ท่วงทำนองของหัวใจ: ยัยมือกีตาร์กับนายคีย์บอร์ดจอมกวน•ตอนที่ 21

ความสับสนของคนแอบรัก

ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
"ถ้าจะเดินหนีกันแบบนี้ ผมว่าเราคงต้องมีเรื่องคุยกันยาวนะครับ... เพลง" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังทันทีที่ผมก้าวพ้นประตูห้องซ้อมใหญ่ น้ำเสียงนั้นไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่กลับมีความนิ่งเรียบที่ทำให้สันหลังของผมเย็นวาบ มือที่กำลังกระชับสายสะพายกีตาร์โปร่งคู่ใจสั่นไหวนิดๆ ผมตัดสินใจไม่หันกลับไปเผชิญหน้า แต่รีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นราวกับว่าพื้นทางเดินหน้าห้องชมรมจะกลายเป็นสนามแม่เหล็กที่พยายามดูดให้ผมหยุดอยู่กับที่ หัวใจของผมเต้นรัวจนแทบจะออกมาโลดเต้นอยู่นอกอก ภาพเหตุการณ์เมื่อเย็นวันก่อนที่ห้องสตูดิโอส่วนตัวของคีย์ยังคงฉายซ้ำเหมือนฟิล์มภาพยนตร์ที่ติดหล่ม รอยยิ้มมุมปากที่ดูอ่อนโยนผิดปกติของพี่คีย์ มือหนาที่เอื้อมมาจัดสายกีตาร์ให้ผมใกล้เสียจนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ กลิ่นไม้จันทน์หอมผสมกลิ่นอายความสะอาดที่ทำให้ผมทำตัวไม่ถูกจนต้องหนีออกมา "ผมไม่ได้หนีครับ... แค่รีบ" ผมตอบกลับไปโดยไม่หันมอง อาศัยจังหวะที่โถงทางเดินค่อนข้างโล่งก้าวฉับๆ ไปทางบันไดหนีไฟ ทว่า... ความไวของมือกีตาร์มือใหม่หรือจะสู้ความเร็วของรุ่นพี่มือกีตาร์บอร์ดที่เคยผ่านเวทีมานับไม่ถ้วน คีย์ขยับตัวเพียงไม่กี่ก้าวก็มาขวางทางผมไว้ตรงมุมอับสายตาใต้บันได แสงไฟสลัวจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่กะพริบถี่ๆ ทำให้เงาของเขาดูยาวและข่มขวัญขึ้นกว่าทุกครั้ง "รีบไปไหนครับ? ไปให้พ้นหน้าผมหรือว่าไปให้พ้นจากความรู้สึกตัวเองกันแน่?" คีย์เอ่ยถาม สายตาคมกริบของเขามองลึกเข้ามาในดวงตาผมราวกับจะอ่านหนังสือที่หน้าปกปิดสนิทเล่มนี้ให้ทะลุปรุโปร่ง ผมเม้มริมฝีปากแน่น ก้มหน้ามองปลายรองเท้าผ้าใบตัวเอง "พี่คีย์ครับ... คือผม..." "เรื่องเมื่อวาน ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ลำบากใจ แต่ถ้าเพลงจะทำตัวแบบนี้ทุกครั้งที่ผมเข้าใกล้ ผมก็คงต้องถามให้ชัดเจน" เขาขยับเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง จนผมนึกขอบคุณที่วันนี้ผมสะพายกระเป๋ากีตาร์ใบใหญ่ไว้ด้านหลัง เพราะมันเปรียบเสมือนกำแพงกันชนที่ช่วยเว้นระยะห่างระหว่างเราไว้ "หรือว่าดนตรีที่เราเล่นด้วยกัน มันยังสื่อสารความรู้สึกผมไปไม่ถึงหัวใจของเพลงเลย" ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ตรงนั้น