"ใบลาออก... หรือจดหมายไล่ออกดีครับ คุณศิลา?"
ผมวางแผ่นกระดาษลงบนโต๊ะทำงานกระจกเงาวับด้วยจังหวะที่นิ่งสนิท แรงกดเพียงเล็กน้อยส่งผลให้เกิดเสียง 'กริ๊ก' ที่ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบงันในห้องทำงานระดับเพนต์เฮาส์
ศิลาที่นั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่แสยะยิ้มที่มุมปาก เขากระดิกนิ้วไล่เลขาฯ สาวออกไปก่อนจะจ้องมองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพช "อาชวิน... นายยังไม่เข้าใจสถานการณ์ตัวเองอีกเหรอ? นายไม่ได้มีทางเลือกตั้งแต่เริ่มก้าวเท้าเข้ามาในห้องนี้แล้ว"
เขาสไลด์ซองจดหมายสีขาวอีกฉบับมาตรงหน้าผม "นี่คือเงินชดเชยสามเดือน บวกกับประวัติการทำงานที่ 'เน่าเฟะ' ซึ่งฉันบันทึกไว้ในระบบกลาง รับไปซะ แล้วไสหัวไปให้พ้นจากบริษัทฉัน ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจฟ้องร้องเรื่องข้อมูลโปรเจกต์ที่หายไป"
ผมแค่นยิ้ม ไม่ได้โต้ตอบด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เพราะสำหรับผม ศิลาก็เป็นเพียงนักลงทุนที่มองกำไรระยะสั้น แต่เขามองข้าม 'มูลค่าที่แท้จริง' ไปอย่างน่าเสียดาย
"เสียดายนะครับ" ผมเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบขณะลุกขึ้นยืน "บริษัทที่ผมสร้างระบบหลังบ้านมากับมือ กำลังจะถูกคนอย่างคุณทำลายในอีกไม่ช้า"
"เพ้อเจ้อ!" ศิลาหัวเราะร่วน ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "นายมันก็แค่พนักงานเงินเดือนที่หลงผิด คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าในโลกดิจิทัล ความจริงน่ะเหรอ? ความจริงคือเย็นนี้ฉันจะควงคู่หมั้นของนายไปดินเนอร์เปิดตัวในงานกาล่า ส่วนนาย... ก็แค่อดีตพนักงานที่ไม่มีใครรู้จัก"
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้หัวใจผมสั่นไหว แต่มันกลับกระตุกมุมปากให้ผมยิ้มออกมาได้กว้างกว่าเดิม เพราะนั่นคือจังหวะเดียวกับที่ประตูห้องทำงานถูกผลักเข้ามา
รินรดาเดินเข้ามาในชุดเดรสสีแดงเพลิงที่ดูตัดกับบรรยากาศอันตึงเครียด เธอเดินผ่านผมไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมอง แต่จุดหมายของเธอคือการยืนเคียงข้างศิลา มือเรียวสวยของเธอคล้องแขนเขาอย่างสนิทสนม
"อาชวิน... เราเลิกกันเถอะค่ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนน่าใจหาย "คุณให้ความมั่นคงกับชีวิตฉันไม่ได้ คุณมันก็แค่คนกระจอกที่จมอยู่กับตัวเลขในจอคอมพิวเตอร์"
ผมมองคนทั้งคู่ที่ยืนเคียงข้างกันราวกับภาพลวงตา ผมไม่ได้รู้สึกเจ็บปวด ผมแค่กำลัง 'ประเมินราคา' ของมนุษย์ตรงหน้า ศิลาคิดว่าเขาชนะแล้ว ส่วนรินรดาก็คิดว่าเธอเลือกทางเดินที่ฉลาดที่สุด
"ครับ... ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้มีความสุขกับชีวิตที่พวกคุณเลือก"
ผมหมุนตัวเดินออกจากห้องนั้นโดยไม่เหลียวหลังกลับไปมอง ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของศิลาที่ไล่หลังมา ผมรู้ดีว่านี่คือ 'จุดตกต่ำ' ที่สุดในชีวิตคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่ในใจของผม... ระบบบางอย่างที่ผมรอคอยมาตลอดทั้งชีวิตกำลังเริ่มประมวลผล
[ระบบ 'Infinity Asset' เริ่มต้นการทำงาน...]
