วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 28

กวีในฐานะสินค้า

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
"ตัวเลขบนกราฟยอดขายของสำนักพิมพ์เราในไตรมาสนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขนะครับคุณรวิศ แต่มันคือลมหายใจของคนที่นั่งอยู่ในตึกนี้ รวมทั้งตัวคุณเองด้วย" เสียงของมินตราไม่ได้ดัง แต่ทุกพยางค์ที่ร่วงหล่นลงบนโต๊ะไม้สักทองตัวนั้นหนักอึ้งราวกับเอาค้อนทุบลงกลางใจ รวิศไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองบรรณาธิการสาวทันที เขายังคงจ้องมองกระดาษสีขาวแผ่นเปล่าบนโต๊ะ ปลายปากกาหมึกซึมราคาแพงที่เขาได้รับเป็นของขวัญวันเปิดตัวรวมเล่มบทกวีเล่มแรก วางนิ่งสนิทอยู่ข้างกองต้นฉบับที่ถูกตีกลับมาถึงสามรอบ ในห้องทำงานกระจกใสที่มองเห็นแสงไฟระยิบระยับของมหานครยามค่ำคืน บรรยากาศรอบตัวช่างเย็นเยียบจนน่าประหลาด รวิศเลื่อนสายตาขึ้นสบตากับมินตรา แววตาของเธอนิ่งสนิท เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแบบมืออาชีพที่ผ่านการคำนวณมาอย่างดีแล้ว ไม่มีร่องรอยของความลังเลใจหลงเหลืออยู่เลย หญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มคนนี้ไม่ได้มาในฐานะคนรักวรรณกรรมที่เคยนั่งฟังเขาร่ายบทกวีริมแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อปีก่อนอีกต่อไปแล้ว เธอยืนอยู่ ณ จุดนี้ ในฐานะ 'ผู้บริหาร' ที่ต้องแบกรับตัวเลขกำไรขาดทุนของบริษัท "คุณกำลังขอให้ผมเอาวิญญาณไปแลกกับยอดวิวใช่ไหมครับ คุณมินตรา" รวิศเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาราบเรียบ เย็นเยือก แต่ซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ภายใต้กรอบของสุภาพบุรุษผู้รักษาอาการ "ไม่ใช่การแลกวิญญาณหريكครับคุณรวิศ แต่มันคือการ 'ปรับทัศนียภาพ'" มินตราโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ศอกทั้งสองข้างท้าวลงบนโต๊ะ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกวีหนุ่ม "โลกไม่ได้หมุนรอบความเจ็บปวดอันโดดเดี่ยวของคุณอีกต่อไปแล้ว ผู้อ่านยุคนี้เขาไม่ได้ต้องการบทกวีที่พาเขาไปดำดิ่งสู่ความมืดมนจนอยากผูกคอตาย พวกเขาต้องการบทกวีที่ให้กำลังใจ เป็นพลังบวก เป็นแคปชันสั้นๆ ที่อ่านแล้วรู้สึกอินฟลูเอนเซอร์ในไอจีเอาไปแชร์ต่อได้" รวิศแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งและไร้ซึ่งความขบขัน "บทกวีที่เป็นสินค้าสำเร็จรูป... สวยงาม ไร้พิษภัย และกลวงเปล่า" เขาพึมพำ พลางใช้นิ้วเรียวยาวหมุนด้ามปากกาในมือเล่น "คุณอยากให้ผมเขียนกลอนที่อ่านแล้วเคลิบเคลิ้มไปกับกาแฟแก้วละร้อยกว่าบาทในคาเฟ่ชิคๆ เพื่อที่นายทุนจะได้เอาโลโก้แปะมุมกระดาษอย่างนั้นสินะครับ" "ถ้ามันทำให้หนังสือของคุณขายหมดสต็อกภายในสามวัน และทำให้สำนักพิมพ์เราไม่ต้องปลดกองบรรณาธิการออกครึ่งหนึ่ง ทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะคะ... อ๊ะ ขอโทษทีครับ ผมติดปาก" มินตราเผลอใช้สรรพนามผิด แต่เธอก็แก้ตัวได้อย่างรวดเร็วด้วยรอยยิ้มเยርที่มุมปาก "ผมหมายถึง... ในมุมมองของธุรกิจ ไม่มีศิลปะไหนที่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับคุณรวิศ แม้แต่กวีเอกในอดีตก็ยังต้องเขียนบทกวีสดุดีขุนนางเพื่อแลกกับที่ดินและอาหาร" คำพูดนั้นเฉียบคมราวกับใบมีดโกนที่อาบยาพิษ มันบาดลึกเข้าไปในอุดมการณ์ที่รวิศยึดถือมาตลอดชีวิตการเป็นนักเขียน ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสองชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ และเสียงหัวใจที่เต้นรำด้วยจังหวะแห่งความขัดแย้ง รวิศลุกขึ้นยืนช้าๆ เขารวบรวมกองต้นฉบับบทกวีที่กลั่นกรองมาจากหยดน้ำตาและความจริงอันโหดร้ายของสังคมใส่แฟ้มหนังสีดำอย่างเป็นระเบียบ ท่าทางของเขาสงบนิ่ง ทว่าแผ่รังสีความดื้อรั้นที่ไม่มีวันยอมสยบให้ใครง่ายๆ "ถ้าความอยู่รอดของศิลปะมันต้องแลกกับการฆ่าความสัตย์จริงในงานเขียน... ผมยอมให้มันตายไปพร้อมกับผมในฐานะคนจนดีกว่าครับ" รวิศกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่มั่นคง หนักแน่นทุกถ้อยคำ มินตรามองตามการกระทำนั้น สีหน้าของเธอยังคงนิ่งสงบ แต่กรามที่ขบเข้าหากันเล็กน้อยพรั่งพรูความเครียดที่เธอกำลังแบกรับอยู่ เธอไม่ได้โกรธ เขารู้ดี เธอกำลังผิดหวังที่เขายังคงเป็นเด็กดื้อรั้นที่ไม่ยอมโตในโลกทุนนิยม "คุณรวิศ..." มินตราเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเพียงเล็กน้อย เมื่อร่างสูงกำลังจะหันหลังเดินออกจากห้อง "คุณอาจจะคิดว่าคุณกำลังรักษาศักดิ์ศรีของกวี แต่ความจริงแล้ว... คุณกำลังฆ่าตัวตายทางอาชีพต่างหาก" รวิศชะงักฝีเท้าลงโดยไม่หันกลับมามอง เขายืนนิ่งอยู่หน้าบานประตูห้องกระจก มือที่ถือแฟ้มกระชับแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาวซีด "พรุ่งนี้เช้า... ทีมบริหารจะเข้ามาประชุมเรื่องสัญญาฉบับใหม่" มินตราเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เฉียบขาด "ถ้าคุณยังยืนกรานคำเดิม เราคงต้องยุติสัญญารวมเล่มทั้งหมด และคุณรู้นะครับว่าค่าปรับในการยกเลิกสัญญาก่อนกำหนดมันมากแค่ไหนสำหรับกวีอิสระอย่างคุณ" บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะหยดเป็นหยาดเลือด รวิศหลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อรับมือกับคลื่นอารมณ์ที่ซัดสาดเข้ามาในอก เขาเลือกที่จะไม่ตอบโต้อะไรในตอนนี้ เพราะรู้ดีว่าคำพูดใดๆ ก็ไม่อาจเปลี่ยนใจคนที่มองเห็นทุกอย่างเป็นกำไรขาดทุนได้ กวีหนุ่มเปิดประตูและก้าวออกไป ทิ้งให้มินตรายืนอยู่ลำพังท่ามกลางแสงไฟสีส้มของเมืองใหญ่ที่ไร้ความอบอุ่น ครึ่งชั่วโมงต่อมา รวิศเดินลงมาถึงชั้นล่างสุดของตึกสำนักพิมพ์ สายฝนยามค่ำคืนเริ่มโปรยปรายลงมาบางเบา กลิ่นอายของดินและยางมะตอยชื้นแฉะลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เขาเดินออกมาที่ชานพักหน้าตึก ตั้งใจจะเรียกแท็กซี่กลับห้องพักผ่อนอันคับแคบของตนเอง ทว่าในความมืดสลัวบริเวณเสาไฟต้นที่สาม มีเงาร่างคุ้นตาของใครบางคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว ร่างนั้นสวมเสื้อโค้ทกันฝนสีเข้ม ฮู้ดดี้คลุมศีรษะมิดชิด แต่แสงไฟสลัวจากป้ายรถเมล์สาดกระทบใบหน้าด้านข้างที่เขารู้จักดี—มันคือ 'กิตติ' นักวิจารณ์วรรณกรรมชื่อดังผู้ทรงอิทธิพล ที่ประกาศตัวมาตลอดว่าเกลียดงานเขียนของรวิศเข้าไส้ รวิศขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ กิตติไม่ควรมาอยู่ที่นี่ ในเวลานี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ไม่ควรมายืนรอเขา กิตติหันมามอง รอยยิ้มแปลกประหลาดปรากฏขึ้นที่มุมปากของนักวิจารณ์รุ่นพี่ สายตาคู่นั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่างที่เคยเป็นในหน้าสื่อ แต่กลับมีประกายบางอย่างที่ซ่อนเร้นและอันตรายยิ่งกว่า "ไม่ต้องตกใจไปหรอกครับคุณรวิศ ผมไม่ได้มาหาเรื่องคุณในฐานะนักวิจารณ์" กิตติเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พลางก้าวเข้ามาใกล้ในระยะที่กลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยปะปนกับละอองฝน "แต่ผมมาในฐานะ... คนที่ถือต้นฉบับลับชิ้นสุดท้าย ที่จะทำให้ทั้งสำนักพิมพ์ของคุณ และผู้หญิงที่ชื่อมินตรา ต้องสั่นสะเทือน" รวิศชะงักฝีเท้า หัวใจกระตุกวูบอย่างแรงเมื่อได้ยินชื่อนั้น มือที่ถือแฟ้มเอกสารเผลอบีบแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ "คุณหมายความว่ายังไง" รวิศถาม เสียงของเขาแหบแห้งลงทันตาเห็น กิตติหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะหยิบบัตรสมาร์ทการ์ดสีดำสนิท ไร้ลวดลายใดๆ นอกจากตราสัญลักษณ์ลับของกลุ่มทุนกลุ่มหนึ่ง ยื่นมาตรงหน้าเขา "เปิดดูในนี้ซะ แล้วคุณจะรู้ว่า... ทำไมมินตราถึงบังคับให้คุณเขียนบทกวีตลาดในวันนี้" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและคราบน้ำตาเหล่านี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%