"ลายเซ็นของคุณ... ช่างอ่อนช้อยและไร้ที่ติเสียจริง พิมพ์มาดา น่าเสียดายที่กฎหมายไม่ได้ชื่นชมศิลปะบนกระดาษแผ่นนี้เท่ากับความเสียหายมูลค่าสิบล้านที่มันกำลังจะสร้างขึ้น"
เสียงทุ้มต่ำของธีรดลดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงดงามของไซต์งานโครงสร้างคอนกรีตเปลือย ชั้นที่สิบสองของตึกระฟ้าที่กำลังก่อสร้าง แสงไฟนีออนสีส้มจากปั้นจั่นด้านนอกทาบทับใบหน้าของเขาให้ดูคล้ายปีศาจสวมสูท ดวงตาคมกริบใต้กรอบแว่นราคาแพงกวาดมองเอกสารในมือสลับกับใบหน้าที่ซีดเผือดของพิมพ์มาดา รอยยิ้มที่มุมปากของประธานหนุ่มไม่ได้ไปถึงดวงตา มันคือรอยยิ้มของผู้ล่าที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกประตู
รวิศก้าวเท้าขึ้นมาบังร่างของสถาปนิกสาวไว้โดยสัญชาตญาณ ไหล่กว้างของวิศวกรหนุ่มเกร็งแน่นจนเนื้อผ้าสูทตึงเปรี๊ยะ สัญชาตญาณความเป็นวิศวกรบอกให้เขาวิเคราะห์แรงปะทะ แต่สมองส่วนหน้ากำลังประเมินความเสียหายทางกฎหมายที่ซ่อนอยู่หลังกระดาษแผ่นนั้น
"คุณไม่ได้มีแค่สำเนา แต่คุณมีอำนาจพอที่จะทำลายคนอื่นได้โดยไม่ต้องใช้กำลังเลยสินะครับ ธีรดล" รวิศกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าซ่อนความกรุ่นโกรธไว้ภายใต้ท่าทีเยือกเย็น ดวงตาคมกริบจ้องมองคู่ปรับตาไม่กระพริบ "แต่เอกสารปลอมแปลงแบบนี้ ต่อให้ผ่านตาผู้ตรวจสอบภายใน แต่มันไม่มีทางรอดพ้นการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์เอกสารไปได้หรอกครับ"
ธีรดลหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและสร้างความอึดอัดให้บรรยากาศรอบตัวราวกับอากาศกำลังถูกสูบออกไป
"นิติวิทยาศาสตร์เหรอครับ รวิศ? คุณลืมไปแล้วหรือว่าบริษัทตรวจสอบบัญชีและวิศวกรรมชุดนั้น... ใครเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ตัวจริง" ธีรดลขยับแว่นตาเล็กน้อย ท่าทีสบายๆ ตัดกับสถานการณ์ความเป็นความตายในอาชีพของคนตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง "คุณจะสู้ด้วยความถูกต้องตามอุดมการณ์ หรือจะยอมให้ผู้หญิงข้างหลังคุณกลายเป็นแพะรับบาปในคดีอาญาข้อหาฉ้อโกงโครงการระดับชาติ... เลือกเอาเองครับ"
พิมพ์มาดากัดริมฝีปากจนห่อเลือด มือที่ซ่อนอยู่ใต้ชายเสื้อโค้ตสั่นเทา เธอรู้ดีว่าอุดมการณ์ที่เธอพยายามปกป้องมาตลอดหลายปี กำลังถูกอำนาจเงินบดขยี้ให้แหลกคาเท้า เอกสารในมือธีรดลคือเครื่องประหารชีวิตทางวิชาชีพของเธออย่างแท้จริง
ทว่า ในวินาทีที่ความกดดันแผ่ซ่านจนแทบหายใจไม่ออกนั้นเอง...
ครืนนน! โครม!
เสียงคำรามต่ำทึบจากเพดานเหนือศีรษะดังขึ้นราวกับเสียงอสุนีบาต แรงสั่นสะเทือนระดับริกเตอร์ย่อมๆ ทำให้พื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าสะท้านไหว ฝุ่นปูนและเศษหินร่วงกราวลงมาจากโครงสร้างชั่วคราวชั้นบนสุด ท่อเหล็กนั่งร้านขนาดมหึมาที่ยึดไว้ไม่แน่นหนาพอเนื่องจากการลดต้นทุนตามคำสั่งของบริษัทผู้รับเหมา หลุดออกจากจุดเชื่อมต่อและพุ่งดิ่งลงมาด้านล่างด้วยความเร็วสูงราวกับหอกเหล็กขนาดยักษ์!
"ระวัง!"
