"คุณกำลังแก้ไขงานเขียนของผม หรือกำลังพยายามลบตัวตนของผมออกไปทีละบรรทัดกันแน่ครับ, คุณมินตรา"
น้ำเสียงของรวิศเรียบสนิท ทว่าคมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ใต้แพรไหม ดวงตาคมปลาบหลังกรอบแว่นสายตาจ้องมองไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์พกพา ที่ซึ่งตัวอักษรสีแดงจากการแก้ไขของบรรณาธิการรายใหญ่ กำลังขีดฆ่าทับถมท่อนกวีที่เขาใช้เวลาค่อนคืนในการกลั่นกรองออกมา
ภายในห้องทำงานของสำนักพิมพ์ที่เงียบสงัดยามตีสอง มีเพียงแสงไฟสีส้มวลนวลจากโคมไฟตั้งโต๊ะและไออุ่นจากแก้วกาแฟดำที่เริ่มเย็นชืดเป็นเพื่อนร่วมทาง กลิ่นอายของคาเฟอีนผสมผสานกับกลิ่นกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ลอยอวลอยู่ในอากาศ สร้างบรรยากาศที่ทั้งกดดันและชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะในคราวเดียวกัน
มินตราเงยหน้าขึ้นจากกองต้นฉบับ ปลายนิ้วเรียวสวยที่ถือปากกาหมึกซึมราคาแพงชะงักไปเล็กน้อย เธอยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นและเป็นมืออาชีพได้อย่างไร้ที่ติ แม้ใต้ดวงตาสีเข้มคู่นั้นจะปรากฏร่องรอยความอ่อนล้าจากการทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง
"ฉันไม่ได้กำลังลบตัวตนของคุณค่ะ—รวิศ" มินตราเอ่ยแก้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นที่พร้อมปะทะ "ฉันกำลังช่วยขัดเกลาเพชรที่ยังดิบด้าน ให้มันส่องประกายพอกที่จะดึงดูดสายตาของตลาดต่างหาก หากคุณยังดึงดันจะใช้ภาษาที่เข้าถึงยากและหดหู่เช่นนี้ หนังสือเล่มนี้ก็จะเป็นได้แค่เพียงงานศิลปะชั้นดีที่นอนนิ่งสนิทอยู่บนชั้นหนังสืออย่างไร้ค่า ไม่มีใครเปิดอ่าน และไม่มีวันสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้เลย"
รวิศแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยันเยาะ เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนัง ปลายพู่กันในมือหมุนวนไปมาอย่างเชื่องช้าราวกับมันคืออาวุธประจำกาย
"ตลาดต้องการความฉาบฉวย ส่วนคุณก็คือนักล่าเรตติ้งที่สวมสูทดูดี... คุณมองวรรณกรรมเป็นแค่สินค้าอุปโภคบริโภคที่หมดอายุได้ตามฤดูกาล แต่มันคือลมหายใจของผมนะฃรับ, คุณมินตรา" รวิศเน้นเสียงหนักที่ท้ายประโยค ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ราวกับต้องการค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบนั้น
"แล้วลมหายใจของคุณ จะมีความหมายอะไร... ถ้ามันไม่มีใครได้ยิน?" มินตราสวนกลับทันควัน เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานตัวยาวจนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองลดลงอย่างน่าใจหาย กลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวเธอลอยแตะจมูกรวิศ ผสมผสานกับความดุดันและมุ่งมั่นที่แผ่ออกมาจากตัวเธออย่างชัดเจน "อย่าเอาความหยิ่งผยองในอุดมการณ์มาเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธความจริงเลย รวิศ คุณกลัว... กลัวว่างานของคุณจะถูกตัดสินโดยคนหมู่มาก กลัวว่าตัวตนเปราะบางที่ซ่อนอยู่หลังตัวอักษรพวกนั้น จะถูกมองทะลุปรุโปร่งต่างหากล่ะ"
คำพูดนั้นราวกับลูกศิษย์ที่ปักตรงกลางเป้า รวิศชะงักไป ดวงตาที่เคยคมปลาบไหววูบลงชั่วขณะ ความใกล้ชิดที่เกิดจากการทำงานโต้รุ่งนับสัปดาห์เริ่มกัดเซาะกำแพงที่พวกเขาสร้างขึ้นทีละน้อย ความเหนื่อยล้าทางกายภาพทำให้เกราะป้องกันทางจิตใจของทั้งคู่เริ่มร้าวราน
