“ถ้าท่านยังหายใจรดต้นคอข้าด้วยเสียงแหบพร่าเช่นนี้ อีกไม่นานคงได้กลายเป็นผีเฝ้ากระท่อมด้วยกันทั้งคู่แน่ ท่านแม่ทัพ”
สำเนียงเยียบเย็นแต่เจือความระอาเล็กน้อยดังขึ้น ท่ามกลางกลิ่นอับชื้นของฟางข้าวเก่าๆ และกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน
หลินฟางเซียนกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัสภาพตรงหน้า ภาพแรกที่ปรากฏไม่ใช่ห้องขังมืดมนในวังหลวงที่เธอควรจะสิ้นใจด้วยยาพิษตามบทบาท ‘นางร้ายผู้โง่เขลา’ แต่เป็นหลังคาไม้ไผ่ผุพังที่มองเห็นรอยโหว่ขนาดใหญ่จนแสงจันทร์สาดส่องลงมาได้ สัมผัสหยาบกร้านและกลิ่นดินโคลนตีเข้าจมูกจนต้องนิหน้า
นี่ไม่ใช่ความฝัน… เธอยังไม่ตาย หรือพูดให้ถูกคือ วิญญาณของวิศวกรโครงสร้างและนักธุรกิจหญิงมือทองยุคปัจจุบัน ได้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของสตรีผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ นางร้ายผู้ถูกถอดยศและเนรเทศมายังดินแดนรกร้างชายแดนทุรกันดาร พร้อมกับสามีที่แทบจะไม่ต่างอะไรจากคนใกล้ตาย
“…เจ้า… ฟางเซียน?”
เสียงทุ้มต่ำแหบแห้งดังขึ้นอย่างยากลำบาก ร่างสูงใหญ่ที่นอนแผ่หลาอยู่บนกองฟางพยายามจะขยับตัว แต่บาดแผลฉกรรจ์บริเวณหัวไหล่และสีข้างกลับปริแตกจนเลือดสีเข้มซึมทะลักผ้าพันแผลเก่าๆ ออกมาอีกรอบ เฉินหยาง แม่ทัพหนุ่มผู้เคยเกรียงไกร กัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน ใบหน้าคมคายซีดเผือดไร้สีเลือด แต่ดวงตาคมปลาบที่มองมายังเต็มไปด้วยความระแวงระวังและร่องรอยของความผิดหวังระคนรังเกียจ
เขาย่อมจำภรรยาคนนี้ได้ดี สตรีผู้ใช้เล่ห์กลบีบบังคับให้เขาต้องแต่งงานด้วย สตรีผู้เคยกรีดร้อง อาละวาด และสร้างความอับอายให้สกุลเฉินไม่เว้นแต่ละวัน กระทั่งในวันที่ตระกูลเฉินล่มสลายและถูกเนรเทศ นางก็ยังคงแผดเสียงด่าทอเขาตลอดเส้นทาง จนกระทั่งถูกกองทหารทิ้งไว้ที่ชายแดนแห่งนี้ตามลำพังกับสามีพิการใกล้ตาย
แต่วันนี้… แววตาคู่นั้นเปลี่ยนไปแล้ว
ไม่มีความเย่อหยิ่งจองหอง ไม่มีน้ำตาร่ำไห้คร่ำครวญ มีเพียงประกายตาคมกริบราวกับนักวิเคราะห์กำลังประเมินมูลค่าทรัพยากรตรงหน้า… ซึ่งในที่นี้คือตัวเขาและสภาพแวดล้อมอันแร้นแค้น
“อย่าเพิ่งขยับค่ะ ถ้าท่านไม่อยากให้แผลติดเชื้อตายไปเสียก่อน” ฟางเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย มือเรียวบางเอื้อมไปกดไหล่แกร่งเอาไว้ด้วยน้ำหนักที่พอเหมาะ ไม่เบาและไม่หนักจนเกินไป แต่เด็ดขาดพอที่จะหยุดการเคลื่อนไหวของบุรุษร่างยักษ์ได้
เฉินหยางชะงัก ดวงตาคมกวาดมองภรรยาอย่างไม่เข้าใจ ปกติแล้วแค่มือแตะโดน นางจะกรี๊ดลั่นราวกับเจออสรพิษ แต่วันนี้… นอกจากการกระทำที่ดูสุขุมผิดหูผิดตาแล้ว สตรีตรงหน้ายังไม่มีท่าทีหวาดกลัวต่อสภาพความเป็นจริงอันโหดร้ายแม้แต่น้อย
ฟางเซียนไม่ได้สนใจความสงสัยของสามีหมาดๆ ในสมองของเธอเวลานี้กำลังประมวลผลข้อมูลมหาศาล ระบบมิติคลังเก็บของและพิมพ์เขียววิศวกรรมที่ติดตัวมาด้วยกำลังส่งเสียงเตือนเบาๆ ในห้วงความคิด—พลังงานในมิติเหลือเพียงร้อยละสิบ การจะดึงเครื่องมือแพทย์หรือวัสดุก่อสร้างออกมาจำเป็นต้องใช้แต้มจากการทำกิจกรรมสร้างสรรค์หรือการค้าขายเท่านั้น
