"ถ้าคุณยังยืนกรานจะใช้หมึกดำเคี่ยวกร้านน้ำตานั่นปิดตายทุกทางเลือก ผมเกรงว่าสำนักพิมพ์ของเราคงต้องพิจารณาคำว่า 'ศิลปะ' ในนิยามที่แปลกแยกจากโลกความเป็นจริงไปอีกนาน, คุณรวิศ"
เสียงของมินตราคมกริบราวกับคมมีดที่กรีดลงบนกระดาษไข น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่ไม่อาจปฏิเสธ เธอยืนอยู่เบื้องหน้าหน้าต่างบานใหญ่ของห้องทำงานในย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ ภายในห้องถูกโอบล้อมด้วยความมืดครึ้มของเมฆฝนตั้งเค้า เม็ดฝนเม็ดแรกเริ่มเคาะกระจกใสเป็นจังหวะกระชั้นชิด บรรยากาศภายนอกสะท้อนความตึงเครียดภายในห้องได้อย่างสมบูรณ์แบบ
รวิศนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีเข้ม สายตาคมกริบของเขาไม่ได้มองเอกสารสัญญาฉบับพิพาทบนโต๊ะ แต่กลับจ้องมองหยดน้ำที่กำลังไหลลู่ลงบนกระจกใส เขายกกาแฟดำขึ้นจิบช้าๆ รสขมฝาดบนปลายลิ้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสะทกสะท้าน ตรงกันข้าม มันคือน้ำหล่อเลี้ยงความดื้อรั้นในตัวเขา
"โลกความเป็นจริงที่คุณพูดถึง มันคือตัวเลขยอดขายในตาราง Excel หรือคือเสียงร้องไห้ของคนที่ถูกระบบทุนนิยมกลืนกินกันแน่ครับ, คุณมินตรา" รวิศเอ่ยตอบ น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยแต่เจือรอยเย้ยหยันจางๆ "บทกวีของผมไม่ได้มีไว้เพื่อประจบประแจงรสนิยมของตลาดที่พร้อมจะลืมเลือนมันได้ภายในสามวัน"
มินตราหันขวับมามองเขา ดวงตาสีเข้มคู่นั้นวาววับด้วยความหงุดหงิดระคนทึ่ง ผู้ชายคนนี้ดื้อรั้นราวกับหินผาที่ไม่เคยยอมจำนนต่อแรงกัดเซาะของกระแสสังคม แต่ในขณะเดียวกัน ความเด็ดเดี่ยวอย่างไร้ความยืดหยุ่นนี้กลับเป็นเสน่ห์อันตรายที่ดึงดูดสายตาของเธอให้ไม่สามารถละไปไหนได้
"คุณมันพวกบูชาความเจ็บปวดในหอคอยงาช้าง" มินตราก้าวเท้าเข้ามาประชิดโต๊ะทำงาน ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดแคบลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากความอึดอัด "คุณคิดว่าการปฏิเสธการตลาดจะทำให้งานของคุณศักดิ์สิทธิ์ขึ้นอย่างนั้นหรือ? เปล่าเลย... มันเป็นเพียงความเห็นแก่ตัวที่อยากให้คนอื่นเสพความเศร้าของคุณ โดยที่คุณไม่ต้องรับผิดชอบต่อความอยู่รอดของสำนักพิมพ์ที่จ่ายค่าต้นฉบับให้คุณอิ่มท้องอยู่ทุกวันนี้ต่างหาก"
คำพูดของเธอเฉียบคมและตรงจุดจนรวิศชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมคายไหววับเป็นประกาย เขาไม่ได้โกรธ เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่เธอกล่าวคือความจริงอันน่ารังเกียจ
"บางที... เราอาจจะเถียงกันเรื่องนี้จนฟ้าผ่าลงมากลางตึกนี้เลยก็ได้นะครับ" รวิศวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะเสียงดังกระทบเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความสูงของเขาสร้างแรงกดดันโดยปริยายจนมินตราต้องเงยหน้าขึ้นสบตา "ถ้าคุณเกลียดความดื้อรั้นของผมนัก ทำไมคุณถึงยังเป็นคนเซ็นอนุมัติงบพิมพ์เล่มนี้ล่ะครับ?"
