วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 30

ความโกรธที่เงียบงัน

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
แฟ้มเอกสารปกหนังสีดำสนิทบนโต๊ะทำงานกระจกใสสะท้อนเงาหลอดไฟนีออนสีขาวนวล รวิศไม่ได้แตะต้องมันตั้งแต่เมื่อสิบนาทีที่แล้ว เขานั่งนิ่งอยู่หลังเก้าอี้พนักพิงสูง ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจดจ้องไปยังร่างของหญิงสาวที่ยืนอยู่อีกฟากของห้อง บรรยากาศรอบตัวหนาทึบจนแทบจะกลายเป็นของแข็ง ความเงียบงันในห้องประชุมใหญ่ของสำนักพิมพ์ไม่ใช่ความสงบ แต่มันคือแรงดันอากาศก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่ม "คุณเซ็นสัญญากับทางกลุ่มทุนสิบทิศแล้ว... โดยไม่บอกผมสักคำ" เสียงของรวิศเรียบสนิท ปราศจากความเกรี้ยวกราด แต่ทุกคำที่หลุดออกมากลับคมกริบราวกับใบมีดที่ค่อยๆ กรีดลงบนกระดาษทิชชู มันเยือกเย็นและบาดลึกจนน่ากลัว มินตราสูดลมหายใจเข้าลึก ไหล่บางภายใต้เสื้อสูทผ้าทวีตสีเทาเข้มไหวเล็กน้อย เธอรู้ว่าช่วงเวลานี้ต้องมาถึง แต่วิชาชีพการบริหารที่เธอเคี่ยวกรำตัวเองมานับทศวรรษสอนให้เธอรู้จักการซ่อนความสั่นไหวไว้ใต้ท่าทีสงบนิ่ง ดวงตาคู่คมของเธอมองสบตากับชายหนุ่มผู้เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและกวีคู่บุญของสำนักพิมพ์อย่างไม่หลบเลี่ยง "ถ้าฉันบอกคุณ รวิศ... โปรเจกต์ 'บันทึกกวีร่วมสมัย' ฉบับนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้จริง เราคุยกันเรื่องนี้มาเป็นเดือนแล้ว คุณยึดติดกับตัวอักษรดิบๆ และความเรียลจนเกินไป ในขณะที่โลกความเป็นจริง... ตัวเลขบนงบประมาณมันรอไม่ได้" มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคง "ความเรียลที่คุณว่า คือจิตวิญญาณของงานเขียนนะมินตรา" รวิศหัวسะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน "คุณบอกผมว่าเรากำลังสร้างสรรค์ศิลปะที่ซื่อสัตย์ต่อมนุษย์ แต่ลับหลังคุณกลับเอาผลงานชิ้นเอกที่ผมใช้เวลาเขียนด้วยหยาดเหงื่อและคราบน้ำตา ไปเร่ขายให้กลุ่มทุนที่จ้องจะแปลงสารวรรณกรรมให้กลายเป็นสินค้าแฟลชเซลในแพลตฟอร์มออนไลน์ นั่นคือสิ่งที่คุณเรียกว่าการบริหารเพื่อความอยู่รอดอย่างนั้นหรือ?" มินตราก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานอีกนิด ส้นรองเท้ากระทบพื้นปาร์เกต์เกิดเสียงก้องกังวาน เธอกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความโกรธของรวิศไม่ได้ระเบิดออกมาเป็นเสียงตะโกน แต่มันกลับน่ากลัวกว่านั้น มันคือความเย็นชาที่พร้อมจะตัดขาดทุกเยื่อใย "แล้วคุณคิดว่าสำนักพิมพ์นี้จะรอดไปได้อีกนานแค่ไหนด้วยความโลกสวยของคุณล่ะ รวิศ?" มินตราสวนกลับ น้ำเสียงเริ่มสั่นด้วยความอัดอั้น "กวีที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้างไม่เคยรู้หรอกว่าค่าเช่าตึก ค่าจ้างพนักงานพิสูจน์อักษร หรือแม้แต่ค่ากระดาษพิมพ์มันต้องแลกมาด้วยอะไร ฉันยอมเป็นคนร้ายในสายตาคุณ ดีกว่าเห็นสำนักพิมพ์ที่เราทุ่มเทร่วมกันมาล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา!" "คุณไม่ได้เป็นแค่คนร้ายหรอกมินตรา..." รวิศลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาของเขาทอดatทับร่างของหญิงสาวจนมิด "คุณเพิ่งฆ่าความไว้วางใจระหว่างเราด้วยมือของคุณเอง" คำพูดนั้นทำเอามินตราชาไปทั้งตัว ราวกับถูกตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอก แต่เธอยังคงเชิดหน้าขึ้น พยายามรักษาศักดิ์ศรีของบรรณาธิการบริหารไว้ให้ถึงที่สุด "ถ้าคุณมองว่านี่คือการทรยศ เชิญคุณฉีกสัญญาแล้วเดินออกจากประตูนี้ไปเลยสิครับ... ถ้ารักษาอุดมการณ์ของคุณไว้ได้โดยไม่ต้องกินข้าว!" มินตราหลุดปากด้วยความโมโห น้ำตาคลอเบ้าแต่เธอรีบกะพริบไล่ความอ่อนแอนั้นกลับลงไปทันที รวิศนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคู่นั้นไหววับเป็นประกายความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุด เขามองผู้หญิงตรงหน้า—คนที่เขาเคยคิดว่าเข้าใจจิตวิญญาณแห่งตัวอักษรของเขาดีที่สุด คนที่เคยนั่งจิบกาแฟโต้รุ่งด้วยกันเพื่อแก้คำผิดทีละบรรทัด บัดนี้เธอกลับกลายเป็นคนแปลกหน้าที่เต็มไปด้วยกลยุทธ์ทางธุรกิจ ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่อีกครั้ง มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ คลอเคล้ากับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวในอกของคนทั้งคู่ รวิศก้มมองแฟ้มเอกสารสีดำบนโต๊ะอีกครั้ง นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะที่มุมแฟ้มราวกับจะหยิบมันขึ้นมาฉีกทิ้งให้เป็นจุล แต่แล้ว... สายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่โผล่ออกจากซองเอกสารด้านใน มันไม่ใช่สัญญาว่าจ้างของกลุ่มทุนสิบทิศ รวิศขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เขาใช้ปลายนิ้วดึงกระดาษแผ่นนั้นออกมาจากแฟ้มลับที่มินตราลืมเก็บให้พ้นสายตา ดวงตาคมกวาดมองข้อความสั้นๆ บนกระดาษบันทึกข้อความภายในสำนักพิมพ์ที่ประทับตราลับสุดยอด ชื่อผู้รับและผู้ส่ง... ทำให้ลมหายใจของกวีหนุ่มสะดุดกึก มันคือบันทึกข้อตกลงระหว่างมินตรา กับ 'กรรมการผู้จัดการคนใหม่' ของกลุ่มทุนสิบทิศ—บุคคลที่รวิศเกลียดชังและมีอุดมการณ์ตรงกันข้ามกับเขาโดยสิ้นเชิง และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น... วันที่บนเอกสารระบุย้อนหลังไปถึงสามเดือนก่อน ก่อนที่โปรเจกต์นี้จะเริ่มต้นเสียด้วยซ้ำ หมายความว่า... การหักหลังครั้งนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเพราะความจำเป็นทางธุรกิจ แต่มันถูกวางแผนไว้ตั้งแต่แรกแล้ว มินตราไม่ได้ถูกบีบให้ขายวิญญาณ แต่เธอเป็นคนเดินเข้าไปหาข้อเสนอนั้นเองตั้งแต่ก้าวแรก รวิศค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาที่เคยมีความอาลัยอาวรณ์และเยื่อใยหลงเหลืออยู่ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าอันหนצוเย็นยะเยือก มินตราเห็นสายตานั้น หัวใจของเธอก็กระตุกวูบ สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เธอก้มมองตามสายตาของเขาไปยังกระดาษในมือรวิศ และตระหนักได้ทันทีว่า... ความลับที่เธอพยายามปกปิดมาตลอดได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว "รวิศ... ฟังฉันก่อน..." มินตราก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้สั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด แต่ยังไม่ทันที่รวิศจะเอ่ยปากพูดอะไรสักคำ เสียงเคาะประตูก็กร่อนดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นทางการ ก่อนที่บานประตูไม้สักจะค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกด้วยมือของใครบางคน... ร่างสูงโปรดของชายในชุดสูทสากลเนี้ยบกริบก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับรอยยิ้มเยдяที่มุมปาก ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองคนทั้งสองด้วยความขบขัน ราวกับผู้กำกับการแสดงที่กำลังชมฉากไคลแม็กซ์ของละครเวที "ดูเหมือนว่า... ผมจะมาขัดจังหวะการสนทนาอันแสนอบอุ่นสินะครับ" เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้น พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างมินตราอย่างสนิทสนม รวิศนิ่งค้าง เปลวไฟแห่งความโกรธที่เงียบงันในอกถูกจุดปะทุขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่แค่ความโกรธที่มีต่อเพื่อนร่วมงาน... แต่มันคือสงคราม ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและคราบน้ำตาเหล่านี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%