน หากหลานรักอย่างเธอคิดจะเอาที่ดินผืนนี้ไปทำกินจริง ๆ ก็ต้องจ่ายเงินชดเชยค่าดูแลรักษามาสี่แสนบาทเสียก่อน ไม่อย่างนั้นรถไถของฉันคันนี้คงต้องปรับหน้าดินให้ราบเป็นหน้ากลอง เพื่อสร้างโรงจอดรถแทรกเตอร์แทนที่จะปล่อยให้หญ้ารกเรื้อแบบนี้!”
เสียงแหลมสูงที่เจือด้วยความกร้านโลกดังขึ้นตัดผ่านความเงียบของผืนดินรกร้าง ป้าสำเนียงยืนเท้าสะเอวอยู่บนคันนา ใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาถูกบิดเบี้ยวด้วยความโลภ ดวงตาคู่เล็กหรี่มองหญิงสาวที่ยืนเผชิญหน้าอยู่เบื้องล่างด้วยความดูแคลน ร่างท้วมในชุดผ้าลายดอกขยับเข้าไปใกล้กองเอกสารในมือของตนเองราวกับจะใช้มันเป็นอาขุธข่มขู่
รินรดายืนนิ่งอยู่กลางผืนดินที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแปลงเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ของตาและยาย แม้สภาพรอบกายในยามนี้จะเต็มไปด้วยวัชพืชสูงท่วมหัวและซากตอไม้ผุพัง แต่ท่าทีของเธอกลับไม่ได้แสดงความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย อดีตเชฟฝีมือเยี่ยมผู้ผ่านสมรภูมิห้องครัวระดับมิชลินและกลยุทธ์การตลาดอันเชือดเฉือน ปรับสายตาคมกริบมองป้าสะใภ้ผู้หิวกระหายทรัพย์สินอย่างพิจารณา เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา
“สี่แสนบาท ค่าดูแลรักษาหรือครับคุณป้า?” รินรดาเอ่ยทวนคำ เสียงนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยกระแสกดดัน “ที่ดินมรดกแปลงนี้ระบุไว้ชัดเจนในพินัยกรรมว่าเป็นชื่อของผม แต่ป้ากลับเอาโฉนดไปจำนองนอกระบบเพื่อเอาเงินไปเล่นการพนัน ป้าคิดว่าผมไม่รู้เรื่องนี้เลยอย่างนั้นหรือครับ... หรือคิดว่าผมเป็นคนโง่ที่ยอมให้ใครหน้าไหนมาขูดรีดก็ได้”
“นังเด็กนี่! ปากดีนักนะ!” ป้าสำเนียงหน้าถอดสีไปวูบหนึ่งก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด นางพุ่งตัวเข้าหาหมายจะใช้เล็บยาวจิกเข้าที่แขนของหลานสาว แต่รินรดากลับก้าวเท้าหลบอย่างว่องไว ราวกับคาดการณ์การเคลื่อนไหวนี้ไว้อยู่แล้ว การฝึกฝนร่างกายให้คล่องแคล่วว่องไวสมัยที่ยังเป็นหัวหน้าเชฟควบคุมเตาไฟนับสิบเตาทำให้เธอมีความยืดหยุ่นสูง ป้าสำเนียงจึงเสียหลักเซถลาไปชนกับเสาไม้หลักเขตที่ดินจนร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
รินรดาไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เธอปัดเศษฝุ่นที่กระเด็นโดนชายเสื้อออกอย่างใจเย็น ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนประชิดตัวอีกฝ่ายด้วยท่าทีสง่างาม น้ำเสียงที่เอמהเปล่งออกมานั้นราบเรียบแต่เฉียบคมราวน้ำแข็งขั้วโลก
“จำไว้นะครับป้า... เอกสารสิทธิ์ฉบับจริงอยู่ที่ผม และหนี้สินที่ป้าไปก่อไว้กับพวกนอกระบบ ผมได้ให้ทนายความจัดการเคลียร์ดอกเบี้ยส่วนเกินที่ผิดกฎหมายไปหมดแล้ว ทางเดียวที่ป้าจะไม่ถูกฟ้องล้มละลายและติดคุกหัวโต คือการไสหัวออกไปจากที่ดินของผมภายในวันนี้ ไม่เช่นนั้น... ผมนี่แหละจะเป็นคนพาตำรวจมาไล่ป้าออกไปด้วยตัวเอง”
บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ ลมหายใจหอบกระชั้นของป้าสำเนียงดังแข่งกับเสียงจิ้งหรีด ความตะลึงงันฉายชัดบนใบหน้ายับย่นของหญิงสูงวัย นางไม่เคยคิดเลยว่าเด็กสาวที่เคยอ่อนข้อให้เมื่อหลายปีก่อนจะกลายเป็นคนที่มีสายตาดุดันและเฉียบขาดถึงเพียงนี้
ในจังหวะที่ความตึงเครียดพุ่งขึ้นถึงขีดสุด เสียงเครื่องยนต์ดีเซลคำรามก้องก็ดังแทรกเข้ามาจากทางเข้าไร่ รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อคันใหญ่พุ่งเข้ามาจอดสนิทฝุ่นตลบ ประตูฝั่งคนขับเปิดออกเผยให้เห็นร่างสูงโปร่งในชุดลำลองทะมัดทะแมง พันตรีธนาก้าวลงมาจากรถ ดวงตาคมกริบใต้กรอบคิ้วหนาปรายมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความเย็นชา ไหล่กว้างและท่าทางนิ่งขรึมแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ร่างกายของเขารับรู้ได้ถึงความผิดปกติรอบตัวผ่านสัญชาตญาณทหารหาญ แม้ว่าประสาทสัมผัสในการรับรสจะดับสูญไปจากอุบัติเหตุ แต่การอ่านภาษากายและการประเมินสถานการณ์อันตรายของเขายังคงเฉียบคมเสมอ
ธนาเดินตรงเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างรินรดา มือหนาวางลงบนลาดไหล่บางเบาอย่างมั่นคง การปรากฏตัวของเขาเปรียบเสมือนกำแพงเหล็กที่ช่วยค้ำจุนให้ภรรยาหนุ่มรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก แม้ทั้งคู่จะแต่งงานกันด้วยเหตุผลทางครอบครัวและเงื่อนไขบางประการ แต่ในยามนี้ ความเงียบขรึมแต่มั่นคงของธนากลับกลายเป็นอาวุธทรงพลังที่ทำให้ป้าสำเนียงถึงกับถอยหลังกรูดด้วยความหวาดกลัว
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับที่รัก” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างเรียบง่าย แต่สายตาที่กวาดมองป้าสำเนียงกลับคมปลาบราวกับใบมีดโกน
รินรดายกยิ้มมุมปาก หันไปมองสามีด้วยแววตาพราวระยับ ความตึงเครียดเมื่อครู่อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสนุกในการวางหมากรุกกระดานใหญ่ที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น
“ไม่มีอะไรมากหรอครับคุณสามี แค่มีแขกไม่ได้รับเชิญพยายามจะมาฮุบแปลงพริกขี้หนูของเรา... แต่ไม่ต้องห่วงครับ ผมจัดการเคลียร์พื้นที่เรียบร้อยแล้ว” รินรดาตอบเสียงใส พลางหันกลับไปมองแปลงดินรกร้างเบื้องหน้า “ในเมื่อเคลียร์พื้นที่เสร็จแล้ว... ได้เวลาที่เราจะมาเริ่มลงมือเพาะปลูกพริกขี้หนูป่าพันธุ์พิเศษ เพื่อเตรียมส่งมอบให้กับลูกค้ารายใหญ่ในตลาดมืดพรุ่งนี้กันเสียทีนะครับ”
ป้าสำเนียงที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่บนพื้นกัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคือง นางส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายมาก่อนจะตะโกนลั่น “พวกแกสองคนอย่าได้ใจไปให้มากนัก ที่ดินตรงนี้มันอาถรรพ์ ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นหรอ! อีกไม่นานพวกแกก็ต้องซมซานกลับไปอย่างไร้ค่า!”
ธนาหันไปมองหน้าป้าสำเนียงชั่วพริบตาเดียว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิทที่ทรงพลังจนอีกฝ่ายถึงกับสะอึก “อาถรรพ์หรือไม่อย่างไร... เดี๋ยวท่านคงได้เห็นเองครับว่า ผืนดินที่ภรรยาผมดูแล จะพลิกฟื้นสร้างกำไรมหาศาลจนทำให้คนแถวนี้ต้องตาค้างได้อย่างไร”
สิ้นคำพูดนั้น ธนาเอื้อมมือไปหยิบเมล็ดพันธุ์พริกขี้หนูสีแดงสดที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อของรินรดาขึ้นมา เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเปล่งประกายแสงเรืองรองจาง ๆ ออกมาในความสลัวของยามเย็น กลิ่นหอมเผ็ดร้อนแปลกประหลาดโชยแตะจมูกทั้งที่เมล็ดพันธุ์ยังไม่ได้ถูกแกะห่อออกด้วยซ้ำ
รินรดายิ้มกริ่ม สูดกลิ่นอายความสำเร็จที่กำลังจะมาถึงเต็มปอด ก่อนที่เธอจะหันไปสบตากับสามีผู้เย็นชาแต่พึ่งพาได้เสมอในมิติลับแห่งนี้...
ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังก้าวเท้าเข้าไปเตรียมปรับหน้าดิน ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูรั้วเหล็กหน้าไร่ก็ดังขึ้นสามครั้งติดต่อกันอย่างปริศนา พร้อมกับเงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีดำที่ก้าวเข้ามาพร้อมกล่องไม้แกะสลักโบราณในมือ โดยมีข้อความสั้น ๆ ทิ้งไว้ว่า... *“สินค้าล็อตแรกที่ท่านผลิตเมื่อคืนนี้... มีคนต้องการซื้อมันในราคาห้าล้านบาท แต่มีข้อแม้ว่าท่านต้องตอบคำถามปริศนาข้อนี้ให้ได้เสียก่อน...”*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความแซ่บครั้งนี้นะครับ
เซียนเกษตรพริกขี้หนูกับคุณชายทหารผู้ไร้รสสัมผัส•ตอนที่ 1
จุดเปลี่ยนกลางไร่ร้าง
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเกษตรพริกขี้หนูกับคุณชายทหารผู้ไร้รสสัมผัส นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