[สถานะ: ผู้ครอบครองบัตรเครดิตระดับ Black Infinity]
[วงเงิน: ไม่จำกัด]
ผมเดินออกมาที่ล็อบบี้ของตึกด้วยสภาพที่ดูซอมซ่อ แต่ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนในสมาร์ทโฟนก็ดังขึ้น หน้าจอแสดงผลบัตรสีดำสนิทที่มีชื่อผมสลักด้วยทองคำแท้ วินาทีที่ผมเห็นตัวเลขวงเงินที่ขึ้นว่า '∞' ลมหายใจผมก็เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความตื่นเต้นแบบคนไร้ค่า แต่มันคือความรู้สึกของผู้ที่กุมชะตาชีวิตของทุกคนในตึกนี้ไว้ในกำมือ
ผมหยุดเดินที่หน้าเคาน์เตอร์ของธนาคารชั้นนำในล็อบบี้ตึกนั้น พนักงานสาวเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาเหยียดหยามเมื่อเห็นสภาพที่ดูเหมือนคนเพิ่งตกงาน
"ขอโทษนะคะ ถ้าจะมาขอสินเชื่อเชิญคิวอื่นค่ะ ที่นี่ไม่รับ..."
ผมวางบัตรสีดำสนิทใบนั้นลงบนเคาน์เตอร์ด้วยท่าทีสงบนิ่ง "ผมไม่ได้มาขอสินเชื่อครับ ผมมา 'ซื้อ' ตึกนี้... ทั้งตึก รวมไปถึงบริษัทที่คุณศิลาเช่าอยู่ด้วย"
พนักงานสาวชะงัก เธอหยิบการ์ดขึ้นมาตรวจสอบด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนที่ดวงตาของเธอจะเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบถลนออกมาจากเบ้าเมื่อเครื่องอ่านบัตรแสดงสถานะ 'อนุมัติ' ด้วยแสงสีทองสว่างวาบไปทั่วล็อบบี้
ในวินาทีนั้น เสียงเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวดังกระหึ่มขึ้นจากชั้นดาดฟ้าของตึกข้างๆ มันเริ่มลดระดับลงมาจอดที่ลานกว้างหน้าอาคารอย่างอุกอาจ ท่ามกลางสายตาผู้คนนับร้อยที่หยุดมองด้วยความตื่นตะลึง
ผมขยับเนคไทให้เข้าที่ก่อนจะหันไปทางประตูลิฟต์ที่ศิลาและรินรดากำลังเดินออกมา พวกเขาดูช็อกจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นขบวนรถหรูนับสิบคันเคลื่อนเข้ามาปิดล้อมทางเข้า และชายชุดสูทนับสิบคนก้าวลงมาโค้งคำนับผมในฐานะ 'เจ้าของอาคารคนใหม่'
ศิลาหน้าซีดเผือด เขารีบก้าวเข้ามาหาผมด้วยความลนลาน "อา... อาชวิน นี่มันเรื่องอะไรกัน? นายไปเอาเงินมาจากไหน!"
ผมแสยะยิ้มกว้าง ก่อนจะก้าวเข้าไปกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้
"เงินน่ะเหรอครับคุณศิลา... ก็น่าจะพอซื้อลมหายใจของคุณไปได้อีกสักพักนะครับ แต่ถ้าอยากรู้ว่า 'คนกระจอก' ที่คุณดูถูก สามารถทำให้ชีวิตคุณล่มสลายได้รวดเร็วแค่ไหน... เย็นนี้มาเจอกันที่งานกาล่าครับ"
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดวางสายหลังจากสั่งให้ทีมงานจัดการเรื่องการไล่ออกของศิลาทันที ทิ้งให้คนทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ขณะที่ผมก้าวขึ้นรถลีมูซีนคันที่จอดรออยู่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย
นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการชำระแค้นครับ
กิลด์มาสเตอร์เอสขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในตอนแรกนี้ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
ล็อกอินวิถีเทพ: ดึงบัตรวงเงินไม่จำกัดพิชิตดันเจี้ยนโลกคู่ขนาน•ตอนที่ 1
จุดตกต่ำของคนกระจอก
ผลงานโดย กิลด์มาสเตอร์เอส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กิลด์มาสเตอร์เอส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ล็อกอินวิถีเทพ: ดึงบัตรวงเงินไม่จำกัดพิชิตดันเจี้ยนโลกคู่ขนาน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
