กลิ่นอายของกระดาษหนังแกะเก่าแก่คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นฝุ่นผงของกาลเวลาที่อัดแน่นอยู่ในห้องทำงานแคบๆ แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสีเหลืองนวลสาดส่องลงบนแผนที่หนังแกะผืนใหญ่ ซึ่งถูกกางทับด้วยทับกระดาษทองเหลืองเนื้อตัน
ดร.ปกรณ์ ขยับกรอบแว่นสายตาเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบภายใต้เลนส์ใสกำลังจดจ่ออยู่กับเส้นหมึกสีดำจางๆ ที่ถูกวาดขึ้นด้วยมือ รอยหมึกนั้นขาดช่วงเป็นระยะตามอายุขัยของวัสดุ แต่สิ่งที่ดึงดูดสมาธิของเขาอย่างแท้จริง หาใช่ความเก่าแก่ของตัววัตถุไม่ หากแต่เป็นพิกัดภูมิศาสตร์ที่ถูกทำเครื่องหมายด้วยหมึกสีแดงเข้ม—สีที่ดูคล้ายกับเลือดแห้งกรัง—ตรงจุดกึ่งกลางของหุบเขาที่ไร้ชื่อในแผนที่สำรวจยุคอาณานิคม
"คุณกำลังเล่นเกมกับความตาย, ดร.ปกรณ์"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง รตา ยืนกอดอกพิงกรอบประตู แสงเงาจากภายนอกทาบทับร่างเพรียวระหงของเธอให้ดูราวกับภาพเงาสลักบนผนังถ้ำโบราณ นัยน์ตาคู่คมกริบของเسرองมองตรงมาที่โต๊ะทำงานด้วยแววตาสมเพชแกมทึ่ง
ปกรณ์ไม่เงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา นิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวกำลังใช้แว่นขยายส่องทวนลายเส้นบนแผนทีอย่างใจเย็น "โบราณสถานทุกแห่งบนโลกใบนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อรอให้ใครสักคนไปค้นพบ รตา... มันไม่ใช่เกม แต่มันคือประวัติศาสตร์ที่รอการชำระสะงอกต่างหาก"
"ประวัติศาสตร์งั้นหรือคะ... เอ๊ย ประวัติศาสตร์เหรอครับ" รตาหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเธอเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง "คุณเรียกซากปรักหักพังที่ฝังศพคนนับพันด้วยความแค้นว่าประวัติศาสตร์งั้นเหรอ แผนที่แผ่นนั้นไม่ได้นำทางไปสู่ความรุ่งโรจน์ของอารยธรรม แต่มันคือคำสาปที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อปิดตายปากทางเข้าสู่นรกต่างหาก คุณก็น่าจะรู้ดีกว่าใครว่า ทำไมนักสำรวจสามคณะก่อนหน้านี้ถึงหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย"
ปกรณ์วางแว่นขยายลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบไม้ดังขึ้นเบาๆ แต่กลับสร้างความเงียบงัดที่น่าอึดอัดขึ้นในห้อง เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาเธอ สีหน้าของชายหนุ่มยังคงเรียบเฉย เยือกเย็น และเต็มไปด้วยเหตุผลตามแบบฉบับของนักวิทยาศาสตร์ผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อเรื่องงมงาย
"ความหายนะของพวกเขามีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์รองรับเสมอ รตา" ปกรณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "โรคระบาดจากเชื้อโรคโบราณ, ภาวะขาดออกซิเจนในถ้ำลึก, หรือแม้แต่การสังหารกันเองเพราะความโลภ ไม่มีคำสาปใดในโลกนี้ฆ่าคนได้หากปราศจากน้ำมือของมนุษย์ หรือปัจจัยทางกายภาพที่ควบคุมไม่ได้"
รตาเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นอายดินฝนปะทะเข้ากับโสตประสาทของปกรณ์ เธอโน้มตัวลงใช้มือสองข้างค้ำขอบโต๊ะ นัยน์ตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างท้าทาย ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่อุ่นร้อน