*ให้ตายสิ ส่งฉันมาเกิดใหม่ทั้งที ดันได้ที่ดินรกร้างกับสามีใกล้ตายเนี่ยนะ ช่างเป็นการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมเสียจริง* ฟางเซียนแอบสบถในใจอย่างหัวเสีย ก่อนจะกวาดสายตามองรอบกระท่อม
นี่คือกองบัญชาการชั่วคราวที่ผุพังจนแทบเรียกว่าบ้านไม่ได้ หลังคารั่ว พื้นดินชื้นแฉะ ไม่มีอาหาร ไม่มีแม้กระทั่งน้ำสะอาดสักหยด อากาศหนาวเหน็บยามค่ำคืนของชายแดนกำลังกัดกินร่างกายที่อ่อนแอของเฉินหยางอย่างช้าๆ หากปล่อยไว้ถึงเช้า พรุ่งนี้คงได้จัดงานศพคู่แน่นอน
แต่คนอย่างหลินฟางเซียน… ไม่เคยยอมแพ้ให้แก่ความพินาศตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสได้เริ่มใหม่อีกครั้ง เธอก็จะเปลี่ยนนรกขุมนี้ให้กลายเป็นอาณาจักรส่วนตัวเสียเลย!
“ท่านแม่ทัพเฉิน” ฟางเซียนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังอย่างประหลาด “ข้าไม่รู้ว่าในอดีตภรรยาคนเก่าของท่านทำตัวแย่แค่ไหน แต่นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป กฎของบ้านหลังนี้เปลี่ยนแล้ว”
เฉินหยางหรี่ตาลง มองสตรีตรงหน้าด้วยความประหลาดใจระคนเย้ยหยัน “กฎ? บ้านหลังนี้มีแค่ซากไม้ผุๆ กับคนใกล้ตาย เจ้าจะเอาอะไรมาตั้งกฎ?”
“เอาชีวิตรอด… และความมั่งคั่งอย่างไรล่ะคะ” ฟางเซียนย(ิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้างดงามหยาดเยิ้มนั้นฉายแววเจ้าเล่ห์จนเฉินหยางรู้สึกหนสันหลังวาบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้เสื้อผ้าจะมอมแมมและเนื้อตัวจะเปื้อนฝุ่น แต่ท่าทางกลับสง่างามราวกับพญาหงส์ที่กำลังกางปีกสำรวจอาณาจักรใหม่ มือเรียวแตะเบาๆ ที่อากาศว่างเปล่า พริบตานั้น… มีดผ่าตัดขนาดเล็กและขวดแอลกอฮอล์ล้างแผลที่แอบดึงออกมาจากมิติลับก็ปรากฏขึ้นในมือโดยที่เฉินหยางมองไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่าเธอนำมันมาจากไหน
“เจ้าจะทำอะไร?” แม่ทัพหนุ่มถามเสียงเข้ม เมื่อเห็นภรรยาถือวัตถุแปลกประหลาดเข้าใกล้บาดแผลของตน
“รักษาท่านไงคะ ถ้าท่านไม่อยากตายคาอกข้าเสียก่อน… อยู่นิ่งๆ ค่ะ!”
ไม่รอให้เขาปฏิเสธ ฟางเซียนลงมือจัดการกับแผลฉกรรจ์อย่างคล่องแคล่วและเด็ดขาด ราวกับแพทย์สนามผู้ช่ำชอง แม้ความเจ็บปวดจะทำให้เฉินหยางต้องขบกรามแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน แต่เขากลับไม่หลุดเสียงร้องออกมาสักแอะ มีเพียงดวงตาคมดุที่จ้องมองใบหน้าด้านข้างของภรรยาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม แผลถูกทำความสะอาดและพันด้วยผ้าสะอาดที่เธอแอบเนรมิตออกมาจากมิติเรียบร้อย เฉินหยางหอบหายใจหนักหน่วงด้วยความอ่อนเพลีย แต่พิษไข้ที่เคยรุมเร้ากลับบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด เขามองสตรีที่กำลังเช็ดมือด้วยความเหนื่อยอ่อน ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ทำไม… เจ้าถึงเปลี่ยนไป?”