รวิศไม่เสียเวลาคิดแม้แต่เสี้ยววินาที ร่างสูงโปร่งพุ่งเข้าชาร์จพิมพ์มาดาเต็มแรง แรงกระแทกทำให้ทั้งคู่กระเด็นหลุดจากวิถีร่วงหล่นของนั่งร้านเหล็กอย่างเฉียดฉิว เสียงเหล็กกระแทกพื้นคอนกรีตดังสนั่นหวั่นไหวจนแก้วหูแทบแตก ฝุ่นผงคละคลุ้งจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว
ในความโกลาหลนั้น ธีรดลอาศัยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดกระโจนหลบไปอีกมุมหนึ่ง ซองเอกสารสีน้ำตาลหลุดจากมือปลิวหายไปกับสายลมที่พัดโหมผ่านช่องหน้าต่างที่ยังไม่ได้ใส่กระจก
ร่างของรวิศล้มทับลงมาบนตัวของพิมพ์มาดา แรงกระแทกทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด ความเจ็บแปลบแล่นริ้วไปตามแผ่นหลังจากการกระแทกกับพื้นปูนหยาบๆ แต่สิ่งที่เด่นชัดยิ่งกว่าความเจ็บปวด คือสัมผัสจากอุณหภูมิร่างกายของชายหนุ่มที่ทาบทับอยู่เหนือร่างของเธอ ลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะปนกลิ่นฝุ่นปูนและกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ ปะทะเข้าที่ข้างแก้ม
ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันในระยะประชิด ท่ามกลางความมืดสลัวและฝุ่นควันหนาทึบที่ค่อยๆ จางลง รวิศใช้แขนข้างหนึ่งยันพื้นคอนกรีตไว้เพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวทั้งหมดกดทับลงบนตัวหญิงสาว แต่อกแกร่งของเขายังคงแนบชิดกับทรวดทรงอรชรจนสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวเร็วไม่เป็นส่ำ—ไม่แน่ใจว่ามาจากความตกใจกลัวต่ออุบัติเหตุ หรือจากแรงดึงดูดอันตรายที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันระหว่างคนทั้งคู่
"คุณ... เจ็บตรงไหนไหมครับ" รวิศเอ่ยถาม เสียงของเขาแหบพร่า ดวงตาคู่คมที่มักจะเยือกเย็นและเต็มไปด้วยเหตุผลเวลานี้กลับไหวระริกด้วยความห่วงใยที่ซ่อนไม่มิด
พิมพ์มาดาส่ายหัวช้าๆ สมองของเธอตื้อตันไปหมด ไม่ใช่เพราะแรงกระแทก แต่เป็นเพราะความใกล้ชิดที่ไร้ซึ่งกำแพงป้องกันใดๆ ระหว่างวิศวกรผู้ยึดมั่นในกฎระเบียบกับสถาปนิกสาวผู้แหกทุกกฎเกณฑ์ เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น มองเห็นเงาสสะท้อนของตัวเองและความกังวลที่แท้จริง
"ฉัน... ไม่เป็นไรค่ะ—เอ๊ย... ไม่เป็นไรค่ะ" พิมพ์มาดาเผลอหลุดคำพูดที่เคยชิน แต่รวิศไม่ได้ทักท้วง เขากลับจ้องมองริมฝีปากที่เผยอเล็กน้อยด้วยความตกใจของเธอ สายตาของชายหนุ่มเลื่อนต่ำลงโดยไม่ตั้งใจ ก่อนจะรีบดึงสติตัวเองกลับมาแล้วขยับตัวจะลุกขึ้น
ทว่า...
แกร๊ก... เสียงโลหะลั่นไกดังขึ้นเบาๆ จากโครงสร้างเหล็กด้านบนที่ยังคงรับน้ำหนักไม่สมดุล
"อย่าขยับ!" รวิศคำรามเบาๆ ในลำคอ เมื่อสังเกตเห็นคานเหล็กรับน้ำหนักตัวย่อยเหนือศีรษะกำลังโก่งงอและเตรียมจะทรุดตัวลงซ้ำสอง หากเขาขยับออกไปตอนนี้ แรงสั่นสะเทือนอาจทำให้คานเหล็กนั้นหล่นลงมาทับพิมพ์มาดาเต็มๆ
ไม่มีทางเลือกอื่น... รวิศตัดสินใจทิ้งน้ำหนักลงมาโอบกระชับร่างของพิมพ์มาดาใหม่อีกครั้งอย่างแน่นหนา เขาดึงศีรษะของเธอเข้าหาอกอغกว้างเพื่อปกป้องจุดสำคัญ ร่างกายของทั้งคู่แนบชิดกันสนิทชนิดที่แทบไม่มีช่องว่างให้อากาศผ่าน แรงกดทับจากอ้อมกอดที่อบอุ่นและมั่นคงทำให้พิมพ์มาดาต้องหลับตาลง ซบหน้าลงกับลาดไหล่กว้างของเขา สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งเครียดเพื่อรับแรงกระแทกแทนเธอ
โครมใหญ่!
