ปลายพู่กันขนม้าป่าเปียกชุ่มไปด้วยน้ำหมึกสีดำสนิท สะบัดลงบนแผ่นไม้สนฉำฉาเนื้อหยาบที่ผ่านการไसจนเรียบด้วยมือ เสียงปลายไม้กระทบกับเนื้อไม้ดัง *‘แกรก... ครืด’* แผ่วเบาในห้องทำงานที่เงียบสงัด มีเพียงแสงไฟสีส้มจากตะเกียงน้ำมันเพียงดวงเดียวที่สาดส่องเงาทอดตัวยาวไปบนผนังปูนเปลือย
"คุณกำลังใช้เหตุผลของนักบัญชีมาตีเส้นกั้นจังหวะหายใจของกวี"
เสียงทุ้มต่ำของรวิศลอยละลิ่วมาจากมุมมืดของห้อง เขาไม่ได้ขยับตัวเข้าใกล้ เอนกายพิงพนักเก้าอี้หวายเก่าๆ ทว่าสายตาคมกริบใต้กรอบแว่นสายตากลับจดจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเรียวหน้าที่กำลังขมวดมุ่นด้วยความเคร่งเครียด
มินตราหยุดพู่กันในมือ น้ำหมึกสีดำหยดหนึ่งไหลยิ้มลงตามร่องเสี้ยนไม้ ราวกับรอยร้าวบนกระจกใส เธอนิ่งค้างไปเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับมาสบตาชายหนุ่มอย่างไม่ยอมแพ้
"ถ้ากวีของคุณมันขายไม่ได้แม้แต่แผ่นเดียว รวิศ... จังหวะหายใจที่คุณพูดถึง คงไม่ต่างอะไรจากเสียงถอนหายใจของคนใกล้ตายในโรงพยาบาลรัฐหรอกนะครับ" เธอย้อนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าแฝงรอยกรีดลึกในถ้อยคำ "ฉันมาที่นี่เพื่อเรียนรู้วิธีทำให้ตัวหนังสือมันมีลมหายใจ ไม่ใช่มานั่งฟังคุณท่องคาถาบูชาความยากจน"
รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเจือความเย้ยหยันจางๆ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะไม้ที่เต็มไปด้วยเศษขี้เลื่อยและขวดหมึก มือเรียวยาวเอื้อมไปจับข้อมือของหญิงสาวเบาๆ ไม่ให้เธอขยับพู่กันต่อ แรงสัมผัสจากปลายนิ้วอุ่นจัดทำให้มินตราสะดุ้งเล็กน้อย แต่เธอก็เลือกที่จะไม่ดึงมือออก
"ความยากจนไม่ได้น่ากลัวเท่ากับการที่งานศิลปะสักชิ้น... สูญญากาศจากวิญญาณของมันเองหรอกนะ คุณมินตรา" รวิศโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนลมหายใจอุ่นเจือกลิ่นใบชาคั่วลอยกระทบผิวแก้มของเธอ "ลองอีกครั้งสิ... แต่อย่าเขียนด้วยความอยากจะชนะตลาด ให้เขียนด้วยความรู้สึกเกลียดชังคนที่คุณเกลียดที่สุดในตอนนี้ดู"
มินตราเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง หัวใจในอกเต้นรัวระรัวไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดประหลาดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความขัดแย้งของคนทั้งคู่ อุดมการณ์ที่ต่างขั้วราวฟ้ากับเหว ไม่ได้ผลักไสพวกเขาออกจากกัน หากแต่กลับดึงให้เข้ามาใกล้จนแทบจะหลอมละลายรวมกันในพื้นที่แคบๆ นี้
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด หลับตาลงเพื่อขับไล่ภาพตัวเลขยอดขาย แผนการตลาด และกลยุทธ์ที่คอยหลอกหลอนในหัวออกไปให้หมด เหลือไว้เพียงความอัดอั้นตันใจ ความพ่ายแพ้ในเกมธุรกิจ และสายตาดูแคลนจากบอร์ดบริหารที่ยังคงตามหลอน
*แกรk...*
คราวนี้ปลายพู่กันเคลื่อนไหวด้วยความเร็วและรุนแรงขึ้น เส้นสายบนแผ่นไม้สนไม่ได้เรียบร้อยและงดงามตามตำรา แต่มันบิดเบี้ยว แหลมคม และเต็มไปด้วยพลังงานดิบเถื่อนที่พรั่งพรูออกมาจากก้นบึ้งจิตใจ
*“ความเงียบงันไม่เคยฆ่าใคร... เท่ากับคำสัญญาที่ถูกพับเก็บไว้ในซองจดหมายสีชา”*