"ถ้าคุณมั่นใจในตรรกะทางวิทยาศาสตร์นัก ทำไมชีพจรของคุณถึงเต้นเร็istขึ้นตอนที่มองเห็นรอยสลักสัญลักษณ์รูปงู Ouroboros ที่มุมขวาล่างของแผนที่ล่ะคะ?" รตาเอ่ยกระซิบ เสียงของเธอนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงจิตวิทยา "คุณกลัวความตายเหรอ... หรือว่าคุณกำลังกลัวว่าสิ่งที่ฉันพูดจะเป็นจริง ว่าที่นั่นมีบางสิ่งบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ของคุณอธิบายไม่ได้"
ปกรณ์ชะงักไปชั่วขณะ เขาไม่ได้หลบสายตา แต่กลับจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่ฉายแววท้าทายนั้น สัญชาตญาณดิบภายในตัวบอกให้เขาก้าวถอยหลัง แต่ทว่าความดึงดูดทางจิตวิญญาณระหว่างคนสองคนที่ยืนอยู่คนละขั้วความคิดกลับเหนี่ยวรั้งเขาไว้ ทั้งคู่ต่างเป็นมืออาชีพที่เฉียบคมในทางของตน คนหนึ่งยึดมั่นในไม้บรรทัดและเครื่องมือวัด อีกคนเชื่อมั่นในลางสังหรณ์และจิตวิญญาณแห่งผืนป่า ความขัดแย้งนี้เองที่ทำให้พวกเขาราวกับแม่เหล็กต่างขั้วที่ดึงดูดเข้าหากันอย่างรุนแรง
"ผมไม่ได้กลัวความตาย รตา... ผมแค่เคารพความจริง" ปกรณ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นพอๆ กัน "และสัญลักษณ์ Ouroboros ที่คุณเห็น ก็เป็นเพียงเครื่องหมายแทนวัฏจักรของกาลเวลาในอารยธรรมเมโสอเมริกา ไม่ใช่สัญลักษณ์แห่งคำสาปแช่งอะไรทั้งสิ้น"
รตาแค่นยิ้มมุมปาก เธอยืดตัวตรงและผายมือไปยังหน้าต่างที่เปิดรับลมยามค่ำคืน เสียงหริ่งเรไรและลมหนาวพัดโชยเข้ามา เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันฟังดูคล้ายเสียงกระซิบจากความมืดภายนอก "ถ้าอย่างนั้น... ดร.ปกรณ์ผู้เที่ยงตรง ช่วยบอกฉันทีสิว่า ทำไมจดหมายฉบับนี้ถึงเพิ่งมาส่งถึงมือคุณเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ทั้งๆ ที่ตราประทับไปรษณีย์ระบุว่ามันถูกส่งมาจากหุบเขาไร้ชื่อแห่งนั้น... เมื่อสามสัปดาห์ก่อน"
ปกรณ์ขมวดคิ้วมุ่นทันที เขายังไม่เคยพูดเรื่องจดหมายฉบับอื่นนอกจากแผนที่หนังแกะผืนนี้บนโต๊ะ!
รตายื่นซองจดหมายสีเหลืองซีดเปอะเปื้อนคราบดินโคลนและรอยไหม้เกรียมวางทับลงบนแผนที่โบราณ ลายมือหวัดๆ บนซองจดหมายนั้นเขียนด้วยหมึกสีดำสนิท และเมื่อปกรณ์ก้มลงมองชื่อผู้ส่ง หัวใจของนักวิทยาศาสตร์ผู้เยือกเย็นกลับกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ชื่อบนซองจดหมายนั้น... คือชื่อของ **ศาสตราจารย์ไพศาล** อาจารย์ผู้ล่วงลับและเป็นบิดาบุญธรรมของเขาเอง ผู้ซึ่งหายสาบสูญไปในการสำรวจหุบเขาเดียวกันนี้เมื่อสิบปีก่อน
ก่อนที่ปกรณ์จะได้เอ่ยปากซักถามอะไร รตาชี้ไปยังข้อความบรรทัดสุดท้ายที่เขียนด้วยลายมือสั่นเทาที่ด้านหลังซองจดหมาย ซึ่งเพิ่งถูกพลิกให้เห็น
*“อย่าเชื่อสิ่งที่ตาเห็น... เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างคุณตอนนี้ ไม่ใช่รตา”*
สิ้นเสียงลมพัดวูบผ่านหน้าต่าง โคมไฟบนโต๊ะทำงานกะพริบไหวสามครั้งติดต่อกันก่อนจะดับลงสนิท ความมืดมิดกลืนกินห้องทั้งห้องในเสี้ยววินาที พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ที่ดังขึ้นจากทางเดินมืดนอกห้อง... กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ประตูห้องทำงานของเขาเรื่อยๆ
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เงาโบราณสถานกับกับดักมรณะในหุบเขาสาบสูญ•ตอนที่ 1
จดหมายจากหุบเขาไร้ชื่อ
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาโบราณสถานกับกับดักมรณะในหุบเขาสาบสูญ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