ในความเงียบงันที่เข้าปกคลุม มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของกันและกัน รวิศเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่ยืนค้ำหัวเขาอยู่ ระยะห่างเพียงคืบทำให้เขาได้กลิ่นอายความกดดัน และในขณะเดียวกัน... ก็สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ สองมืออาชีพที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของอุดมการณ์ บัดนี้กลับถูกบีบให้เข้ามาเผชิญหน้ากันในพื้นที่แคบๆ ของความเปราะบางยามวิกาล
มินตราเองก็เพิ่งตระหนักได้ว่าพวกเขากำลังยืนอยู่ใกล้กันมากเพียงใด เงาของเธอยาวทาบทับลงบนร่างของกวีหนุ่มในจอกกาแฟที่สะท้อนอยู่บนโต๊ะ ผิวน้ำสีดำสนิทไหวระริกตามแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อยจากการขยับตัว ดวงตาของเธอหลบลงมองริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยของรวิศ ก่อนจะเลื่อนกลับขึ้นสบตากับเขา ความท้าทายในแว่นตากรอบบางเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความลังเลที่หาได้ยากยิ่ง
"บางครั้ง..." รวิศกระซิบแผ่วเบา เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอย่างประหลาดจนเจ้าตัวยังตกใจ "การที่คุณพยายามเข้ามาจัดระเบียบชีวิตและงานเขียนของผม... มันอาจไม่ได้แปลว่าคุณต้องการแค่ยอดขายหรอกกระมังครับ, คุณมินตรา"
มินตรานิ่งงัน ลมหายใจของเธอสะดุดไปเสี้ยววินาที รอยยิ้มเยาะหยันที่มักประดับบนมุมปากหายวับไป เหลือเพียงความเงียบงันที่ทำหน้าที่ตอบคำถามแทนทุกสิ่ง เธอกำลังจะอ้าปากเอ่ยปฏิเสธเพื่อสร้างกำแพงกลับขึ้นมาใหม่ ทว่าก่อนที่คำพูดใดจะหลุดรอดจากริมฝีปากนั้น
*กริ๊ก...*
เสียงโลหะกระทบกันแผ่วเบาดังขึ้นจากมุมมืดของห้องเก็บต้นชั้นหนังสือด้านหลังสุด ซึ่งควรจะเป็นพื้นที่ว่างเปล่าและไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเขา
ทั้งรวิศและมินตราผละออกจากกันราวกับต้องไฟดูด สายตาคมกริบของกวีหนุ่มเปลี่ยนเป็นดุดันในเสี้ยววินาที เขากวาดสายตามองไปในความมืดที่ไร้เงาคน ทว่าบนโต๊ะทำงานตัวเล็กริมหน้าต่าง ซึ่งเป็นจุดที่มินตราใช้เก็บเอกสารลับเกี่ยวกับสัญญาลิขสิทธิ์และแผนการตลาดลับของสำนักพิมพ์... แฟ้มข้อมูลชิ้นสำคัญที่ควรจะถูกล็อกไว้อย่างดี บัดนี้กลับถูกเปิดอ้าออกครึ่งหนึ่ง และกระดาษแผ่นบนสุดก็ปลิวตกลงมาอยู่ที่พื้น ราวกับเพิ่งมีใครบางคนฉวยมันไปดูและทำมันร่วงหล่นด้วยความรีบร้อน
รวิศก้าวฉับๆ ไปยังจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว โดยมีมินตราตามติดมาด้วยความระแวดระวัง ปลายนิ้วเรียวของรวิศก้มลงหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อพบว่ามันไม่ใช่เอกสารทั่วไป แต่เป็นร่างสัญญาฉบับจริงที่ระบุชื่อผู้ถือลิขสิทธิ์รายใหม่... ซึ่งไม่ใช่สำนักพิมพ์ของมินตรา และมีลายเซ็นปลอมแปลงที่เลียนแบบลายมือของเขาอย่างแนบเนียนที่สุด
และก่อนที่สมองจะทันประมวลผล เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบจากบันไดหนีไฟด้านนอก พร้อมกับเสียงประตูกระแทกปิดดังสนิทท่ามกลางความเงียบสงัดของยามราตรี
แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปครับ
วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 7
เงาในจอกกาแฟ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!