"ถ้าคุณยังมองทุ่งหญ้าเบื้องหน้าด้วยสายตาของนักรบผู้พ่ายแพ้ การเดินทางครั้งนี้คงไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าสู่ลานประหารทั้งเป็นหรอกนะครับ, คุณรวิศ"
เสียงของมินตราไม่ได้ดังสะท้อนก้องกังวาน แต่มันบาดลึกผ่านความเงียบงันภายในห้องโดยสารของรถยนต์อเนกประสงค์คันเก่า ที่กำลังแล่นผ่านเส้นทางคดเคี้ยวเลียบไหล่เขา ล้อรถบดขยี้พื้นถนนที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยละอองฝนโปรยปรายเมื่อคืนวาน กลิ่นอายของดินชื้นและป่าสนลอยอบอวลเข้ามาทางกระจกแง้มเปิดเพียงเล็กน้อย
รวิศยังคงนิ่งเงียบ สายตาของเขาจับจ้องไปยังทัศนียภาพภายนอกที่แปรเปลี่ยนจากตึกรามบ้านช่องหนาแน่น สู่ความเวิ้งว้างของทุ่งกว้างสีหม่นตระหง่านอยู่เบื้องหน้า บนเบาะหนังสีเข้มที่ผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชน เขายกปลายนิ้วขึ้นแตะสันพู่กันไม้เนื้อดีที่เหน็บไว้กระเป๋าเสื้อเบาๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่หัวใจเต้นระส่ำด้วยความกดดันจากปมปัญหาที่ยังคงค้างคาจากสำนักพิมพ์เมื่อวาน
ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ในงานเขียนกับตัวเลขยอดขาย ไม่เคยจางหายไปไหน มันเพียงแค่ถูกห่อหุ้มด้วยความเย็นชาของบรรณาธิการสาวที่นั่งอยู่เบาะข้างๆ ในฐานะมืออาชีพที่ต้องพาโปรเจกต์นี้รอดพ้นจากปากเหวแห่งการล้มละลาย
"ผมไม่ได้มองมันเป็นลานประหาร, คุณมินตรา" รวิศเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยแต่แฝงความคมกริบไว้ภายใน "ผมแค่มองว่า ทุ่งกว้างตรงนั้นไม่ได้ต้องการถ้อยคำโฆษณาชวนเชื่อที่กลั่นกรองจากห้องแอร์ของคุณ แต่มันต้องการความจริงที่เจ็บปวดและซื่อสัตย์พอที่จะทำให้คนอ่านสะดุ้งตื่นจากความฝันอันสวยงามที่พวกคุณสร้างขึ้น"
มินตราหันมามองเขา ดวงตาคู่นคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาบางเบาฉายแววเยาะหยันเล็กน้อย มุมปากของเธอหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่ถึงดวงตา เธอกำลังประเมินชายหนุ่มผู้ยึดมั่นในสัจนิยมคนนี้อีกครั้ง เช่นเดียวกับที่เธอทำมาตลอดห้าปีของการร่วมงาน
"ความจริงที่เจ็บปวดงั้นหรือครับ?" มินตราทวนคำ น้ำเสียงของเธอเจือความเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง "คุณคิดว่าโลกยุคนี้ยังหลงเหลือพื้นที่ให้กวีผู้สูงส่งนั่งรำพันถึงหยาดน้ำตาบนใบไม้แห้งโดยไม่สนใจว่าข้าวสารในหม้อจะหมดเมื่อไหร่กัน? ศิลปะที่กินไม่ได้ ก็เป็นได้แค่ขยะเปียกบนกองกระดาษรีไซเคิลเท่านั้นแหละครับ"
บทสนทนาหยุดชะงักลงเมื่อคนขับรถหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่เขตพื้นที่โครงการวิจัยชุมชนชายขอบ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางแรกของการเดินทางในครั้งนี้ ล้อรถบดกับพื้นกรวดส่งเสียงดังครูดคราด บรรยากาศภายในรถตึงเครียดขึ้นจนแทบจะจับต้องได้ ความเงียบที่โรยตัวลงมาไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่มันอัดแน่นไปด้วยแรงปะทะทางความคิดของคนสองคนที่ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของสมรภูมิทางวรรณกรรม
รถยนต์หยุดนิ่งสนิทหน้าอาคารไม้เก่าแก่ที่ถูกดัดแปลงเป็นศูนย์ประสานงานโครงการ รวิศเปิดประตูลงไปก่อน ลมหนาวพัดกรรโชกเข้ามาปะทะใบหน้าคมสันจนเส้นผมสีดำสนิทปลิวไสว เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อรับเอาออกซิเจนบริสุทธิ์ผสมกลิ่นไอดินเข้าสู่ปอด สายตากวาดมองไปรอบตัว ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลทอดยาวสุดสายตาตัดกับแนวภูเขาหินปูนสีเทาเข้มเบื้องหลัง ความเวิ้งว้างนั้นให้ความรู้สึกทั้งอิสระและโดดเดี่ยวในคราวเดียวกัน
มินตราก้าวตามลงมา เธอจัดเสื้อสูทเข้ารูปให้เรียบร้อย แม้รองเท้าส้นสูงจะจมลงไปในดินเลนเล็กน้อย แต่ท่าทีของเธอยังคงสง่างามและเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างผู้กุมบังเหียน
"เรามีเวลาสามวันในการเก็บบันทึกข้อมูลและบทสัมภาษณ์สำหรับบทที่สิบสี่นี้" มินตราเอ่ยขึ้นขณะเดินมาหยุดยืนเคียงข้างเขา สายตาเธอมองตรงไปยังกลุ่มชาวบ้านที่กำลังยืนมุงดูความเคลื่อนไหวอยู่ห่างออกไป "จำไว้ว่าฉันไม่ได้ต้องการแค่ความรวดร้าวในบทกวีของคุณ ฉันต้องการเรื่องราวที่มีพลังพอจะเปลี่ยนมุมมองของคณะกรรมการบริหาร เพื่ออนุมัติงบพิมพ์ซ้ำครั้งที่สาม"
"คุณมักจะมองทุกอย่างเป็นตัวเลขและผลลัพธ์เสมอสินะครับ" รวิศหันมามองเธอ แววตาคมกริบสะท้อนภาพเงาของหญิงสาวในกระจกเงาแห่งความเป็นจริง "ไม่เคยลองมองดูรอยเท้าบนพื้นดินพวกนั้นบ้างเลยหรือ ว่ามันเหยียบย่ำผ่านความชอกช้ำอะไรมาบ้าง"
มินตรานิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคู่คมไหววูบไปชั่วเสี้ยววินาที—ร่องรอยความเปราะบางที่เธอซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของนักบริหารมืออาชีพเกือบจะหลุดรอดออกมา แต่เธอก็รวบรวมความแข็งแกร่งกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
"รอยเท้าก็แค่หลักฐานของการเคลื่อนไหวครับ, คุณรวิศ" เธอยิ้มบาง "สิ่งที่สำคัญกว่าคือเรากำลังเดินไปข้างหน้า หรือกำลังเดินวนอยู่ในเขาวงกตเดิมๆ ต่างหาก"
ในขณะที่ทั้งสองกำลังจะก้าวเดินเข้าไปในอาคารเพื่อเริ่มงาน เสียงฝีเท้าหนักหน่วงคู่หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับเสียงเรียกแหบพร่าแต่น่าเกรงขามที่ทำให้ทั้งรวิศและมินตราต้องหยุดชะงัก
"พวกคุณคงไม่ใช่คนที่ทางส่วนกลางส่งมาตรวจสอบบัญชีโครงการหรอกกระมัง..."
ชายชราคนหนึ่งก้าวออกมาจากเงาไม้ใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาและผิวคล้ำแดด ดวงตาใต้ปีกหมวกปีกกว้างคู่นั้นคมปลาบและเต็มไปด้วยความระแวง ในมือของเขากำสมุดบันทึกเล่มหนาที่ปกหนังเปื่อยยุ่ยเก่าคร่ำคร่า
รวิศหันกลับไปมอง ชายชราคนนั้นไม่ได้เดินมามือเปล่า ทว่ายื่นสมุดบันทึกเล่มดังกล่าวมาตรงหน้าพวกเขา พร้อมกับเปิดหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยตัวเลขและลายมือขยุกขยักซึ่งถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีแดงฉาน
"เพราะถ้าใช่... สิ่งที่พวกคุณกำลังตามหา อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องราวเพื่อพิมพ์ลงในหนังสือบทกวีเล่มสวยหรู" ชายชรากล่าวเสียงต่ำ นัยน์ตาคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของรวิศราวกับจะมองทะลุถึงก้นบึ้งจิตใจ "แต่เป็นความลับที่ถูกฝังกลบไว้ใต้รอยเท้าของคนที่ตายไปแล้วต่างหาก"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและบทกวีมาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว•ตอนที่ 14
รอยเท้าในทุ่งกว้าง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วาทศิลป์สีหมึกบนปลายพู่กันที่สั่นไหว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!