บรรยากาศรอบข้างดูเหมือนจะเบาบางลงจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ผมพยายามรวบรวมสมาธิ นึกถึงทฤษฎีดนตรีที่พี่คีย์เคยสอน การประสานเสียงที่สวยงามที่สุดไม่ได้เกิดจากการเล่นโน้ตตัวเดียวกัน แต่เกิดจากการที่แต่ละคนรู้จังหวะของตัวเองและยอมรับจังหวะของคนอื่น แต่ทำไม... เรื่องของหัวใจมันถึงได้ซับซ้อนกว่าการคอร์ดกีตาร์นัก "มันไม่ใช่เพราะดนตรีครับ" ผมรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของพี่คีย์วันนี้ไม่ได้ดูนิ่งเฉยเหมือนทุกครั้ง แต่มันมีความไหววูบของความคาดหวังซ่อนอยู่ "แต่เพราะผมกลัว... กลัวว่าถ้าผมตอบรับความรู้สึกนั้น แล้ววันหนึ่งจังหวะของเรามันเกิดผิดเพี้ยนไป ผมจะเสียพี่ไปมากกว่าแค่คนร่วมวงดนตรี" คีย์ชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะสุขุมเริ่มแสดงร่องรอยของความไม่เข้าใจ เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาจับสายสะพายกีตาร์ของผมดึงเข้าหาตัวนิดหนึ่ง ไม่ใช่การรุกราน แต่เป็นการบังคับให้ผมต้องเผชิญหน้า "เพลงครับ ฟังผมนะ ดนตรีคือชีวิตของเราทั้งคู่ และชีวิต... มันก็มีความไม่แน่นอนเหมือนคอร์ดดนตรีที่ต้องมีการเปลี่ยนคีย์เพื่อสร้างสีสัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเพลงนั้นจะเสียความไพเราะไปนะครับ กลับกัน... การเปลี่ยนคีย์ที่เหมาะสมต่างหากที่ทำให้เพลงนั้นสมบูรณ์" เขาเว้นจังหวะ สายตาที่เขามองผมนุ่มนวลขึ้นจนผมใจสั่น "ผมไม่ได้ต้องการแค่คนร่วมวง ผมต้องการคนร่วมชีวิตที่จะเดินจังหวะไปพร้อมกับผมไม่ว่าเมโลดี้ในวันข้างหน้าจะเป็นยังไง" คำพูดนั้นหนักแน่นราวกับเสียงเบสที่คอยคุมจังหวะให้กีตาร์อย่างผมไม่หลุดเฟรม มันสั่นสะเทือนไปถึงความรู้สึกข้างในที่ผมพยายามกดทับเอาไว้มาตลอดหลายสัปดาห์ "พี่พูดเหมือน... พี่เตรียมใจไว้แล้วว่าเราจะไปด้วยกันตลอดรอดฝั่ง" ผมถามเสียงสั่น "ผมไม่เคยเตรียมใจสำหรับความล้มเหลวในเรื่องนี้ครับ เพราะผมมีคอร์ดที่ซ้อมมาดีพอที่จะรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง" คีย์ยิ้ม... ยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกครั้ง แต่มันเป็นยิ้มที่อบอุ่นและให้เกียรติ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของกลุ่มเพื่อนก๊วนชมรมดนตรีก็ดังใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงโวยวายของไอ้ตั้มที่ตะโกนหาพวกเรากลางโถงทางเดิน ทำให้คีย์ต้องปล่อยมือจากกระเป๋ากีตาร์ผมและถอยหลังกลับไปยืนในระยะปลอดภัย "พวกแกมาทำอะไรตรงนี้วะ! เอ้า... ไอ้คีย์ ไอ้เพลง ซ้อมเสร็จแล้วทำไมไม่ออกไปรวมตัวกันข้างนอก น้องปี 1 กำลังจะเริ่มซ้อมวงใหญ่แล้วนะเว้ย!" ตั้มเดินนำหน้ามาพร้อมกับคนอื่นๆ ในวง สายตาของมันกวาดมองผมกับคีย์สลับไปมาอย่างจับผิด "ไม่มีอะไรครับ แค่คุยเรื่องคอร์ดเพลงใหม่" คีย์ตอบเสียงเรียบ สีหน้ากลับมานิ่งเฉยดุจมือคีย์บอร์ดจอมเฮี้ยบคนเดิม ผมหันไปมองหน้าคีย์อีกครั้ง พี่เขาส่งสัญญาณสั้นๆ ด้วยสายตาเหมือนจะบอกว่า *'เรายังคุยกันไม่จบ'* ก่อนจะหมุนตัวเดินนำกลุ่มเพื่อนออกไปข้างหน้า ทิ้งให้ผมยืนงงอยู่กับที่ท่ามกลางเสียงหัวเราะและเสียงบ่นของเพื่อนๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นในมุมอับของตึกนี้ "เฮ้ย เพลง! เป็นอะไรวะ หน้าแดงเชียว ไม่สบายหรือเปล่า?" ยัยมะนาว เพื่อนร่วมรุ่นเดินเข้ามาตบไหล่ผมแรงๆ "หรือว่าโดนไอ้ประธานคีย์บอร์ดดุเอาอีกแล้ว? ช่างมันเหอะ พี่เขาเป็นคนประเภทที่ดนตรีคือพระเจ้า ถ้าเราไม่เป๊ะ เขาก็ขี้หงุดหงิดแบบนี้แหละ" ผมได้แต่ฝืนยิ้มตอบ พยายามหลบสายตาเพื่อนๆ ที่เริ่มจะสังเกตเห็นความผิดปกติในท่าทีของผม ในขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมเครื่องดนตรีบนเวทีจำลองในห้องซ้อมใหญ่ จู่ๆ ประตูห้องซ้อมก็ถูกผลักเปิดออกกว้างโดยคนที่ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้... รุ่นพี่ชมรมดนตรีปี 4 ที่คีย์เคยเล่าว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญในระดับมหาวิทยาลัยก้าวเข้ามาพร้อมกับซองจดหมายสีขาวในมือ "คีย์... ฉันมีข่าวจากทางคณะมาบอก เกี่ยวกับทัวร์คอนเสิร์ตกระชับมิตรที่นายรอคอย" รุ่นพี่คนนั้นเดินไปหยุดตรงหน้าคีย์ ก่อนจะหันมามองผมที่ยังยืนอยู่ที่เดิม สายตาที่เขามองมานั้นแฝงไปด้วยความหมายที่ทำให้ผมใจหล่นไปที่ตาตุ่ม "แล้วก็นะ... นายอาจจะต้องเลือกระหว่าง 'ความรัก' กับ 'โอกาสครั้งสำคัญ' ที่นายโหยหามาตลอดสามปีนะ" คีย์นิ่งไปสนิท แววตาของเขาที่เคยอ่อนโยนกับผมเมื่อครู่ กลับกลายเป็นความเย็นชาและสับสนอย่างเห็นได้ชัด เขาค่อยๆ หันกลับมามองที่ผมด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออกเลยแม้แต่น้อยว่าเขากำลังตัดสินใจอย่างไร จังหวะหัวใจของผมเต้นผิดจังหวะไปอย่างรุนแรง หรือนี่คือโน้ตตัวสุดท้ายที่กำลังจะตัดสินว่าเพลงรักของเราจะดำเนินต่อไปในคีย์ที่แสนหวาน... หรือจะจบลงด้วยคอร์ดที่ขมขื่นที่สุดตลอดกาล? ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมากับผมในจังหวะที่หัวใจกำลังจะเปิดเผยความจริง แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ โดยคอร์ดรักกีตาร์โปร่งครับ
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่วงทำนองของหัวใจ: ยัยมือกีตาร์กับนายคีย์บอร์ดจอมกวน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%