รสชาติของโลหิตบนปลายลิ้นช่างคุ้นเคยเกินกว่าจะนึกรังเกียจ
ฉินมู่เหยียนหลับตาลงรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่แล่นริ้วไปตามเส้นชีพจร ทว่ามันไม่ใช่ความตายอันนิรันดร์ที่เขาควรจะได้รับหลังจากถูกกระบี่เล่มนั้นเสียบอกทะลุหัวใจบนยอดเขาเทียนซาน ภาพของหลินซูเหยา... อาจารย์หญิงผู้เย็นชาดุจน้ำแข็งแห่งสำนักกระบี่เหมันต์ นางที่ถือครองกระบี่พิสุทธิ์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยโอบกอดเขาในยามค่ำคืนอันหน็บหนาว แต่มือคู่นั้นเองที่เป็นผู้ผลักคมกระบี่ปลิดชีพเขาลงสู่เหวอเวจี
ทว่า... กลิ่นอายของสมุนไพรราคาถูกและกลิ่นอายอับชื้นของห้องหับคับแคบนี้คือสิ่งใดกัน?
"ตื่นแล้วหรือสวะน้อย คิดจะนอนตายเอาดาบหน้าเพื่อหนีหนี้สินของตระกูลเจ้าหรืออย่างไร?"
เสียงแหลมสูงตวัดบาดหูแว่วมาพร้อมกับแรงถีบที่เข้าปะทะบริเวณหัวเข่าอย่างจัง ฉินมู่เหยียนลืมตาขึ้น นัยน์ตาสสีดำสนิทคู่คมกริบเปล่งประกายวาวโรจน์ดุจสัตว์ป่ากระหายเลือด เพียงแค่ชั่วพริบตาที่สบตาเข้ากับบ่าวไพร่ร่างท้วมตรงหน้า แรงกดดันจากจิตวิญญาณจอมมารที่สั่งสมมานานนับพันปีก็แผ่ซ่านออกไปโดยไม่รู้ตัว ทำเอาบ่าวผู้นั้นสะดุ้งโหยง ถอยหลังกรูดจนล้มพับลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่มีสาเหตุ
"เจ้า... สายตาของเจ้ามัน..." บ่าวร่างท้วมละล่ำละลัก ใบหน้าซีดเผือกด้วยความตื่นตระหนก เหงื่อกาฬไหลซกทั้งที่อากาศไม่ได้อบอ้าว
ฉินมู่เหยียนไม่ได้เอ่ยคำใด เขาเพียงแค่ใช้มือยันกายลุกขึ้นช้าๆ สัมผัสได้ทันทีว่าร่างกายนี้ช่างอ่อนแอและเปราะบางเหลือเกิน เส้นชีพจรลมปราณตีบตันจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของผู้ฝึกตน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือความทรงจำที่ไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับกระแสน้ำเชี่ยว—ร่างนี้มีนามว่า 'มู่จือหลิง' ศิษย์น้องสุดท้องผู้ไร้ค่าแห่งตระกูลมู่ ตระกูลสายรองที่ถูกเหยียบย่ำรังแกจากตระกูลหลักมาโดยตลอด และเพิ่งถูกซ้อมปางตายเพียงเพราะไม่ยอมมอบคัมภีร์กระบี่โบราณชิ้นเดียวที่มารดาผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้
"หึ..." มุมปากของจอมมารหนุ่มยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็น ทรวดทรงและใบหน้าที่สะท้อนในเงากระจกทองแดงเก่าคร่ำคร่าช่างงดงามและอ่อนหวานเกินบุรุษทั่วไป ทว่าแววตากลับลึกล้ำและเต็มไปด้วยทิฐิอันสูงส่ง
ในเมื่อสวรรค์ไม่ยอมให้เขาดับสูญ และยังส่งให้เขามาอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มผู้ถูกรังแกเช่นนี้ เช่นนั้นบัญชีแค้นในอดีต... เขาย่อมต้องทยอยสะสางมันทีละคน เริ่มจากสวะเบื้องหน้านี้ และสิ้นสุดที่เซียนสาวผู้เย็นชาบนยอดเขาเหมันต์นางนั้น
"นายท่านใหญ่เรียกพบตัวเจ้า! หากยังชักช้าอยู่ ระวังหัวของเจ้าจะได้หลุดออกจากบ่า!" บ่าวร่างท้วมตะโกนขู่ด้วยความหวาดระแวงปนโมโห พลางลุกขึ้นปัดฝุ่นแล้วเดินนำหน้าออกไป
ฉินมู่เหยียนก้าวเท้าเดินตามออกไปช้าๆ ทุกย่างก้าวแฝงไว้ด้วยเคล็ดวิชาเดินลมปราณโบราณ แม้ร่างกายจะร้าวรานไปทั้งร่าง แต่จิตสำนุกและแก่นแท้แห่งวิญญาณยังคงอยู่ พลังปราณฟ้าดินรอบกายเริ่มถูกดึงดูดเข้ามาหล่อเลี้ยงร่างกายที่แห้งผากอย่างเงียบเชียบ ราวกับเปลวไฟใต้เถ้าถ่านที่รอวันลุกโชนขึ้นแผดเผาทุกสิ่ง