มินตราพึมพำบทกวีสั้นๆ ที่เพิ่งร้อยเรียงขึ้นขณะที่พู่กันยังคงตวัดอย่างต่อเนื่อง ลายเส้นบนแผ่นไม้สะท้อนความเจ็บปวดและความทะเยอทะยานที่อัดแน่น เธอกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ
รวิศยืนมองผลงานชิ้นนั้นนิ่งงัน แววตาที่เคยเรียเฉยปรากฏประกายวับวาวขึ้นมาวูบหนึ่ง มันไม่ใช่กวีที่สมบูรณ์แบบตามขนบ แต่มันคือ ‘ความจริง’ ที่ส ามารถฉีกกระชากหน้ากากของคนอ่านให้สะตื่นได้ในประโยคเดียว
"ใช้ได้..." รวิศกระซิบชิดริมหูของเธอ เสียงนั้นเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลมหนาว "อย่างน้อย... มันก็มีความเป็นมนุษย์มากกว่ารายงานการประชุมร้อยฉบับที่คุณเคยอ่านมาทั้งชีวิต"
มินตราหันขวับกลับมา ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงคืบเดียว จนดวงตาคมกริบของเขาสะท้อนภาพใบหน้าที่เจือด้วยหยาดเหงื่อบางๆ ของเธอ ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำจากก๊อกน้ำเก่าๆ นอกห้องที่ดังเป็นจังหวะราวกับนาฬิกาชีวิตที่กำลังนับถอยหลัง
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังระอุไปด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณนั้นเอง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นสามครั้ง สามจังหวะที่หนักแน่นและเย็นเยียบ ไร้ซึ่งมารยาทของผู้มาเยือนยามวิกาล
ทั้งคู่ผละออกจากกันอย่างรวดเร็วราวกับมีกระแสไฟฟ้าช็อต มินตราบีบด้ามพู่กันในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด ส่วนรวิศหันขวับไปมองบานประตูไม้เก่าที่ปิดสนิท แววตาของกวีหนุ่มเปลี่ยนเป็นความระแวดระวังทันที
"ผมไม่ได้นัดใครไว้หลังเที่ยงคืน" รวิศเอ่ยเสียงต่ำ กระชับแว่นบนสันจมูกเล็กน้อย
เสียงฝีเท้าหนักๆ เริ่มดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของแขกผู้มาเยือนทั่วไป แต่เป็นเสียงรองเท้าหนังราคาแพงที่ก้าวอย่างมั่นคงและเชื่องช้า... ทีละก้าว... ทีละก้าว... ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนหยุดลงตรงหน้าประตูห้อง
ก่อนที่รวิศจะทันได้ขยับตัว บานประตูไม้ก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท แรงลมวูบหนึ่งพัดเข้ามาทำให้เปลวไฟในตะเกียงไหววับเกือบดับลง
ร่างสูงของชายวัยกลางคนในชุดสูทสั่งตัดเนี๊ยบกริบ ก้าวเข้ามาในแสงไฟสลัว ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แต่รอยยิ้มที่มุมปากนั้นกลับทำให้บรรยากาศในห้องหนาวเยือกยิ่งกว่าลมหนาวนอกหน้าต่าง
"สวัสดีครับ คุณรวิศ... และดูเหมือนว่าผมจะมาขัดจังหวะการสอนพิเศษที่น่าสนใจพอนะครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับดวงตาคมปลาบที่กวาดมองแผ่นไม้แกะสลักกวีในมือของมินตรา ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าซีดเผือดของบรรณาธิการสาว
มินตราเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด เมื่อตระหนักได้ว่าผู้มาเยือนยามวิกาลคนนี้คือใคร — ประธานกรรมการบริหารสำนักพิมพ์ผู้กุมชะตากรรมทั้งหมดของเธอ และเป็นคนเดียวกับที่เธอพยายามหนีหน้ามาตลอดสัปดาห์นี้
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและคราบน้ำตาเหล่านี้ไปด้วยกันนะครับ
วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 22
ความเรียงบนแผ่นไม้
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!