เศษปูนชุดที่สองร่วงหล่นลงมากระแทกแผ่นหลังของรวิศเต็มแรง เสียงครางต่ำในลำคอด้วยความเจ็บปวดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของชายหนุ่ม แต่เขาไม่มีทีท่าว่าจะคลายอ้อมกอดออกเลยแม้แต่น้อย มือหนายังคงโอบกระชับแผ่นหลังบางของหญิงสาวไว้แน่น ราวกับต้องการปกป้องเธอจากโลกทั้งใบที่กำลังจะพังทลายลงมา
ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้งหลังจากฝุ่นควันสงบลง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของคนทั้งสองที่ดังสะท้อนอยู่ในความมืดของตึกร้าง
พิมพ์มาดารู้สึกได้ถึงหยาดเหงื่อที่ซึมอยู่ตามไรผมของรวิศ และหัวใจของเธอที่เต้นระรัวราวกับจะทะลุดอกออกมา ความรู้สึกปลอดภัยท่ามกลางอันตรายถึงชีวิต ทำให้หัวใจที่แข็งกระด้างและเต็มไปด้วยบาดแผลจากการถูกหักหลังของสถาปนิกสาวเกิดรอยร้าวขึ้นอย่างช้าๆ
รวิศค่อยๆ คลายอ้อมกอดออกช้าๆ เขายันตัวลุกขึ้นยืนด้วยความทุลักทุเล ก่อนจะยื่นมือหนาออกไปตรงหน้าหญิงสาวเพื่อดึงเธอลุกขึ้นตาม
"ลุกไหวไหมครับ" น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างประหลาด ไม่เหลือเค้าAโครงของวิศวกรผู้เคร่งขรึมและเย็นชาคนเดิม
พิมพ์มาดายื่นมือเรียวบางของเธอออกไปวางบนฝ่ามือที่หยาบกร้านแต่แข็งแกร่งของเขา รวิศออกแรงดึงเพียงเล็กน้อย ร่างบางก็ลุกขึ้นยืนได้อย่างมั่นคง แม้ว่าเรียวขาจะยังสั่นเทาอยู่บ้างก็ตาม
ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังถอนหายใจด้วยความโล่งอก สายตาของรวิศก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ร่วงอยู่ใต้ซากปรักหักพังใกล้กับเสาปูน
มันไม่ใช่ซองเอกสารสีน้ำตาลของธีรดล... แต่เป็นแฟลชไดรฟ์โลหะสีเงินขนาดเล็ก ที่มีรอยขีดข่วนและติดอยู่กับเศษกระดาษเอกสารสัญญาฉบับจริงที่ถูกฉีกขาดเป็นชิ้นๆ
รวิศก้มลงหยิบมันขึ้นมา พิมพ์มาดาขยับเข้าไปใกล้ด้วยความสงสัย ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อจำสัญลักษณ์บนแฟลชไดรฟ์นั้นได้ทันที
"นั่นมัน... แฟลชไดรฟ์สำรองข้อมูลเซิร์ฟเวอร์หลักของบริษัทรับเหมานี่คะ" พิมพ์มาดาอุصพออกมาด้วยความตกใจ
รวิศใช้มือปัดฝุ่นออกจากแฟลชไดรฟ์โลหะชิ้นนั้น ดวงตาคมกริบเป็นประกายวาบขึ้นในความมืด เขากดปุ่มเปิดหน้าจอสมาร์ทโฟนของตนเองขึ้นมาเพื่อตรวจสอบความเสียหายเบื้องต้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสถาปนิกสาวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
"ดูเหมือนว่า... แรงสั่นสะเทือนเมื่อครู่ จะไม่ได้มีแค่ความพินาศอย่างเดียวนะครับ" รวิศเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงรอยยิ้มลึกล้ำที่มุมปาก "แต่บางที... มันอาจจะกำลังส่งหลักฐานชิ้นสำคัญที่สุด ที่จะกระชากหน้ากากของธีรดลมาวางไว้ตรงหน้าเราแล้วก็ได้ครับ"
**************************************************
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านความมืดและอุดมการณ์นี้ไปด้วยกันนะครับ - "สายลมแผ่วเบา"
สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ต่อต้านกฎฟิสิกส์•ตอนที่ 3
เหตุการณ์ระทึกขวัญ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ต่อต้านกฎฟิสิกส์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