ณ โถงรับแขกตระกูลมู่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน ประมุขตระกูลมู่ 'มู่เทียนBà' นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักด้วยสีหน้าบึ้งตึง ด้านข้างคือผู้อาวุโสสายหลักที่จ้องมองมาด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์ ราวกับกำลังมองดูเศษสวะชิ้นหนึ่ง
"มู่จือหลิง เจ้ากล้าดียังไงถึงขัดคำสั่งตระกูล?" มู่เทียนป้าตบโต๊ะเสียงดังสนั่น พลังปราณขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นที่สามกดทับลงมาหวังให้เด็กหนุ่มคุกเข่าลงยอมจำนน
ทว่าฉินมู่เหยียนกลับยืนหยัดอย่างสง่างาม กระดูกสันหลังตั้งตรงดุจกิ่งสนกลางพายุ นัยน์ตาคมกวาดตามองคนทั้งห้องด้วยความเหยียดหยันอย่างไม่ปิดบัง
"คำสั่งของสุนัขรับใช้... เหตุใดข้าต้องใส่ใจ?" น้ำเสียงราบเรียบแต่เยือกเย็นจนคนฟังรู้สึกหนาวยะเยือกถึงไขสันหลัง
"เจ้าเด็กสามหาว!" ผู้อาวุโสสายหลักลุกพรวดขึ้น ชักกระบี่ออกจากฝักพุ่งเข้าใส่หมายจะสั่งสอนบทเรียนราคาแพงให้แก่เด็กหนุ่มผู้บังอาจ
ประกายกระบี่วาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว รัศมีคมดาบสีฟ้าอ่อนสะท้อนกับแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ทว่าในสายตาของอดีตจอมมาร การเคลื่อนไหวนี้ช่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยช่องโหว่นับร้อยแห่ง
ฉินมู่เหยียนขยับตัวเพียงเล็กน้อย หลบคมกระบี่ได้อย่างแนบเนียนราวน้ำไหล มือเรียวยื่นออกไปคว้าข้อมือของผู้อาวุโสผู้นั้นไว้ด้วยความเร็วที่มองแทบไม่ทัน ก่อนจะใช้นิ้วกดลงบนจุดชีพจรสำคัญอย่างแม่นยำ
*กร๊อบ!*
"อ๊ากกก!" เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังลั่นโถง กระบี่ในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินเสียงดังสนั่น ผู้อาวุโสทรรุดฮวบลงคุกเข่าต่อหน้าฉินมู่เหยียนอย่างไม่น่าเชื่อ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด มู่จือหลิงผู้ไร้ค่าผู้นี้ เหตุใดจึงสามารถจัดการผู้อาวุโสขั้นหลอมรวมลมปราณได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว?
ฉินมู่เหยียนก้มลงเก็บกระบี่เล่มนั้นขึ้นมา ปลายกระบี่คมกริบชี้ตรงไปยังลำคอของมู่เทียนป้าที่กำลังตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก ทว่ากลับงดงามและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าภูตผีปีศาจ
"ดูเหมือนว่า... ยุทธภพนี้คงจะหลงลืมความน่ากลัวของวิถีมารไปนานแล้วกระมัง"
สิ้นคำพูดนั้น ท้องนิตยามิอาจสงบได้อีกต่อไป เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหนือจวนตระกูลมู่ สายฟ้าสีเลือดเส้นหนึ่งผ่าผ่าลงกลางลานบ้าน เสียงคำรามกึกก้องสะท้านสะเทือนไปทั่วสารทิศ และในวินาทีนั้นเอง... ร่างเงาหนึ่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายดอกเหมันต์ก็ปรากฏกายขึ้นบนหลังคาเบื้องบน นางยืนสง่างามท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ปลายกระบี่ในมือสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ที่ยากจะหยั่งถึง
ดวงตาสง่างามคู่นั้นจ้องมองลงมายังฉินมู่เหยียน พร้อมกับเสียงหวานหยาดเยิ้มแต่เย็นชาถึงกระดูกที่เอ่ยออกมาแผ่วเบา
"ศิษย์น้อง... ในที่สุดเจ้าก็กลับมาหาข้าแล้ว..."
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งกระบี่และโลหิตนี้ด้วยกันนะคะ
กระบี่หิมะโปรยโปรดปรานศิษย์ทรยศ•ตอนที่ 1
หวนคืนใต้แสงจันทร์สีเลือด
ผลงานโดย ไป๋เหลียนฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไป๋เหลียนฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยโปรดปรานศิษย์ทรยศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