ฟางเซียนชะงักมือเล็กน้อย หันมาสบตาคมกริบของสามีด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่อ่านไม่ออก
“เพราะคนฉลาดเขาไม่จมอยู่กับอดีตหรอกค่ะ ท่านแม่ทัพ” เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบชิดริมหีบปากหนา “และที่สำคัญ… ข้าไม่ชอบใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก หากท่านอยากมีชีวิตรอดและอยากเห็นวันที่ศัตรูของเราต้องก้มหัวให้ ก็จงเชื่อฟังข้า… แล้วเตรียมตัวเป็นเศรษฐีแห่งชายแดนได้เลย”
คำประกาศกร้าวที่เต็มไปด้วยความมั่นใจทำให้หัวใจของแม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชนกระตุกวูบอย่างประหลาด นี่ไม่ใช่ภรรยาคนเดิม… แต่นางน่าสนใจกว่าเดิมนับร้อยเท่า
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศภายในกระท่อมกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ความร่วมมืออันน่าทึ่ง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ก็ดังขึ้นจากความมืดภายนอก พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่สาดเข้ามาตามรอยแตกของผนังไม้
*ปัง!*
ประตูไม้ผุพังถูกถีบกระเด็นหลุดจากบานพับด้วยฝีเท้าของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่ง นำโดยหัวหน้าโจรท้องถิ่นที่ถือดาบเล่มโตเปื้อนเลือด ใบหน้ามีรอยแผลเป็นน่าเกลียดน่ากลัว
“ฮ่าๆๆ นึกว่าใคร ที่แท้ก็ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่กับเมียรักที่ถูกเนรเทศนี่เอง ข้าได้ยินมาว่าพวกเจ้าถูกถอดฐานะ ไม่เหลือแม้แต่เบี้ยอัฐแดง… ส่งเสบียงและของมีค่าทั้งหมดออกมาซะดีๆ มิฉะนั้น อย่าหาว่าพวกข้าไม่ปรานี!”
เฉินหยางขยับตัวจะลุกขึ้นทันสัญชาตญาณ แต่วิถีกระสุนเรี่ยวแรงที่หมดไปทำให้เขาเซถลาเกือบล้ม ฟางเซียนรีบก้าวเข้ามาขวางหน้าสามีเอาไว้ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างอันตราย รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปากเมื่อเธอตระหนักได้ทันทีว่า… ค่ำคืนนี้แขกที่ไม่ได้รับเชิญกลุ่มนี้ ช่างเข้ามาในเวลาที่เธอกำลัง ‘อยากหาเงินทุนเริ่มต้น’ พอดีเป๊ะ
ฟางเซียนไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย เธอกลับกวาดสายตามองกลุ่มโจรหัวเราะร่าราวกับพวกมันเป็น ‘วัตถุดิบชั้นดี’ ที่เดินมาส่งส่วยให้ถึงหน้าบ้าน
ทว่า ก่อนที่ฟางเซียนจะทันได้หยิบอาวุธลับชิ้นแรกออกจากมิติเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือน… เสียงฝีเท้าฝีม้าราชสำนักที่ควบตรงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับคบเพลิงสว่างจ้าก็สาดส่องเข้ามาล้อมรอบกระท่อมผุพังไว้ทุกด้าน
ร่างสูงสง่าในชุดคลุมปักลายมังกรห้าเล็บก้าวลงจากหลังม้า ใบหน้าหล่อเหลาแต่เย็นชาไร้ความรู้สึกปรากฏขึ้นที่หน้าประตู พร้อมกับรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ส่งตรงมายังคนทั้งคู่
“ดูท่าทาง… ชีวิตหลังความตายของเจ้าในดินแดนรกร้างนี่ จะไม่น่าอภิรมย์เอาเสียเลยนะ พระชายาผู้ทรยศ…”
ดัชเชสโพดำ
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและสนับสนุนผลงานของดัชเชսโพดำเสมอนะคะ)
นางร้ายสายช่างก่อสร้าง: ปฏิวัติที่ดินรกร้างให้เป็นเมืองในฝัน•ตอนที่ 1
ฟื้นขึ้นมาในกระท่อมผุพัง
ผลงานโดย ดัชเชสโพดำ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดัชเชสโพดำ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสายช่างก่อสร้าง: ปฏิวัติที่ดินรกร้างให้เป็นเมืองในฝัน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