มินตราเม้มริมฝีปากแน่น เธอกำลังจะอ้าปากโต้เถียงด้วยเหตุผลทางธุรกิจสารพัด แต่ทว่า—
ทันใดนั้น เสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินสะเทือน ตามมาด้วยกระแสไฟฟ้าภายในอาคารที่ดับวูบลงพร้อมกัน ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงสีขาววาบของสายฟ้าที่แล่นผ่านกระจกเข้ามา สะท้อนเงาร่างของคนทั้งสองที่ยืนประจันหน้ากันในระยะประชิด ความเงียบงันเข้ามาแทนที่บทสนทนาอันดุเดือด เหลือเพียงเสียงฝนที่เทกระหน่ำลงมาด้านนอกราวกับฟ้าถั่ง
บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา ความตึงเครียดแบบมืออาชีพถูกแทนที่ด้วยความเยียบ Acknowledged และความใกล้ชิดที่ไม่มีใครคาดคิด
"ไฟดับ..." มินตราพึมพำเบาๆ เสียงของเธอไม่ได้มีความตื่นตระหนกเจืออยู่ มีเพียงความประหลาดใจ
"โชคดี... หรือโชคร้ายกันแน่นะครับ ที่ทำให้เราต้องหยุดเถียงกันชั่วคราว" เสียงทุ้มของรวิศดังขึ้นใกล้กว่าเดิม ท่ามกลางความมืดและแสงวาบจากสายฟ้า เธอมองเห็นเพียงนัยน์ตาคมที่พราวระยับและรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของเขา รอยยิ้มที่หา — ได้ยากยิ่ง— รอยยิ้มที่ปราศจากความเย้ยหยัน แต่มันคือความสดใสชั่วคราวที่ทำให้พวกเขาหลงลืมความเป็นจริงอันโหดร้ายรอบตัวไปสนิท
มินตรานิ่งงัน เธอกำลังจะถอยหลังหนี แต่ปลายนิ้วอุ่นของรวิศกลับเอื้อมมาแตะที่ข้อศอกของเธอเบาๆ ราวกับการเตือนสติโดยไม่รู้ตัว แรงสัมผัสเพียงเล็กน้อยนั้นส่งกระแสความวูบวาบแล่นผ่านผิวเนื้อไปจนถึงหัวใจอย่างประหลาด
"อย่าเพิ่งพูดเรื่องงานเลยครับ... ฟังเสียงฝนสipi" รวิศกระซิบแผ่วเบa อยู่ใกล้ใบหูของเธอ กลิ่นอายเฉพาะตัวของกาแฟคั่วและฝนจางๆ ผสมผสานกันจนกลายเป็นความหลงใหลที่ทรงพลัง
ในช่วงเวลาสั้นๆ ท่ามกลางพายุฝนโหมกระหน่ำภายนอกและตึกที่มืดมิด พวกเขากลายเป็นเพียงชายหญิงสองคนที่ยอมจำนนต่อความเปราะบางของจิตวิญญาณ มินตราหลับตาลงชั่วขณะ ยอมให้ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ทางความคิดผ่อนคลายลง เธอยอมปล่อยให้ความสดใสชั่วคราวนี้โอบกอดเธอไว้ แม้จะรู้ดีว่าเมื่อไฟฟ้ากลับมาติดและพายุสงบลง สงครามทางอุดมการณ์ระหว่างบรรณาธิการกับกวีจะเริ่มต้นขึ้นใหม่อย่างดุเดือดกว่าเดิมก็ตาม
รวิศก้มมองหญิงสาวในความสลัว เขารู้ดีว่าเขากำลังเล่นกับไฟ ไฟที่อาจเผาผลาญงานเขียนทั้งหมดที่เขารัก หรือไม่ก็หลอมรวมหัวใจของพวกเขาเข้าด้วยกันอย่างไม่มีวันแยกออกจากกันได้
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังจะลึกซึ้งเกินกว่าจะหาทางถอยกลับ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นกะทันหันที่หน้าประตูห้องทำงาน—ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของพนักงานทั่วไป แต่มันคือเสียงรองเท้าหนังราคาแพงที่ก้าวเข้ามาด้วยจังหวะมั่นคง และตามมาด้วยเสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดกัน
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
ทั้งรวิศและมินตราสะดุ้งผละออกจากกันทันทีราวกับถูกไฟช็อต มินตราหันขวับไปมองประตูด้วยความตกใจ ในขณะที่รวิศหรี่ตาลงด้วยความสงสัยระคนระแวดระวัง เพราะในยามวิกาลที่ไฟฟ้าดับสนิทเช่นนี้ ไม่มีทางที่ใครจะมีสิทธิ์ก้าวเข้ามาถึงชั้นผู้บริหารได้โดยไม่ได้รับอนุญาต
และก่อนที่มินตราจะทันได้เอ่ยปากอนุญาต ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี๊ยบกริบ เขากำลังถือร่มเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำ และรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปากของแขกยามวิกาลผู้นั้น ก็ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดกูบลงทันที...
"ขอโทษทีครับ... ผมคงไม่ได้มารบกวนช่วงเวลาโรแมนติก 'พักรบ' ของพวกคุณใช่ไหมครับ, คุณบรรณาธิการ... และคุณกวี"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและคราบน้ำตาเหล่านี้ไปด้วยกันนะครับ
วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 24
รอยยิ้มท่ามกลางฝน
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!